บทที่ 11
โลหะหากยากมิธริลค่อยๆเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเงินอย่างแช่มช้าซึ่งจริงแล้วแล้วเอเลนสามารถขอให้สลามันเดอร์เร่งไฟจนมิธริลหลอมละลายในพริบตาเลยก็ยังได้แต่นั่นมันจะขัดกับจุดประสงค์ของเขา
สิ่งแรกที่เอเลนมันจะทำในขั้นตอนการตีอาวุธคือการเตรีบมสินแร่ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะทำส่วนมากพวกช่างตีเหล็กมักจะนำแร่ดิบไปขึ้นรูปเป็นอาวุธเลยแต่เอเลนนั้นไม่ เขาไม่มีสามัญสำนึกแบบบช่างตีเหล็กทั่วไปไม่รวมกับที่เขาไม่ใช่คลาสช่างตีเหล็กด้วยซ้ำ
ด้วยความที่เขาไม่สามารถสร้างอาวุธได้ในช่วงห้าปีแรกของการทำงานทำให้เขาใช้เวลาส่วนมากไปกับการเสริมแกร่งแร่ ในวงการนั้นเขามีชื่อเสียงในด้านการเสริมแกร่งแร่ร้านตีเหล็กหลายร้านต้องมาขอซื้อแร่ที่เขาเสริมแกร่งเพื่อนำไปใช้กลายเป็นการหล่อหลอมให้เขาเสริมแกร่งแร่ก่อนนำไปตีอาวุธทุกครั้ง
เมื่อมิธริลเปลี่ยนสีจนกลายเป็นสีส้มอ่อนๆเอเลนก็นำมันออกมาจากเตา ความร้อนที่ใช้นั้นไม่ใช้ความร้อนที่มากพอจะหลอมละลายแต่แค่ทำให้พันธะโลหะของมิธริลอ่อนแอลงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นพูดง่ายๆเอเลนไม่ต้องการเปลี่ยนมิธริลให้กลายเป็นแร่เหลวๆแล้วนำเอาไปเข้าแม่พิมแต่เขาต้องการเหล็กที่มีความอ่อนตัวสูงเพิ่มเริ่มกระบวนการเสริมแกร่ง
คีมเหล็กและค้อนถูกนำมาใช้ในกระบวนการนี้เขาเปิดฝาเตาหลอมความร้อนมหาศาลพุ่งเข้ากระแทกใบหน้าจนเขาหรี่ตาก่อนจะยื่นคีมเหล็กเข้าไปคีบก้อนแร่สีส้มออกมาวางบนทั่ง
เคร้ง
เสียงค้อนดังก้องกังวานเอเลนคิดถึงเสียงนี้หลังจากห่างหายจากการดูแลร้านเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน อารมณ์ที่ดีย่อมส่งผลต่อการทำงาน
ค้อนเหล็กทุบลงอย่างสม่ำเสมอค่อยๆรีดมิธริลให้แบนเป็นแผ่นก่อนที่เอเลนจะจัดการพับมันด้วยค้อนทำให้ได้แร่มิธริลที่มีเนื้อหลายชั้นทั้งที่มีมวลเท่าเดิม เมื่อมิธริลเริ่มเย็นตัวเขาก็จัดแจงโยนมันเข้าไปในเตาหลอมอีกครั้ง
ฟู่ว
“อุณหภูมิผิวลดลงไวกว่าแร่เหล็กธรรมดาเยอะเลยแฮะ”
เอเลนตั้งข้อสังเกตหากเป็นการเสริมแกร่งแร่เหล็กธรรมดา เหล็กที่ถูกนำออกมานวดบนทั่งจะสามารถอยู่ได้นานกว่าสามสิบนาทีก่อนที่เอเลนจะส่งมันเขาไปในเตาอีกครั้ง แต่กับมิธริลเอเลนมีเวลาแค่ห้านาทีในการนวด
“หรือจะลัดขั้นตอนดี?”
เอเลนพึมพำเขาเริ่มคิดที่จะข้ามการเสริมแกร่งไปเป็นการขึ้นรูปอาวุธเลยเพราะหากเสริมแกร่งมิธริลอย่างเดียวเขาคาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะสำเร็จแต่ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆใบหน้าของเซลีนพลันปรากฏในห้วงความคิด
“ขี้เกียจไปก็ไม่ดีล่ะนะ เพราะชื่อเสียงของร้านในอนาคตด้วย”
เด็กหนุ่มสะบัดความคิดไร้สาระออกไปแล้วหันไปเสริมแกร่งแร่ต่อ ใช้เวลาไปแล้วอย่างไรในเมื่อเขามีเวลาเหลือเฟือแถมลูกค้ายังไม่เร่งงานด้วย รอไม่นานแร่เหล็กก็ร้อนมากพอให้เขาสามารถลงมือนวดได้อีกครั้ง
เคร้ง
ด้วยค่าความชำนาญราวกับสัตว์ประหลาดเอเลนสามารถควบคุมความละเอียดของมือได้ดังใจนึกทุกๆค้อนที่ฟาดลงไปไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง มุม หรือความแรงล้วนผ่านความคิดมาอย่างถี่ถ้วน เอเลนทำงานจนลืมวันลืมเวลาโชคดีที่เขาหมุนป้ายหน้าร้านเป็นปิดเอาไว้แล้วไม่งั้นลูกค้าที่คงได้รอหน้าร้านจนขาหัก
เคร้ง
หลังจากนวดแร่อยู่นานกว่าหกชั่วโมงในที่สุดเอเลนก็เห็นถึงสัญญาณของความเปลี่ยนแปลง เศษแร่อื่นๆที่ปะปนมากับมิธริลดิบถูกขับออกมาในรูปแบบของเปลือกแข็งๆที่แตกออกเมื่อนวดด้วยค้อนเผยให้เห็นผิวแร่ด้านในที่มีสีขาวสว่างไม่ใช่สีขาวขุ่นอย่างในตอนแร่
เขาเดินมาถูกทางแล้ว
ยิ่งนวดเท่าไหร่แร่ส่วนเกินยิ่งถูกขับออกมาเท่านั้น กระบวนการนี้กินเวลาเป็นอย่างมากกว่าที่เอเลนจะขับแร่ส่วนเกินออกมาจากมิธริลหนักห้ากิโลกรัมจนหมดก็เล่นเอาแดดของดวงตะวันวันใหม่ส่องกระทบผิวกาย
และเสียงของโลกก็ดังขึ้น
[ท่านเสริมแกร่งสำเร็จ]
[ท่านได้รับแร่มิธริลเสริมแกร่งที่ส่องประกาย]
[ค่าสถานะความชำนาญเพิ่มขึ้น]
.
.
.
และอีกมากมาย
ในที่สุดเสียเวลามาเกือบวันเอเลนก็ได้รับแร่มิธริลสีขาวสว่างมาหนึ่งก้อนความงามของมันแทบไม่ต่างอะไรจากไข่มุกแห่งท้องทะเลเลย ขนาดเป็นแค่แร่มิธริลที่ถูกเสริมแกร่งกลับตอบสนองมานาที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยมเอเลนลองผนุกพลังเข้าไปเล็กน้อยพบว่ามันสามารถเหนี่ยวนำพลังเวทมนต์ได้ดีกว่าแร่เหล็กมากมายนัก
“ยอดเยี่ยม”
เอเลนอารมณ์ดีสุดขีดก่อนจะบรรจงวงแร่ที่เพิ่งถูกเสริมแกร่งอย่างเบามือถึงเขาจะอยากทำงานต่อเพียงไรแต่ร่างกายของเขาไม่ได้หลอมมาจากเหล็ก ทันทีที่งานส่วนแรกเสร็จความหิวก็ประดังเข้ามาประหนึ่งเขื่อนแตกเรี่ยวแรงหดหายไปรับกับภูติผีจนเขาเกือบหน้ามืด
เด็กหนุ่มลาดร่างกายอันหิวโหยเข้ามาในครัวโดยมีสองภูติตตัวแสบคอยประคอง ทั้งสลามันเดอร์และโนมเล่นกันจนเพลินแล้วผลอยหลับไปตั้งแต่ชั่วโมงที่สี่ด้วยความเหนื่อยตื่นมาพวกเขาก็พบว่าเอเลนกำลังทำงานในสภาพฟืนตัวเองและไม่ว่าจะเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ
นี่คือนิสัยเสียๆของเอเลนเวลาเขาทำอะไรสักอย่างด้วยความตั้งใจมากๆสิ่งรอบข้างมักจะถูกลืมเลือนจนสิ้น สองภูติประคองเอเลนมาจนถึงห้องครัวก่อนที่จะเป็นสลามันเดอร์ลอยตัวไปหยิบอาหารตามชั้นวางมาให้ เด็กหนุ่มดื่มและกินอย่างหิวโหย
“ขอบคุณทั้งสองคนมาก”
เอเลนพูดจากใจจริงสารภาพตามตรงว่าเขาไม่ได้ยินเสียงเรียกของทั้งสองในตอนแรกแม้แต่น้อยเผลอตั้งใจทำงานแปปเดียวกลายเป็นว่าเวลาได้ข้ามวันไปแล้ว
เมื่อทานอาหารและพักผ่อนจนเรียบร้อยเอเลนก็ตรงกับมายังห้องทำงานทันที ดูเหมือนการล่าของเซลีนจะยังไม่จบสังเกตได้จากที่แม้เวลาจะผ่านมานานแต่เจ้าหล่อนยังคงไม่แวะมาที่ร้านของเขาอีกเลย
[ท่านสังหาร อสรพิษเกล็ดนิล]
เสียงของโลกดังขึ้นหลังจากที่เซลีนลงดาบเพื่อสังหารอสรพิษสีดำสนิทตัวเท่ารถไฟได้สำเร็จ เลือดที่มีคุณสมบัติเป็นกรดของมันไม่อาจกัดกร่อนค่าความทนทานของดาบยาวในมือของเด็กสาวได้แม้แต่น้อย
แน่นอนดาบเล่มนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่เอเลนได้สร้างขึ้นทั้งยังสร้างจากแร่โลหะที่ถูกเสริมแกร่งค่าความทนทานจึงสุงกว่าปกติมากทั้งยังแข็งแกร่งกว่าดาบยาวที่ผลิตมาจากสูตรการสร้างเดียวกัน ในขณะที่เธอกำราบมอนสเตอร์ได้หนึ่งตัวด้วยตัวคนเดียวในขณะปาร์ตี้ของเธอนั้นดูท่าทางจะลำบากับการสังหารอสรพิษอีกตัว
พลังเวทมนต์ถูกผนึกขึ้นก่อนที่เด็กสาวจะกระโดดทีเดียวสูงกว่าสิบเมตรแล้วพลิกตัววาดดาบเฉือนลำคอของอสรพิษเกล็ดนิลจนขาดสะบั้น ค่าประสการณ์ไหลเข้ามาในตัวเธอพร้อมกับที่ปาร์ตี้ของเธออีกสามคนที่กำลังลำบากได้กล่าวขอบคุณ
“ขอบใจที่ช่วยนะ เจ้าหญิง”
ทั้งสามหอบหายใจหนักโดยชายที่มีคลาสเป็นนักรบได้กล่าวโดยไม่สนใจสีหน้าไม่พอใจของสมาชิกอีกสองคน
“ขอบคุณยัยนั่นทำไม เราเกือบจะฆ่ามันได้อยู่แล้ว”
จอมเวทย์สาวในปาร์ตี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเช่นเดียวกับนักบวชสาวอีกคน
“กับอีแค่คนอื่นเรียกว่าเจ้าหญิงหน่อย หล่อนก็ไม่มีสิทธิในการแย่งมอนสเตอร์ของคนอื่นหรอกนะ”
เซลีนได้แต่ส่ายหน้ากับความไร้เหตุผลของทั้งสองสาวและเลือกที่จะไม่ใส่ใจ ผู้หญิงสองคนนี้ไม่มีความเป็นมืออาชีพเลยสักนิดสังเกตุได้จากเมื่อครู่พวกเธอลงมือสะเปะสะปะไม่รู้ว่าจังหวะไหนควรรุกหรือควรถอยส่งผลให้ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่ตัวชนนั้นตกที่นั่งลำบาก
ดูจากสีหน้าลำบากใจของชายหนุ่มแล้วดูท่าในชีวิตประจำวันเขาคงจะเป็นรองสองสาวเป็นแน่ทั้งที่เขาเป็นหัวหน้าปาร์ตี้ เซลีนถอนหายใจก่อนจะเดินออกมาเพื่อจัดการถอนเขี้ยวงูเพื่อนำไปขึ้นเงินที่สมาคมโดยไม่สนสองสาวที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“หนอย อย่ามาทำหยิ่งนะยะ”
“เอานะ เขาช่วยเราไว้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
ชายหนุ่มพยายามปรามอย่างสุดความสามารถแต่ดูท่าคำพูดของเขาคงจะไม่เข้าหูพวกเธอเท่าไหร่นัก ตอนนั้นเองทั้งสี่ก็ได้ยินเสียงของโลกอีกครั้ง
“ไง เหนื่อยหน่อยนะ”
เสียงห้าวๆของเด็กสาวอีกคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ร่างของเด็กสาวอีกคนที่มีผมสีเงินดวงตาสีไพลินถึงกลางหลังในชุดเกราะเบาหลังสบายกระบอกใส่ลูกธนูและคันศรข้างเอวเหน็บมีดสั้นเอาไว้ผิวขาวผ่องและมีใบหูที่แหลมยาวกว่าปกติ ที่แปลกก็คือเด็กสาวกำลังลากร่างของอสรพิษอีกตัวมาด้วย
“งานยังดีเหมือนนเคยเลยนี่ลูน่ามาเรีย”
นักรบหนุ่มทักขึ้นส่งผลให้เด็กสาวพยักหน้าพร้อมกับสังเกตุสีหน้าของนักบวชและแม่มดสาวที่ราวกับกำลังกลืนอาจมเข้าไปก็พอจะเดาเรื่องราวได้พร้อมกับถอนหายใจแล้วหันไปพูดกับเซลีน
“อย่าถือสาเลยนะ พวกเธอยังเด็กอยู่”
ลูน่ามาเรียเอ่ยขึ้นเซลีนแค่พยักหน้ารับไม่ได้พูดอะไรส่งผลให้สองเด็กสาวที่หมันไส้เซลีนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพูดขึ้น
“เป็นเจ้าหญิงแล้วโอหังขึ้นนะ”
นักเวทย์สาวดูจะไม่ชอบเธอเอามากๆเอ่ยพร้อมกับเผยสีหน้าเจ้าเล่ห์
“เอ....เขาลือกันให้แซ่ดว่าเธอเพิ่งถูกชายห้าคนรุม...มา หรือที่หล่อนหยิ่งกับพวกชั้นนี่คงไม่ใช่เพราะว่าอ่อนหวานแค่กับผู้ชายเลวๆหรอกนะ”
พูดจบสาวนักบวชและแม่มดก็หัวเราะคิกคักใครๆในสมาคมก็รู้ว่าเซลีนมาแจ้งกับสมาคมว่าเธอเกือบถูกข่มขืน แต่ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่าเธอนั้นยังบริสุทธิ์อยู่รึเปล่าแถมทั้งห้าคนนั่นยังไม่ปริปากซักคำ เหตุการณ์ตอนนี้กำลังเริ่มเลยเถิดจากที่ตอนแรกเป็นแค่การกระทบกระทั่งกันเล็กๆกลายเป็นการพูดแดกดันที่รุนแรง
ลูน่ามาเรียและนักรบหนุ่มหน้าถอดสี ดูเหมือนเซลีนจะไม่ขำกับเรื่องนี้เท่าไหร่ทั้งยังชากเอาดาบยาวออกมาดวงตาสีมรกตพลันฉายแววเย็นยะเยือกก่อนจะตวัดดาบยาวไปทางแม่มดสาวปากเสียคราหนึ่งด้วยกระบวนท่าที่คุกคาม ยังไม่ทันมีใครจะลงมือช่วยดาบของเซลีนก็บรรลุถึงคอหอยของอีกฝ่ายเรียบร้อย
“อึก”
แม่มดสาวหุบปากฉับในทันใดดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวเมื่อจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีมรกตคู่สวยที่กำลังฉายแววดุดันราวกับสัตว์ร้าย บรรยากาศพลันเงียบงันทำเอาทุกคนลืมหายใจไปชั่วขณะแต่สุดท้ายเซลีนก็ถอนดาบออกแล้วเสียบไว้ที่ฝักข้างเอว
“สุดท้ายก็ทำได้แค่เห่า”
เซลีนเหยียดหยันแล้วไม่สนใจเธออีกส่งผลให้แม่มดสาวทั้งโกรธทั้งอับอายที่เธอแสดงท่าทีหวาดกลัวทั้งๆที่เมื่อครู่ยังจองหองอยู่เลยแท้ๆ เด็กสาวลืมไปว่าการฆ่าคนนั้นผิดกฎหมายเซลีนอย่างมากก็ทำได้แค่ข่มขู่เท่านั้น
“ยะ อย่าคิดว่าเอาดาบมาจ่อที่คอคนอื่นแล้วมันจะจบง่ายๆนะ”
ราวกับตัวประกอบชั้นสองเสียงของเธอไม่ได้เข้าหูเซลีนแม้แต่น้อยแต่เด็กสาวกลับส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง คิดว่าตอนแรกเวลาเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นนักผจญภัยเป็นระดับเงินแล้วจะเจอพวกงี่เง่าน้อยลงแต่ที่ไหนได้นักผจญภัยระดับเงินบางคนก็เป็นพวกไม่ได้เรื่องเหมือนกัน
“ตกใจหมดเลย คิดว่าเธอจะลงมือจริงๆซะอีก”
ลูน่ามาเรียรีบเข้ามาพาเซลีนออกจากตรงนั้นก่อนจะส่งสายตาดุๆไปทางนักรบหนุ่ม พวกเธอสองคนด้รับเชิญจากปาร์ตี้นักรบหนุ่มเพื่อมาล่าอสรพิษเกล็ดดำด้วยกันทีแรกเธอก็คิดเหมือนเซลีนว่าจะมากับปาร์ตี้มืออาชีพแต่กลับต้องมาร่วมผจญภัยกับแม่มดและนักบวชที่มีดีแต่ระดับแต่ฝีมือกลับอยู่แค่ระดับทองแดงเท่านั้นคาดว่าอาศัยบารมีปาร์ตี้คนอื่นจนมีแรงค์ขึ้นมาเป็นระดับเงิน
พวกเธอคือบุตรสาวของตระกูลขุนนางเล็กๆเท่านั้นทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความหัวสูงและเจ้ายศเจ้าอย่างซึ่งในสมัยนี้คนทั่วไปมักจะมองพวกเธอว่าเป้นคนหัวโบราณ ส่วนชายหนุ่มนักรบนั้นเป็นเพียงลูกชายพ่อบ้านที่มีหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกเท่านั้น
ปาร์ตี้ส่วนใหญ่นั้นรับทั้งสามเข้าปาร์ตี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยนิสัยแบบนี้น้อนคนนัดอยากจจะร่วมงานด้วยจนกรรมมาตกอยู่กับสองสาวเซลีนและลูน่ามาเรียที่เป็นนักผจญภัยที่ไม่มีปาร์ตี้เป็นหลักแหล่ง
“ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่น่ะ”
เซลีนตอบยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับสองคุณหนูสาวเป็นอย่างดีหารู้ไม่ว่าเซลีน็มาจากตระกูลขึนนางทั้งยังมียศสูงงกว่า จริงๆเธอจะเอายศตัวเองข่มกลับก็ได้แต่นั่นจะเป็นการสร้างความอับอายให้ตระกูลโดยไม่จำเป็นทั้งยังอดสงสารตระกูลของสองสาวไม่ได้ที่ผลิตลูกหลานออกมาไม่ได้เรื่องแบบนี้
เมื่อรู้อีกฝ่ายเป็นนักผจญภัยหน้าหนาไม่ไม่สนใจคำยุแหย่สองสาวจึงหันกลับไปเล่นงานนักรบหนุ่มแทนโยที่พวกเขาไม่ได้ช่วยเซลีนกับลูน่ามาเรียในการชำแหละมอนสเตอร์แต่อย่างใด
“ว่าแต่เธอรับมือสองคนนั้นได้ดีผิดคาดเลยนะ มีเคล็ดลับอะไรรึเปล่า”
ลูน่าถามขึ้นขณะกำลังขอดเกล็ดงูไปด้วย
“หึ พวกนี้มองออกง่ายจะตายไปคนที่ทับถมคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้สูงน่ะมีถมไป แค่ทำเป็นสนใจคนแบบนี้เท่ากับว่าเห็นในสายตา แก้ทางง่ายๆก็แค่ทำเป็นไม่สนใจก็พอ”
เซลีนตอบพลางไหวไหล่วืดด้วยความที่ถูกแต่งตั้งเป็นทาบาทตระกูลเธอจึงพบผู้คนมาแล้วหลากหลายรูปแบบทั้งดีทั้งร้ายและมีวิธีรับมือแตกต่างกันไป
“เธอเองก็เถอะลูน่ามาเรีย เป็นมิตรกับคนที่สมควรก็พอไม่ใช่เป็นมิตรแล้วถูกคนอย่างยัยสองคนนั้นดูถูก”
ว่าแล้วเซลีนก็จัดการดุลูน่ามาเรียไปหนึ่งที ลูน่านั้นตรงข้ามกับเธอตรงที่เธอเป็นมิตรมากกว่าทั้งลูน่ายังเป็นเผ่าพันธ์ที่เรียกว่าเอลฟ์ที่มีรูปร่างสวยงามแต่กำเนิดเห็นแบบนี้เอลฟ์สาวอาอานามก็ปาเข้าไปห้าสิบปีแล้วแต่ที่ยังมีรูปร่างไม่ต่างจากเด็กสาววัยสิบห้าก็เพราะคุณสมบัติของเผ่าพันธ์
บ่อยครั้งที่ลูน่ามักตกเป็นขี้ปากของพวกคนปากเสียโยเฉพาะคนอย่างแม่มดและนักบวชสาวที่มักจะพูดจาเหน็บแนมเผ่าพันธ์เธอบ่อยๆว่าเป็นแค่พวกอมมนุษย์โสโครกหรืออะไรประมาณแบบนั้น นั่นเป็นเรื่องในสมัยการทั้งนั้นน้อยคนนักที่จะหยิบประเด็นนี้มาพูดจะเหน็บแนม
“แหะๆ ถูกดุซะแล้วสิ”
ลูน่ามาเรียเกาหัวแก้เขินก่นที่ดวงตาของเด็กสาวจะทอประกายซุกซน
“ว่าแต่กับพ่อช่างฝีมือหนุ่มนั่นไปถึงไหนแล้วล่ะ”
เซลีนถึงกับชะงักไปแวบหนึ่งก่อนจะหันมาหรี่ตามองเพื่อนสาวของเธอด้วยแววตาขุ่นมัวตลอดสองวันมานี่ยัยเอลฟ์หูยาวนี่เอาแต่เซ้าซี้ถามเรื่องของเอเลนไม่หยุดไม่รู้ไปได้ยินข่าวลือผิดๆมาจากไหนว่าเธอกำลังคบหากับช่างฝีมือปริศนา
“เรา เป็น เพื่อน กัน”
เซลีนตอบเสียงดังฟังชัด
“ไม่รู้ต้องตอบเธออีกกี่ครั้งว่าเราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน ชั้นช่วยเค้าเค้าช่วยชั้นไม่มากไปกว่านั้น”
“จ้าๆแค่เพื่อนก็เพื่อนจ้า”
พูดจบเจ้าหล่อนก็เหล่สายตาไปทางดาบยาวที่เหน็บไว้ที่เอว
“ถ้าจำไม่ผิดรู้ดาบเล่มนี้จะเป็นฝีมือของพ่อหนุ่มคนนั้นใช่มั้ย ของดีแบบนี้ไม่ค่อยมีคนทำขายมากซะด้วยสิถ้ายังไงจบภารกิจนี้รบกวนพาชั้นไปรู้จักกับเขาหน่อยนะ”
“เอาสิชั้นเองก็ฝากเขาทำดาบไว้เล่มหนึ่ง เอเลนคงจะดีใจที่กำลังจะมีฐานลูกค้าเพิ่ม”
เอเลนบอกกับเธอว่าเขามีแผนที่กำลังจะขยายธรุกิจของร้านจากแค่การซ่อมอาวุธให้ครอบคลุมถึงการทำอาวุธขายแบบครบวงจร ทั้งตัวเองกับลูน่ามาเรียก็เป็นนักผจญภัยที่มีชื่อหากบอกปากต่อปากในอนาคตคงมีคนไปใช้บริการเอเลนอยู่มากโข
เมื่อสังเกตการณ์ตอบรับของเซลีนที่ไหลลื่นไม่มีความเขินอายก็ทำเอาลูน่ามาเรียดอดผิดหวังไม่ได้ ลางสังหรณ์ของเด็กสาว(อายุห้าสิบปี)นั้นได้กลิ่นแปลกๆกับข่าวลือนี้ดูท่าจะผิดพลาดไป
การสนทนาของทั้งสองได้ยินไปถึงหูของลูกขุนนางตัวแสบทั้งสองเข้าพวกเธออดไม่ได้ที่จะเหยียดหยัน
“แหมๆ ที่แท้เจ้าหญิงเดียวดายมีรสนิยมเป็นชายชนชั้นแรงงานนี่เอง”
นักบวชสาวกล่าวพร้อมรอยยิ้มส่วนนักเวทย์สาวก็รีบรับเป็นลูกคู่
“ก็ดูเหมาะสมกันดีนี่คะ คนนึงก็ชนชั้นใช้แรงงานอีกคนก็ใช้แรงฆ่ามอนสเตอร์ คนต่ำเหมือนกันก็ต้องคบกับคนต่ำเหมือนกันนี่เนอะ”
ว่าแล้วทั้งสองก็หัวเราะคิกคักเป็นผลให้นักรบหนุ่มและลูน่ามาเรียหน้าซีด เซลีนที่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันก่อนจะทิ้งทุกสิ่งในมือแล้วไปกระชากคอเสื้อของเด็กสาวนักบวชโดยไม่ทันตั้งตัวก่อนจะเงื้อมือขึ้นฟาดลงไปทีหนึ่ง
เพียะ
....
ความเงียบเข้าปกคลุมก่อนที่เซลีนจะคว้านักเวทย์สาวมาตบไปอีกฉาดหนึ่ง สองสาวเจอไม้นี้เข้าไปพลันตัวสั่นอีกครั้งก่อนจะชี้หน้าเซลีนอย่างไม่เกรงใจ
“พะ พ่อแม่ชั้นยังไม่เคยตบหน้าชั้นแบบนี้มาก่อนเลยนะ แกกล้าดียังไง”
“หึ ชั้นก็แค่อยากดับความจองหองของพวกหล่อนลงก็แค่นั้น”
เซลีนกล่าวโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบโต้
“อ้อ แล้วถ้าจะกลับไปฟ้องพ่อฟ้องแม่ของเธอละก็เชิญเลย แต่ชั้นแนะนำว่าอย่าดีกว่าเพราะระบบนักผจญภัยไม่ใช่สิ่งที่ขุนนางแบบพวกเธอจะแทรกแซงได้ง่ายๆ ถ้ายังทำตัวแบบนี้ต่อไปรับรองได้เลยว่าจะไม่มีใครอยากปาร์ตี้กับพวกเธอ”
“ก ก็เอาสิชั้นเองก็ไม่อยากพึ่งพานักผจญภัยชั้นต่ำแบบพวกเธอนักหรอก ลำพังแค่งูดินตัวเดียวพวกเราจัดการกันเองได้”
เด็กสาวกล่าวออกไปแบบไม่คิดทั้งที่ความจริงแล้วหากต้องปะทะหน้าที่ในการรับความเสียหายจะตกอยู่กับนักรบหนุ่มเพียงคนเดียว ปกติแล้วเธอและนักบวชมีหน้าที่แค่รอรับค่าประสบการณ์เท่านั้นส่งผลให้ทักษะฝีมือด้อยกว่าตัวเลขเลเวล
“ฝีมือไม่ต่างกับนักเลงข้างถนนแต่คิดจะล่าอสรพิษเกล็ดดำเนี่ยนะ อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย”
เซลีนยิ้มเยาะ
“ชั้นไม่จำเป็นพูดอะไรมากกว่านี้หรอกข่าวแย่ๆของพวกเธอมีแต่คนรู้ทั้งนั้นคงไม่มีใครเสียสติมากพอจะอยากปาร์ตี้พวกคนมีปัญาหา เธอคงไม่มีวันเติบโตมากไปกว่านี้แล้วล่ะถ้ายังหวังพึ่งแต่คนอื่นอยู่ต่อไป”
เซลีนตอบโต้ด้วยความสุขุมคำพูดของเธอคือความจริงทุกประการความจริงที่แม้แต่นักรบหนุ่มลูกชายพ่อบ้านยังไม่กล้าพูดกับคุณหนูของมัน ความจริงนั้นมีอำนาจอย่างประหลาดซึ่งทั้งสองเองก็รู้อยู่แก่ใจดีแต่ด้วยทิฐิแล้วพวกเธอเลือกจะปฏิเสธความจริง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบโต้เซลีนก็ไม่ซ้ำเติมก่อนจะกลับมาทำงานของตนเองต่อพร้อมกับลูน่าที่มองเธอด้วยสายตาหวาดๆ
“เธอไม่เป็นไรนะเซลีน”
“อา แค่หงุดหงิดนิดหน่อย”
เซลีนตอบอดสงสารตัวเองไม่ได้ที่ต้องอยู่ร่วมสังคมขุนนางกับยัยสองคนนั้น ทำเอาเธอนึกถึงพวกญาตๆที่วันหาแต่เรื่องหให้พ่อของเธอปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
“ได้ยินแบบนั้นก็สบายใจ ทีแรกชั้นคิดว่าเธอจะชักดาบขึ้นมาฟันแล้วซะอีก”
“หึๆชั้นไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ ใครจะอยากติดคุกกันล่ะ”
เซลีนหัวเราะร่าก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันชำแหละซ่กงูโดยมีนักรบหนุ่มมาช่วยอีกแรง ส่วนสองสาวที่เขอเซลีนแผลงฤทธิ์ไปก็แอบหนีไปนั่งไกลๆโดยที่ไม่ทำอะไรเลยแต่แบบนั้นอาจจดีกว่าก็ได้
เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างทั้งห้าคนก็เดินทางกลับลูมินัสเพื่อส่งภารกิจ งานของเซลีนและลูน่านั้นมีเพียงทำยังไงก็ได้ให้ภารกิจล่าอสรพิษเกล็ดดำให้ได้ 50 ตัว ซึ่งเป็นภารกิจที่มีแต่คนส่ายหน้าเพราะงูพวกนี้ส่วนใหญ่มักจะออกล่ากันเป็นฝูงสิบยี่สิบตัว
คุณหนูต้นเรื่องทั้งสองเป็นคนรับภารกิจนี้มาโยไม่สนว่าคนอื่นจะลำบากแค่ไหนสุดท้ายจึงมีแค่เซลีนและลูน่าเท่านั้นที่สนใจจะร่วมปาร์ตี้ด้วยเนื่องจากค่าตอบแทนสูงแต่กว่าจะล่าได้แต่ละตัวพวกเธอจำเป็นต้องล่อมันออกมาทีละน้อยๆถ้าไม่ใช่เพราะยะยคุณหนูทั้งสองที่มักจะทำให้เสียแผนจนเซลีนกับลูน่าต้องลากมอนสเตอร์พวกนี้ออกไปทีละมากๆหลายครั้งภารกิจคงจบตั้งแต่เมื่อวาน
“นี่ครับตามที่เราตกลงกันไว้”
“สำนึกเอาไว้ด้วยล่ะ ที่พวกเราสามคนเมตตาไม่รับเงินในส่วนนี้”
นักรบหนุ่มยื่นเงินรางวัลทั้งหมดให้กับลูน่ามาเรียแถมด้วยคำถากถางจากคุณหนูทั้งสองอีกนิดหน่อยจนเซลีนอดที่จะเบ้ปากไม่ได้ทั้งที่ความจริงแล้วมอนสเตอร์ที่ล่าไปเกือยทั้งหมดล้วนเป้นฝีมือเซลีนกับลูน่ามาเรียแทยทั้งสิ้น ส่วนปาร์ตี้แรงค์เงินปลอมๆทั้งสามนั้นหากไม่หนีก็สู้ด้วยความลำบาก
“ชั้นละเกลียดสีหน้าของยัยเจ้าหญิงเดียวดายนั่นชะมัดแต่พวกเราทำอะไรมากไม่ได้”
“ใช่ค่ะคุณพี่ แต่ถึงจะทำอะไรไม่ได้แต่เราทำคนอื่นได้”
นักบวชสาวพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“หืม หมายความว่า?”
“ก็ที่ยัยหูยาวชั้นต่ำนั่นพูดไงคะ”
นักบวชสาวตอบ
“พ่อหนุ่มช่างตีเหล็กที่กำลังเป็นข่าวซุบซิบกับเจ้าหญิงช่วงนี้ ถ้าเกิดอะไรข้นกับมันยัยเจ้าหญิงจะทำหน้ายังไงกันน้า”
นักบวชสาวแกล้งลากเสียงยาวส่งผลให้นักเวทย์สาวบางอ้อในที่สุด ในเมื่อไม่อาจแข็งข้อกับเซลีนได้พวกเธอจำต้องเบนเป้าไปหาเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า คลาสช่างฝีมือคงไม่มีฝีมือการต่อสู้มากเท่าไหร่ลำพังแค่มือใหม่อย่างพวกเธอกับนักรบหนุ่มก็น่าจะรับมือได้ว่าแล้วทั้งสองก็หัวเราะอย่างชั่วร้ายโดยมีนักรบหนึ่งที่ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
ส่วนเซลีนและลูน่าหลังจากรับเงินมาแล้วก็ไม่คิดเสวนากับปาร์ตี้เจ้าปัญหาอีก
“สามแสนเหรียญทอง เยอะเอาเรื่องนะเนี่ย”
ลูน่ามาเรียเอ่ยก่อนจะแบ่งเงินกันคนละครึ่ง สมกับที่เป็นภารกิจที่ยากแต่ค่าตอบแทนสูงลำพังอสรพิษเกล็ดดำตัวเดียวมีเลเวลประมาณ 47 เท่านั้นแต่จำนวนคือสิ่งเดียวที่ทำให้ไม่มีใครอยากจะล่ามันเท่าไหร่
“จบงานแล้วไปหาอะไรอร่อยๆทานกันมั้ย”
“ไม่ล่ะ ชั้นอยากแวะไปที่ร้านค้อนเพลิงก่อนน่ะ”
“แหม ห่างกันไม่ได้เชียวน้า”
“แค่ไปเอาดาบย่ะ”
เซลีนเถียงขึ้นทันควันพร้อมกับกรอกตาไปมา
“คันธนูของเธอเองก็ควรเปลี่ยนนะ เชื่อเถอะว่าเอเลนสามารถเนรมิตคันศรที่ดีที่สุดให้เธอได้”
อาวุธของลูน่ามาเรียคือคันศรเกรด C ที่ไม่มีความสามารถหวือหวาอะไรนอกจากพลังโจมตีที่ค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยค่าความทนทานที่น้อยนิด เธอเชื่ออย่างไม่เคลือบแคลงเลยว่าเอเลนสามารถเนรมิตของที่ดีกว่านี้ให้ลูน่ามาเรียได้
“ถ้าเธอว่าอย่านั้นก็ได้เลย”
ลูน่ามาเรียเองก็เป้นคนง่ายๆเมื่อตกลงกันได้พวกเธอก็ย้ายร่างมาที่ร้านค้อนเพลิงอย่างรวดเร็ว
“อ้าว ไม่อยู่หน้าร้านแฮะ”
เมื่อมาถึงป้ายหน้าประตูถูกหมุนไว้ที่ปิดแต่ลูกบิดกลับไม่ได้ล็อคเอาไว้แสดงว่าเอเลนยังอยู่ภายในร้านเซลีนจึงถือวิสาสะเปิดเข้ามาเองลูน่ามาเรียดึงเซลีนเอาไว้ก่อนจะพูดขึ้น
“นี่ๆเปิดเข้ามาแบบนี้ไม่เป็นการรบกวนคุณเจ้าของร้านเหรอ”
“เอาน่าคนกันเองทั้งนั้น ตามมา”
เซลีนยิ้มก่อนจะลากลูน่ามาเรียเข้ามายังห้องตีเหล็ก ระหว่างนั้นเธอกลับรู้สึกว่าภายในร้านมีบางอย่างเปลี่ยนไปซึ่งตรงนี้เองลูน่ามาเรียก็สังเกตุเห็น
“หืม คุณเจ้าของร้านเป็นผู้ใช้ภูติงั้นเหรอ”
ลูน่ามาเรียพึมพำเอลฟ์นั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่กินกับธรรมชาติบางครั้งก็ติดต่อกับภูติมาบ้างทำให้ดวงตาของเอเลฟ์สามารถมองเห็นร่องรอยของภูติได้แม้จะมองไม่เห็นตัวก็ตาม
“ใช่แล้ว เอเลนเขามีดวงตาแห่งภูติน่ะ”
เซลีนตอบง่ายๆสร้างความตกตะลึงให้แก่ลูน่ามาเรียที่คนใกล้ตัวเซลีนมีของหายากอย่างดวงตาแห่งภูติ เซลีนผลักประตูเข้าสู่พื้นที่หลังร้านอย่างรวดเร็วพร้อมกับที่ความร้อนมหาศาลพุ่งเข้าปะทะร่างกาย
“สำเร็จแล้ว!”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นโยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่ามีแขกมาเยือนร่างสูงที่เปลือยท่อนบนอาบเหงื่อต่างน้ำ ลูน่ามาเรียและเซลีนเหม่อมองเหงื่อหยดน้อยกลิ้งผ่านตามซอกกล้ามเนื้อบนร่างกายอันกำยำราวกับต้องมนต์ครู่หนึ่งก่อนจะเบิกตากว้าง
เอเลนชูดาบยาวสองคมเล่มหนึ่งขึ้นด้ามจำยาวสามสิบเซนติเมตรทำจากไม้มีส่วนโค้งเว้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเวลาถือหุ้มด้วยหนังสีน้ำตาลอ่อนบั้งดาบทำขึ้นจากวัสดุสีแดงรูปเทพธิดาที่มีปีกสีเดียวกันแต่ที่สำคัญคือใบดาบ ใบดาบสีแดงสดราวกับดวงตะวันยามเที่ยงพร้อมอักษรรูนสีขาวส่องแสงสีขาวนวลตาส่วนคมสีขาวสว่างแต่เมื่อผนึกพลังเวทย์จะกลายเป็นสีโปร่งใสคล้ายผลึกแก้วเพิ่มความงดงามให้ดาบขึ้นไปอีก ถึงรูปร่างจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยแต่เซลีนจดจำลักษะของดาบเล่มนี้ได้เป็นอย่างดีจึงอดพึมพำออกมาไม่ได้
“นี่สิคือซันโทเรียนที่แท้จริง”