# ตอนที่ 7 สดับแรง
เขี้ยวหินหนาปะทุประกายไฟสีหม่นยามมันลากครูดผ่านผิวไม้ตอใหญ่จนฉีกขาดเป็ชิ้นๆ กลิ่นโคลนแห้งและสาบสัตว์อสูรข้นคลักลอยฟุ้งกระจายในอากาศบ่ายแก่ หลงเทียนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอที่แห้งผาก ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากที่เพิ่งเม้มแน่น ความคิดที่เคยเบาสบายว่าภารกิจเก็บสมุนไพรท้ายสำนักเป็เพียงงานเสริมแสนง่ายสำหรับเก็บเงินค่าข้าวพลันปลิวหายไปอย่างไร้ร่องรอยในเสี้ยววินาที
“ศิษย์พี่.. หลบเร็ว!” เทียนะโเตือนพลางสไลด์ตัวไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของศิษย์รับใช้ชายร่วมทีมสองคนที่ยืนขาสั่นก้าวขาไม่ออก แล้วออกแรงกระชากสุดกำลังจนทั้งสองล้มลุกคลุกคลานหลบหลังโขดหินใหญ่ไปได้หวุดหวิด
ร่างมหึมาของหมูเขี้ยวหินตัวแรกทะยานตัดอากาศเสียงดัง *ตูม!* หัวหนาเตอะสีเทาดำที่หุ้มด้วยปราณธาตุดินสีเหลืองหม่นกระแทกเข้ากับชั้นวางตะกร้าไม้ไผ่ที่หลงเทียนเพิ่งเก็บสมุนไพรเสร็จ เศษไม้ไผ่แห้งแตกกระจายเป็ผุยผง หญ้าหยาดน้ำสีเงินยวดบางส่วนร่วงกระจายลงบนพื้นโคลนชื้นแฉะ
หลินเยว่ชักกระบี่ประจำตัวออกพ้นฝักทันที ตัวใบกระบี่สลักอักขระครามส่องแสงวาบตามพลังปราณวารีของนาง นางก้าวเท้ายึดหลักมั่นคง กวาดคมกระบี่ฟันเข้าที่แผ่นข้างลำตัวของอสูรตัวที่สองที่กำลังแผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเสียงปะทะกลับดัง *เคร้ง!* ประกายไฟกระเด็นสว่างวาบ คมโลหะไม่อาจผ่านชั้นผิวเกราะหินหยาบหนาของมันได้เลยสักกระเบียดนิ้ว แรงสะท้อนกลับส่งผลให้ข้อมือเรียวของศิษย์พี่หญิงสั่นระริกจนนางต้องถอยร่นออกมาสามก้าวเพื่อปรับลมปราณใหม่
“เกราะปราณศิลาหนาเกินไป! ปราณวารีของข้าตัดมันไม่เข้า!” หลินเยว่ร้องเตือน สีหน้าเรียบตึงแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดเหงื่อซึมตามไรผม “พวกเ้าสองคนรีบหนีขึ้นไปบนผาหินชัน! หลงเทียน เรียกสัตว์อัญเชิญของเ้ามาช่วยล่อตัวแรกไว้ก่อน ข้าจะต้านตัวที่สองนี้เอง!”
หลงเทียนสูดหายใจยาว ความร้อนลึกใต้ทรวงอกปะทุขึ้นมาทันทีที่เขาตั้งจิต อัญเชิญเหราให้ออกมาปรากฏตัว วงแสงสลักสีทองแดงวาบขึ้นบนพื้นโคลน ร่างยาวสง่างามของเหราพุ่งทะยานออกมา เกล็ดประกายเขียวมรกตและน้ำเงินไพลินล้อแสงบ่ายเป็เงาเลื่อมพราย หนวดสีทองลู่ตึงไปด้านหลัง ดวงตากลมโตของมันส่องสว่างสะท้อนภาพศัตรูร้ายตรงหน้า
“เหรา ขวางมัน!” เทียนสั่งการสัญญาณต่ำ
ทว่าสถานการณ์กลับไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เหราก้าวเท้าหน้าที่มีเล็บัแหลมคมลงบนผืนดินร่วนสลับแห้ง มันกลับสั่นหัวและขู่ฟู่เสียงดังอย่างปั่นป่วน หูหนาพับราบแนบหัวยาว ดวงตาของมันกรอกสับสนไปมา ลำตัวสีเขียวมรกตเกร็งเกลียดสั่นเทา หลงเทียนจับความรู้สึกผ่านพันธสัญญาได้ทันทีว่ากระแสพลังสะท้อนใต้ดินในขณะนี้มีเสียงสับสนเกินไป ฝีเท้าลนลานของศิษย์รับใช้ชายสองคนที่กำลังตะเกียกตะกายปีนผาหิน และทิศทางการพุ่งกระชั้นสลับไขว้กันของหมูเขี้ยวหินสองตัว ทำให้การตรวจจับคลื่นะเืของเหราผ่านชั้นดินโคลนร่วนฟุ้งกลายเป็ขยะสัญญาณสะเปะสะปะที่แยกแยะทิศทางไม่ได้
‘ชิบหายแล้ว สัญญาณรบกวนมากเกินไปเหมือนเปิดวิทยุในคลับไฟไหม้’ เทียนบ่นอุบในใจ สมองสั่งการคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็วภายใต้สภาวะตึงเครียด หากเขาปล่อยให้สัญญาณปั่นป่วนเช่นนี้ต่อไป เหราจะกลายเป็เป้าล่อขนาดใหญ่ที่โดนขยี้ และโควตาสมุนไพรคุณภาพสูงในตะกร้าที่เหลือจะพังทลาย ซึ่งหมายถึงเงินรายได้และแต้มผลงานทั้งหมดของเขาก็จะมลายหายไปด้วย
“ต้องคัดแยกตัวแปรเดี่ยวล่อเป้าก่อน!” เทียนพึมพำกับตัวเอง
เขาคว้าถุงผ้าชื้นข้างตะกร้าพืชที่บรรจุเศษใบและรากหญ้าหยาดน้ำสดๆ ซึ่งมีกลิ่นอายความชื้นปราณคละคลุ้ง เทียนออกแรงขว้างถุงผ้าใบนั้นไปปะทะหน้าผาหินที่ห่างออกไปทางขวา เสียงถุงกระแทกผังชันดัง *ปึก!* พร้อมกลิ่นสมุนไพรสดโชยเตะจมูกหมูเขี้ยวหินตัวแรกทันที มันส่งเสียงร้องเสียงหลงสะบัดหัวโตๆ หันไปตามเสียงและกลิ่นความชื้นทันทีตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าหิวกระหาย ก่อนจะควบอุ้ยอ้ายพุ่งตรงเข้าชนแง่หน้าผาหินฝุ่นตลบ
“หลินเยว่! นำทางหมูตัวที่สองไปด้านอื่น ข้าจะล่อตัวแรกเข้าหาแนวรากไม้เอง!” เทียนร้องะโก้อง เสียงะโเข้มเกรียมแสดงความเด็ดขาดที่ขัดกับฐานะศิษย์รับใช้ปลายแถว
เทียนเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ววิ่งอ้อมหลบเศษหินตรงไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ใต้เงาหน้าผาชัน บริเวณนั้นมีโครงข่ายรากไม้แข็งหนาเท่าโคนขาหลายเส้นทอดตัวชอนไชผิวดินเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมต่อการแผ่กระจายคลื่นะเืที่หนาแน่นและมั่นคงกว่าชั้นโคลนร่วนซุยด้านนอก
“ตึก.. ตึก..”
เทียนใช้ส้นเท้าเคาะลงบนรากไม้ใหญ่เส้นหนาเบาๆ สองครั้ง สัญญาณเคาะที่เกิดบนของแข็งวิ่งตรงผ่านท่อเนื้อไม้เข้าสู่ััของเหราทันที สัตว์อัญเชิญสะบัดหัวยาว เกล็ดสีเขียวมรกตตั้งชันเมื่อมันค้นพบ ‘ช่องทางสัญญาณเฉพาะ’ มันใช้ขาราชสีห์แข็งแกร่งทั้งสี่พุ่งทะยานนิ่มนวลก้าวเหยียบยึดลงบนรากไม้ใหญ่ทอดยาวร่วมกับหลงเทียนทันที ััะเืจากดินและเสียงฝีเท้ารอบข้างพังทลายลง เหลือเพียงแรงกระแทกแกร่งของหมูเขี้ยวหินตัวแรกที่หันกลับมาเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกและกำลังพุ่งทะลวงตรงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง
หมูอสูรลดหัวลงต่ำ ปราณศิลาครอบจมูกและเขี้ยวหนาแหลมพุ่งเข้ามาดั่งรถถังหุ้มเกราะหนัก หลงเทียนเบิกตากว้าง สั่งการเหราด้วยคำพูดเด็ดขาดกระชับ “สดับ.. ถ่ายแรง!”
เหราไม่เบี่ยงกายหลบ มันกดลำตัวสีเขียวเหลือบทองต่ำลงแนบเนื้อไม้รากใหญ่ กรงเล็บัแหลมคมกดลึกผ่านเปลือกไม้จนน้ำเลี้ยงไหลเยิ้ม ดวงตาส่องประกายสีเขียวทองเข้มจัด ทันทีที่เขี้ยวหินหนาปะทะเข้ากับส่วนไหล่ของเหราเสียงดัง *สนั่น!* สัตว์อัญเชิญส่งเสียงขู่ฟู่เกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนอย่างรุนแรง พลังอันมั่นคงไหลแผ่จากไหล่ตรงดิ่งลงสู่กรงเล็บและถ่ายน้ำหนักแรงปะทะมหาศาลกระจายลงตามแนวรากไม้ลึกใต้แผ่นดินใหญ่ เกิดรอยร้าวตามเนื้อไม้และเสียงดินะเิเบาๆ ใต้พิภพ แรงชนที่ควรจะบดขยี้ร่างของเหราให้แหลกเหลวกลับถูกแปรเปลี่ยนเป็แรงส่งสั่นพริ้วกระจายออกรอบทิศทางจนหน้าดินรอบข้างสั่นกระเพื่อมดั่งผิวน้ำ
อย่างไรก็ตาม แรงชนระดับอสูรคลั่งยังส่งผลให้เกล็ดสีมรกตตรง่ไหล่ซ้ายของเหราแตกกระจายไปสามสี่แผ่น ของเหลวเรืองแสงสีทองซึมออกตามรอยต่อเกล็ด เหราส่งเสียงร้องครางต่ำด้วยความเ็ป
ความเ็ปแสนรุนแรงนั้นแล่นผ่านเส้นสายิญญาพันธสัญญาพุ่งวาบเข้าสู่กลางอกของหลงเทียนทันที เขารู้สึกเหมือนมีค้อนเหล็กปอนด์ทุบเข้าที่หน้าอกอย่างจังจนไอออกมาเป็ลิ่มเืข้น ความล้าจากาแเก่าประกอบกับการใช้พลังปราณดึงคงร่างสัตว์สั่นคลอนเกือบจะตัดสัญญาส่งเหรากลับมิติเดิม แต่เมื่อเขาหันไปเห็นดวงตาของเหราที่ยังคงจ้องมองตนเองอย่างไว้ใจ และแผ่นหลังที่มันพยายามขยับปกป้องเขา เทียนก็ขบฟันแน่นจนเหงือกหลั่งเื
‘ถ้ายอมให้มันรับการชนตรงๆ อีกครั้ง เกล็ดมันแหลกหมดแน่.. ฉันไม่ได้เรียกแกมาเพื่อเป็โล่เนื้อเว้ย!’
เทียนละทิ้งความคิดเอาชนะแบบทางลัดที่ใช้สัตว์อัญเชิญแลกะุ เขากระโจนตัวพ้นจากโคนรากไม้ แตะปลายเท้าลงบนพื้นดินแห้งแล้วออกวิ่งล่อเป้าตรงไปทางโขดหินที่แตกแยกอยู่ริมผาชัน “ทางนี้ ไอ้หมูโง่!” เขาแผดเสียงะโขว้างเศษหินปะทะหน้ากากศิลาของมันสะกิดความบ้าคลั่ง หมูอสูรที่เพิ่งฟื้นตัวจากแรงชนและกำลังหัวเสียหมุนลำตัวหนาเทอะพุ่งตรงไล่กวดศิษย์รับใช้หนุ่มทันที
“ศิษย์พี่หลินเยว่! ปล่อยท่อนไม้ขวางทิศทางพุ่งของมัน!” เทียนะโสั่งสัญญาณบอกศิษย์รับใช้ร่วมทีมสองคนที่หลบอยู่้าผาชัน
ศิษย์รับใช้ชายสองคนที่ยืนหน้าซีดเผือดได้ยินเสียงะโกระตุ้นสติ พวกเขาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบใช้มีดตัดและสับเส้นเถาวัลย์หนาหนืดที่พันเหนี่ยวท่อนซุงไม้ผุขนาดสามคนโอบซึ่งห้อยแขวนคาอยู่เหนือหน้าผาหินชันทันที เสียงมีดสับดังฉับพลับสายเถาวัลย์ขาดสะบั้น ท่อนซุงั์ร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงเสียงดัง *ครืน!*
ในเสี้ยววินาทีเดียวก่อนที่ท่อนไม้จะกระแทกพื้น หลงเทียนใช้วิชาทักษะกายภาพจากการปีนเขาและหลบหลีกในป่า ทิ้งตัวสไลด์ราบลงกับพื้นโคลนลอดใต้แง่หินแคบอย่างแม่นยำ ท่อนซุงั์หล่นโครมลงมากระแทกหน้ากากศิลาของหมูเขี้ยวหินตัวแรกเข้าอย่างจังจนเสียงหินแตกร้าวดังลั่น ลำตัวหนาของอสูรดินทรุดลงกระแทกพื้น เกิดฝุ่นดินคลุ้งตลบ ขาหลังของมันตะเกียกตะกายปัดป่ายอย่างไร้เรี่ยวแรงก่อนจะนิ่งสนิทภายใต้ซากไม้หนาทับ
ขณะเดียวกัน หลินเยว่ที่สบจังหวะจากการหันเหความสนใจของพวกมัน พุ่งทะยานร่างดั่งวิหคน้ำวารี กวาดเข็มยาวอาบยาชาปราณเย็นสลักแทะลึกเข้าที่รอยพับหนังหลังใบหูซึ่งเป็จุดเดียวที่เกราะศิลาไม่ได้ปกป้องของหมูเขี้ยวหินตัวที่สอง ยาชาปราณเย็นแผ่กระจายตัวอย่างรวดเร็วส่งผลให้หมูอสูรตัวที่สองร้องเสียงหลง ขาหน้าของมันเริ่มอ่อนแรงสั่นเทา มันส่ายหัวพยายามสะบัดพิษออกด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะสะบัดก้นเลี้ยวตัวมุ่งตรงหนีเตลิดกลับเข้าสู่พุ่มไม้หนาด้านชายป่าลึกทิ้งรอยเืและเศษเกราะหินไว้ตามทาง
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ทุ่งสมุนไพรท้ายสำนักอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจรุนแรงของหลงเทียนและหลินเยว่
เทียนขยับกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ ความตึงเครียดทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาของเขาขยับยากลำบาก เขารีบก้าวเข้าไปหาเหราที่นอนราบอยู่บนโคนรากไม้ ดึงร่างมรกตของมันกลับเข้าสู่วินาทีอัญเชิญลูบฝ่ามือลงบนแผ่นเกล็ดสุดท้ายที่เหลือรอด ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันไหลแล่นจากตัวสัตว์อัญเชิญย้อนกลับเข้าสู่กลางอกของเขา กระตุ้นเสี้ยวพลังนาคาในกายทันที อาการแน่นปวดจุกอกและรอยเืซึมที่ริมฝีปากพลันมลายหายไปรวดเร็วกว่าปกติจนเขารู้สึกได้ ผิวเนื้อที่เจ็บล้ากลับมาผ่อนคลายในเวลาไม่กี่อึดใจ
“เ้า.. ปลอดภัยดีหรือไม่ หลงเทียน?” หลินเยว่ก้าวเข้ามาหา ใบหน้านางยังคงมีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่ นางก้มมองเศษเกล็ดเหราที่ตกอยู่บนพื้นสลับกับสีหน้าของเด็กหนุ่มที่เพิ่งกระอักเืแต่ตอนนี้กลับยืนตรงได้อย่างปกติ “าเ็ภายในหรือไม่? ยาชาและแรงปะทะของสัตว์อสูรระดังนี้ไม่ใช่เื่ล้อเล่น”
“ผมไม่เป็ไรครับ ศิษย์พี่หลินเยว่” หลงเทียนปัดฝุ่นดินออกจากอกเสื้อพลางส่ายหัวยิ้มบาง “แค่เคล็ดขัดยอกเล็กน้อยเท่านั้น โชคดีที่อัญเชิญของผมถ่ายแรงชนลงไปใต้ดินได้ทันเวลา สัตว์อัญเชิญของผมเจ็บหนักกว่านิดหน่อย แต่มันกลับไปพักฟื้นในหินแล้ว”
หลินเยว่มองตามและพยักหน้ารับอย่างยอมรับอย่างแท้จริง สายตานางเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง “การประสานงานของเ้าและการตัดสินใจใช้สิ่งแวดล้อมแก้ปัญหาเป็เลิศยิ่งนัก หากไม่มีวิธีการล่อสัญญาณและท่อนไม้ของเ้า วันนี้เราคงต้องมีผู้าเ็ล้มตายแน่ ข้าจะจดบันทึกเื่นี้ลงในรายงานภารกิจส่งผู้ดูแลอย่างละเอียดแน่นอน”
---
ในระหว่างการเดินทางกลับสำนักธาราเมฆ่บ่ายแก่ หลงเทียนประคองตะกร้าสมุนไพรหนักอึ้งไว้บนหลังอย่างมั่นคง แผลฉีกขาดตามแขนและข้อมือที่เกิดจากสะเก็ดหินตกใส่ตอนซุงไม้หล่นบัดนี้ตกสะเก็ดแห้งปิดสนิทด้วยกลไกฟื้นฟูห้าเท่าของพลังนาคาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาลอบล้วงแผ่นหินอัญเชิญสีดำขมุกขมัวขึ้นมาเพ่งมองอีกครั้ง
แสงสีแดงทองสลักเรืองรองแผ่ซ่านใต้แผ่นหิน รอยขีดข่วนกระจัดกระจายก่อนหน้านี้ถดถอยและกลับมารวมตัวกันเป็เส้นประจักษ์ชัดแจ้ง เกิดเป็ลายอักษรเขียนระบุคุณลักษณะแรกที่สมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นมา:
**[สดับแรงผ่านตัวกลาง (สมบูรณ์: สามารถจำแนกและระบุพิกัดจังหวะการเคลื่อนไหวใต้ผิวดินหรือน้ำที่ร่างกายแตะต้องโดยตรงเพื่อถ่ายแรงกระแทกหรือป้องกันตน)]**
เทียนคลี่ยิ้มจางด้วยความภาคภูมิใจเป็ครั้งแรกในโลกใบนี้ การวิเคราะห์และกล้าประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกระเพื่อมคลื่นในแปลงเพาะส่งผลให้ระบบยอมรับบันทึกความสามารถของเหราขึ้นมาจนได้ แม้เงื่อนไขขอบเขตจะยังคงระบุว่าต้องแตะััตัวกลางโดยตรงและยังใช้งานกลางอากาศไม่ได้ดี แต่นี่ก็คืออาวุธและโล่ชิ้นแรกที่แท้จริงของเขา
ทว่า ความรู้สึกยินดีนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานเมื่อทีมเดินทางมาถึงหอภารกิจสำนักธาราเมฆ
กวนเซิงในชุดผู้ดูแลสายนอกยืนกอดอกพิงโต๊ะไม้เนื้อแข็ง สีหน้าของเขาเ็าราวกับน้ำแข็งเมื่อเห็นตะกร้าสมุนไพรทั้งสองใบที่อัดแน่นไปด้วยผลึกหยดน้ำแก้วใสคุณภาพยอดเยี่ยม รวมถึงซากแก่นอสูรระดับต่ำจากหมูเขี้ยวหินที่หลงเทียนกับศิษย์รับใช้ชายช่วยกันแบกกลับมา
“สมุนไพรคุณภาพสมบูรณ์ครบถ้วน ไม่มีรอยเด็ดช้ำ หน้าดินไม่มีรอยขุดเสียหายรุนแรง” หลินเยว่วางรายงานรับรองผลลงบนโต๊ะเสียงดัง “นอกจากนี้เรายังปราบหมูเขี้ยวหินที่ล่วงล้ำแปลงเพาะได้หนึ่งตัวด้วยฝีมือและการวางแผนของหลงเทียน ข้าขอเสนอคะแนนผลงานระดับยอดเยี่ยมและแต้มส่วนแบ่งอสูรสำหรับเขาตามระเบียบความปลอดภัย”
กวนเซิงปัดรายงานของหลินเยว่ออกไปด้านข้างช้าๆ เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะดัง *ก๊อก.. ก๊อก..* สายตาจับจ้องใบหน้าของหลงเทียนอย่างจงใจเหยียดหยาม
“หลินเยว่ เ้าอาจจะทำภารกิจสำเร็จ แต่ข้าจำต้องทบทวนส่วนแบ่งของหลงเทียนตามกฎสำนักข้อที่สิบสาม” กวนเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความหยิ่งยะโส “หลงเทียนลงทะเบียนในฐานะ ‘ศิษย์รับใช้ผู้ช่วยประจำภารกิจ’ ไม่ใช่ผู้รับมอบหมายหลัก ตามกฎระเบียบ ศิษย์รับใช้มีหน้าที่เพียงสนับสนุนและแบ่งเบาภารกิจเท่านั้น คะแนนผลงานหลักสะสมสำหรับการศึกษาจะถูกมอบให้เ้าที่เป็ศิษย์สายนอกทั้งหมด หลงเทียนไม่มีแต้มสะสมส่วนตัวจากภารกิจนี้”
“ผู้ดูแลกวน!” หลินเยว่ท้วงขึ้นทันควัน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโกรธ “หากไม่มีสัตว์อัญเชิญของหลงเทียนช่วยถ่ายแรงชนและวางกลล่อ พวกเราย่อมถูกหมูเขี้ยวหินขยี้ไปแล้ว! นี่คือการป้องกันตัวที่สร้างผลงานปกป้องแปลงสมุนไพรของสำนัก!”
“และการต่อสู้ป้องกันตัวนั้นเกิดขึ้น ‘นอกขอบเขต’ แปลงเพาะที่ได้รับอนุญาต” กวนเซิงพูดแทรกเสียงแข็งพร้อมดึงถุงแก่นอสูรหมูเขี้ยวหินระดับต่ำไปกองข้างตัวเขา “แก่นอสูรนี้จึงถือเป็ทรัพย์สินที่สำนักต้องจัดเก็บเข้าคลังกลางเนื่องจากผู้ปราบเป็ศิษย์รับใช้ซึ่งใช้พื้นที่ของสำนัก ไม่มีสิทธิ์สิ่งของมูลค่าสูงเว้นแต่ได้รับอนุมัติเฉพาะกรณี ส่วนเื่ความสามารถต่อสู้ของสัตว์อัญเชิญของหลงเทียน..”
กวนเซิงปรายตามองแผ่นหินอัญเชิญในมือเทียนพลางแค่นยิ้มหยัน “ในสารบบสำนักธาราเมฆ สัตว์ตัวนี้ยังถูกลงทะเบียนเป็ ‘สัตว์อัญเชิญชั้นต่ำประเภทแรงงานไร้ความสามารถต่อสู้’ การที่มันรอดจากการปะทะมาได้อาจเป็เพียงเพราะเกราะดินของหมูอสูรแตกร้าวอยู่ก่อนแล้ว หรือหลินเยว่ใช้วิชาปราณน้ำแข็งตัวช่วยเหลือ หากยังไม่มีการทดสอบการต่อสู้อย่างเป็ทางการในลานประลองของสำนักธาราเมฆต่อหน้ากรรมการสามท่าน ข้าก็ไม่อาจลงทะเบียนเปลี่ยนประเภทสัตว์ของมันเพื่อรับแต้มประเภทต่อสู้ให้ได้”
หลงเทียนจ้องมองใบหน้าอิ่มเอิบของผู้ดูแลตรงหน้า ฝ่ามือของเขากำแน่นใต้แขนเสื้อจนเล็บจิกเนื้อ ความอยุติธรรมที่กวนเซิงยัดเยียดให้ช่างเหมือนกับการถูกโกงค่าล่วงเวลาและกดขี่ค่าแรงจากบริษัทเก่าน้ำเน่าไม่มีผิด เขารู้ดีว่ากวนเซิงจงใจใช้ระเบียบอันซับซ้อนมาตัดกำลังและเวลาของเขา เพื่อไม่ให้เขารวบรวมแต้มและทรัพยากรไปขอประเมินเลื่อนฐานะได้ตามสัญญากับาุโโม่
“กติกาประลองทางการจะมีในอีกสามวันใช่ไหมครับ?” หลงเทียนถามขึ้น น้ำเสียงเยือกเย็นและแฝงความหนักแน่นอย่างน่าประหลาดขัดกับท่าทางถ่อมตัวก่อนหน้า
กวนเซิงเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางหัวเราะในลำคอ “ใช่ อีกสามวัน ที่ลานทดสอบศิษย์ฝึกหัด เ้าคิดว่าศิษย์รับใช้ที่ไร้ปราณและถือสัตว์เกล็ดแปลกประหลาดจะกล้าขึ้นลานเพื่อพิสูจน์ฐานะต่อหน้าศิษย์สายนอกเช่นนั้นหรือ?”
“ผมจะขึ้นลานครับ” เทียนตอบพลางสบตากับกวนเซิงอย่างไม่กะพริบ “และผมจะพิสูจน์ให้สำนักธาราเมฆเห็นตามกฎจริง ไม่ใช่ตามระเบียบปากเปล่าของผู้ดูแล”
ภาพจบบทลงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเจตนาอันมุ่งมั่นของหลงเทียน ความโกรธแค้นต่อกฎเกณฑ์ที่เอาเปรียบกลายเป็เชเพลิงชิ้นดีที่ผลักดันให้เขายอมก้าวเข้าสู่ความเสี่ยงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและพิสูจน์ความสามารถของตนเองและเหราอย่างแท้จริงในอีกสามวันข้างหน้า