ตอนที่33 ตัวแทนนักสู้เขตสอง
ชายชราผู้เป็ผู้นำเขตสองเขาหรี่ตามองสำรวจเสิ่นอี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ทว่าเขาไม่พบเจตนาร้ายจากชายหนุ่มตรงหน้า จึงยกมือห้ามทุกคนไว้ก่อน แล้วทำการสอบถามเสิ่นอี้ด้วยความแปลกใจในคำถามก่อนหน้าว่า
“หยุดก่อนทุกคน! พ่อหนุ่มมาจากที่ไหน? ชื่ออะไรหรือ?ทำไมถึงได้สนใจเื่การทดสอบละ?”
ชายชราถามรวดเดียวหลายคำถามเพราะไม่อยากเสียเวลาเจรจาให้มากความเนื่องจากรับรู้ได้ว่าผู้คนในกลุ่มตนเกิดความไม่พอใจที่มีคนต่างถิ่นเข้ามาเยือนถึงที่ประชุมโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวมาก่อน
เสิ่นอี้ยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบคำถามของชายชราอย่างผ่อนคลายว่า
“สวัสดีทุกคนฉันชื่อว่าเสิ่นอี้ มาจากดาวโลก บังเอิญหลงทางมาที่นี่เมื่อไม่นานนี่เอง ได้ยินข่าวเื่การส่งตัวแทนไปรับการทดสอบก็เลยสนใจอยากเข้าร่วม หากไม่เชื่อว่าฉันสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้จริงก็เชิญพิสูจน์ให้เห็นกับตาได้เลย”
เสิ่นอี้พูดจบพลันมีชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำพุ่งเข้าใส่เพื่อทดสอบและทำร้ายเขาไปในตัวทันที
“ย๊ากกกก.....งั้นจงรับอาวุธของฉันเสีย”
ชายหนุ่มกำยำะโเข้าใส่เสิ่นอี้จากชั้นบนของอาคารประชุมพร้อมเงื้อหมัดเข้าใส่ใบหน้าเสิ่นอี้โดยตรง
ทว่าเสิ่นอี้เอี้ยวตัวหลบอย่างง่ายดายพร้อมกระแทกหมัดเข้าใส่ช่องท้องอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วเป็การตอบโต้ที่รวดเร็วจนคนมองตามไม่ทัน มีเพียงเสียงกรีดร้องและร่างของชายกำยำล้มฟุบกับพื้นเสียงดังสนั่น
“โอ๊ย!.....ตุบ!”
เสิ่นอี้ถูฝ่ามือสองข้างเข้าด้วยกันอย่างผ่อนคลายเพื่อแสดงว่าเขาไม่ได้ใช้กำลังมากมายในการล้มคู่ต่อสู้
ผู้คนในอาคารประชุมหลังใหญ่ต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นตระหนกเนื่องจากชายหนุ่มกำยำเป็หนึ่งในตัวแทนที่ทรงพลังของเขตสองทว่าเขาไม่ใช่พ่อของเด็กทั้งสองคนที่เสิ่นอี้เคยพบมาก่อน
ชายชราผู้นำเขตสองตาโตเป็ประกายอย่างยินดีเขาไม่สนใจว่าเสิ่นอี้จะมาจากที่ไหนอีกแล้วแต่เขามองเห็นความหวังที่เขตสองจะสามารถเอาชนะผู้แข็งแกร่งจากเขตอื่นอีกทั้งสามารถเอาชนะสัตว์ร้ายได้เพื่อที่จะทำให้เขตสองได้รับการจัดสรรอาหารและสวัสดิการดีขึ้นกว่าเดิม
“เอาละ.....พ่อหนุ่มเสิ่นอี้แสดงฝีมือไปแล้วทุกคนคิดเห็นว่ายังไง?ฉันคิดว่าเราไม่ควรสนใจว่าเขามาจากที่ไหน แต่ถ้าเขายินดีเป็ตัวแทนของเขตสองย่อมเป็ผลดีกับพวกเราไม่น้อยเลย”
ชายชราเอเรียสกล่าวแสดงความคิดเห็นให้ผู้คนคล้อยตามถึงแม้ว่าทุกคนที่ครบรอบต้องเข้ารับการทดสอบจะต้องเข้าร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตามทว่าคนอื่นสามารถยอมแพ้ก่อนได้ แล้วปล่อยให้มีเพียงเสิ่นอี้เข้าไปต่อสู้กับสัตว์ร้ายแทนในนามของเขตสอง
นารันพ่อของเด็กทั้งสองคนเอ่ยถามเสิ่นอี้ขึ้นมาอย่างสงสัยเขาไม่เชื่อว่าเสิ่นอี้จะเข้ามาช่วยเหลือเขตสองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนว่า
“ท่านผู้กล้า.....การที่ท่านเสนอตัวเป็ตัวแทนเขตสองให้เราท่าน้าสิ่งใดตอบแทนหรือ?จงบอกมาตามจริงเสียเถิด”
“จริงด้วย!” ผู้คนนับร้อยในที่ประชุมต่างส่งเสียงเห็นด้วยในคำถามของนารัน
ถึงแม้หัวหน้ากลุ่มจะเอ่ยรับรองในตัวเสิ่นอี้ไปแล้วก็ตามทว่าพวกเขามีสิทธิโต้แย้งในที่ประชุมได้ดังนั้นหลายคนที่ยังสงสัยจึงพากันส่งเสียงขานรับอย่างเห็นด้วยในคำถามของนารัน
เสิ่นอี้ยิ้มน้อยๆ พลางกวาดสายตามองทั่วห้องประชุมอย่างเข้าใจ เขาตอบคำถามอย่างใจเย็นว่า
“ฉันบอกไปแล้วว่าหลงทางมาจากดาวโลกหากฉันจะรอเวลาหาทางกลับบ้าน ฉันก็ต้องหาทางอยู่อย่างปลอดภัยด้วยเช่นกันฉะนั้นเหลือทางเดียวที่ฉันจะปลอดภัยได้นั่นคือการเข้าร่วมเป็ตัวแทนรับการทดสอบไปเลย อย่างน้อยฉันก็ต้องกินต้องนอนคงไม่มีใครอยากให้ฉันขโมยอาหารกระมัง”
เสิ่นอี้เลือกกล่าวถึงเื่ใกล้ตัวพวกเขาเพื่อปิดการสนทนาให้เสร็จสิ้นเสียทีเขาไม่อยากเสียเวลาเจรจาให้มากความเพราะอาจเข้าใจผิดระหว่างกันมากขึ้น
นารันหันหน้าไปพูดคุยในกลุ่มที่จะต้องเข้าร่วมทดสอบเกือบสิบคนซึ่งหนึ่งในนั้นมีภรรยาของตนเองด้วย
ภรรยาของนารันรู้สึกห่วงใยลูกชายหญิงและไม่้าปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังจึงบอกสามีให้ตอบรับข้อเสนอจากเสิ่นอี้แต่โดยดีว่า
“คุณคะ.....พวกเราตอบรับให้เขาเข้าร่วมรับการทดสอบไปเถอะเขาแข็งแกร่งขนาดนี้ บางทีอาจเอาชนะพวกสัตว์ร้ายได้ หากเอาชนะไม่ได้เขาก็เสียชีวิตในที่ทดสอบไปเอง พวกเราไม่มีเสียสักอย่างมีแต่ได้และเป็ผลดีเหมือนที่หัวหน้าตัดสินใจให้เขาเข้าร่วมนั่นแหละ”
ผู้คนเกือบทั้งหมดต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของภรรยานารันเหตุเพราะแต่ละคนต่างคิดว่าการมีเสิ่นอี้ที่เก่งกาจในการต่อสู้เข้าร่วมรับการทดสอบย่อมเป็ผลดีมากกว่าผลเสียของเขตสองแน่นอน
นารันคิดตามคำพูดของภรรยาเขาพยักหน้าตอบตกลงอย่างเข้าใจ ก่อนหันหน้าไปแจ้งหัวหน้าเขตสองว่า
“ตกลงท่านหัวหน้าให้เขาเข้าร่วมกับพวกเราได้”
ชายชราเอเรียสยิ้มกว้างโชว์ฟันสีเงินทั้งแถบให้กับทุกคนเขาคาดคิดไว้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะต้องเป็ไปตามนี้จึงหันหน้าไปแจ้งให้เสิ่นอี้รับรู้ตามจริงว่า
“ดี! เขตสองตกลงให้พ่อหนุ่มเข้าร่วมทดสอบด้วยการทดสอบจะเริ่มต้นในพรุ่งนี้เช้า จะมียานของท่านผู้นำส่งมารับ ฉันว่าพ่อหนุ่มควรเปลี่ยนการแต่งกายใหม่เสียดีกว่าชุดนี้มันแปลกตาเกินไป อาจทำให้เขตสองมีปัญหาได้”
พลันมีเสียงสอบถามขึ้นมาจากกลุ่มคนที่เข้าร่วมประชุมว่า
“หัวหน้าจะให้เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไหนละ? ครอบครัวฉันมีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดเองเราไม่สามารถแบ่งปันให้เขาได้หรอกนะ ไหนจะที่หลับนอนอีก?ใครละที่จะรับผิดชอบเขา?ที่อยู่พวกเรามีแต่ที่คับแคบทั้งนั้น”
ผู้คนในห้องประชุมต่างส่งเสียงเห็นด้วยกับคำพูดของตัวแทนเนื่องจากพื้นที่เขตสองเป็พื้นที่อัตคัดมากที่สุดในบรรดาทั้งห้าเขตฉะนั้นการเพิ่มคนตัวใหญ่อีกหนึ่งคน ย่อมไปเบียดพื้นที่ของแต่ละครอบครัวแน่นอน
นารันเห็นว่าเสิ่นอี้มีน้ำใจและตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเขตสองอีกทั้งรูปร่างของเสิ่นอี้และตัวเขาใกล้เคียงกันเขาจึงรับอาสาเป็ตัวแทนในการมอบเสื้อผ้าและที่หลับนอนให้กับเสิ่นอี้เองว่า
“ฉันจะรับหน้าที่นี้เองอย่างน้อยรูปร่างฉันกับเขาก็พอ ๆ กัน ที่นอนก็พอจะมีแบ่งปันให้เขาได้ทุกคนสบายใจได้เลย พรุ่งนี้พวกเราคงมีหวังที่จะเอาชนะเขตอื่นได้แน่นอน”
เมื่อมีตัวแทนรับผิดชอบชายหนุ่มแปลกหน้าแล้วทำให้บรรยากาศในที่ประชุมผ่อนคลายทันที จากนั้นเป็การพูดคุยเื่การเตรียมตัวและธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติเพื่อเข้ารับการทดสอบ
ครั้นการประชุมหาตัวแทนเข้าร่วมทดสอบได้ครบตามจำนวนที่ผู้นำกำหนดมาแล้วหัวหน้าชายชราสั่งเลิกประชุมไปอย่างโล่งอกโดยผู้คนในเขตสองต่างมีความหวังมากขึ้นเมื่อได้เห็นทักษะต่อสู้ของเสิ่นอี้
..........
จากนั้นเสิ่นอี้เดินกลับบ้านไปพร้อมกับนารันและรียาระหว่างทางพวกเขาพูดคุยสอบถามข้อมูลระหว่างกันจนทำให้ชายหนุ่มรับรู้ว่าสองสามีภรรยาเป็พ่อแม่ของเด็กชายหญิงสองคน
“อ้อ! ที่แท้พวกคุณเป็พ่อของนาธานกับนาเดียร์นี่เองผมเพิ่งเจอกับเด็กสองคนนั่นก่อนมาที่นี่พอดี”
“ใช่แล้ว.....ไม่รู้ป่านนี้ลูกๆ จะเป็ยังไงบ้าง?เดือนหน้านาธานก็ต้องเข้ารับการฝึกฝนแล้ว ไม่งั้นเมื่ออายุครบสิบแปดปี
เขาอาจไม่แข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะสัตว์ร้ายได้”
นารันเอ่ยถึงการเตรียมตัวลูกชายด้วยน้ำเสียงกังวลเขาเป็ห่วงลูกทุกคนและไม่อยากให้ผู้นำต้องมีการทดสอบโหดร้ายเช่นนี้อีก
เสิ่นอี้สอบถามความเป็มาในการทดสอบผู้คนจากท่านผู้นำด้วยความอยากรู้ว่า
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือ? ทำไมต้องมีการแบ่งเขตแล้วทดสอบด้วยละ?”
รียาถอนหายใจยาวก่อนหันหน้าสบตาสามีแล้วส่งสัญญาณบอกสามีให้บอกความจริงกับเสิ่นอี้
เธอคาดหวังว่าชายหนุ่มต่างดาวจะช่วยปฏิวัติระบบการปกครองที่นี่ใหม่เพื่อให้ผู้คนได้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขไม่ใช่การอยู่อย่างหวาดระแวงและต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดมากขนาดนี้
นารันเห็นภรรยาส่งสัญญาณให้เขาบอกความจริงเขาจึงอธิบายเื่ราวความเป็มาของดาวคนเถื่อนให้เสิ่นอี้รับรู้ตามจริงว่า
“ระบบการปกครองที่นี่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกือบร้อยปีก่อนตอนนั้นมีกองทัพดาวเจอรัลบุกมาที่นี่พวกเขา้ากวาดล้างเผ่าดั้งเดิมให้หมดสิ้นไป แต่ท่านผู้นำต่อรองให้คงเหลือผู้คนไว้ผู้แทนของดาวเจอรัลจึงเสนอเงื่อนไขให้ที่นี่จัดตั้งเป็แหล่งสำราญแห่งหนึ่งแทน”
เสิ่นอี้พยักหน้าเข้าใจที่มาของปัญหาการปกครองของที่นี่ทันทีทั้งนี้เขารับรู้เื่ความร้ายกาจของกองทัพดาวเจอรัลเป็อย่างดีมีเพียงกองทัพทริปเปิลเอสหรืออาวุธทรงพลังของปราชญ์เพี้ยนเท่านั้นที่พอจะเป็ความหวังในการทำลายล้างกองทัพดาวเจอรัลได้
ทว่าเขาไม่สามารถเดินทางกลับไปยังดาวเอวาเพื่อร้องขอให้สมาพันธ์มาจัดการกองทัพดาวเจอรัลได้
“เข้าใจแล้วเป็อย่างนี้นี่เอง น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถติดต่อกับปราชญ์เพี้ยนได้ไม่งั้นคงขอให้เขาช่วยติดต่อสมาพันธ์ดวงดาวแห่งสันติภาพ พวกเขามีอาวุธทรงพลังที่น่าจะกำราบกองทัพดาวเจอรัลได้อยู่หมัดเชียวละ”
เสิ่นอี้กล่าวอย่างหดหู่เขาคิดว่าการที่จะล้มล้างการปกครองซึ่งถูกครอบงำโดยกองทัพดาวเจอรัลล้วนเป็เื่ที่ยากเกินความสามารถของตน