บทที่ 22 หาลู่ทางค้าขายใหม่
ในเมื่อนางหวังเต็มใจที่จะสอนงานเย็บปักให้ เหยียนซีย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว เพราะั้แ่เธอเริ่มทำงาน ก็เชื่อในคำกล่าวที่บอกว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม มาโดยตลอด
ไม่ว่าผู้หญิงในหมู่บ้านจะดีเลวแค่ไหน แต่ที่เหมือนกันคืออย่างน้อยจะสามารถเย็บเสื้อ ปักรองเท้า ปักผ้า และทอผ้ากันได้ทุกคน ดังนั้นถ้าคนเช่นเธอจะทำไม่ได้ก็คงแปลกแยกเกินไป
เมื่อเทียบกับทักษะเย็บปักเหล่านี้แล้ว การทำอาหารถือว่าเป็ทักษะที่สำคัญน้อยกว่า เพราะบรรพบุรุษสามชั่วอายุคนกินอย่างไร ก็จะสืบทอดไปยังลูกหลานอีกสี่ชั่วอายุคนโดยธรรมชาติ สำหรับเกษตรกรในชนบทเหล่านี้ ใครจะมีเงินและมีเวลามาจุกจิกเื่อาหารบ้าง? อย่างไรการกินให้อิ่มท้องย่อมสำคัญกว่าการกินของดี ๆ
หญิงสาวไม่้าแปลกแยก ถ้านางหวังยินดีสอน เธอก็ยินดีตอบรับ “ท่านป้า ข้าอยากเรียนจริง ๆ ท่านช่วยสอนข้าทีเถิด”
"ดีเลย เช่นนั้นก็มาเริ่มจากพื้นฐานก่อน ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปนะ"
นางรู้สึกขอบคุณเสมอที่เหยียนซีมีความเอื้ออาทรต่อครอบครัวนี้ นางคิดว่าสตรีที่เย็บปักไม่ได้ ในอนาคตใครจะอยากได้เป็สะใภ้? กลับกันถ้าทำงานเย็บปักถักร้อยเก่ง หลังจากออกเรือนแล้วก็จะยิ่งทำได้ดีมากขึ้น
ในตอนเย็น มื้ออาหารยังเป็ซุบหน่อไม้ใส่กระดูกหมูที่เหลือจากมื้อเที่ยง และทั้งสามก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
หลิวเหิงกินเสร็จแล้วก็กลับไปที่ห้องเพื่อเก็บสัมภาระ ส่วนเหยียนซีกับนางหวังช่วยกันห่อบ๊ะจ่าง
ในหมู่บ้านหยางซานล้วนทำบ๊ะจ่างเป็ทรงสามเหลี่ยม แต่ส่วนใหญ่จะยัดไส้ด้วยถั่วเหลือง ผักดองแห้งหรือถั่วแดง ถ้าเป็บ๊ะจ่างไส้เนื้อจะใส่ไส้ได้น้อยมาก และมีเพียงไม่กี่ครอบครัวในหมู่บ้านที่ห่อไส้เนื้อได้
การห่อบ๊ะจ่างของนางหวังนั้นประณีตมาก โดยวางใบจ่างสองใบซ้อนกัน หยิบแป้งข้าวเหนียวมาส่วนหนึ่งแล้วยัดไส้ลงไป จากนั้นนำแป้งข้าวเหนียวมาวางทับอีกชั้น จัดการพับและหมุนใบจ่าง โดยใช้ใบจ่างที่หั่นเป็เชือกแล้วพัน ก็เป็อันเสร็จภายในพริบตาเดียว
เพื่อประหยัดแป้งข้าวเหนียว เหยียนซีจึงใช้ใบจ่างเพียงใบเดียว แล้วห่อเป็บ๊ะจ่างลูกเล็ก แต่ละลูกมีขนาดเท่ากับกำปั้นของทารกแรกเกิด
นางหวังมองบรรดาบ๊ะจ่างน้อย "มันทั้งเล็กและน่ารักจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นบ๊ะจ่างแบบนี้มาก่อน"
“ท่านป้า นี่คือบ๊ะจ่างที่จะให้พี่เอ้อร์หลางเอาติดตัวไปกินระหว่างเดินทางพรุ่งนี้ แล้วถ้าเราจะมอบเป็ของฝาก มันจะเหมาะสมหรือไม่?"
นางหวังมองไปที่เชือกบ๊ะจ่างเส้นยาว "จริงสิ เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก็ต้องให้บ๊ะจ่างเป็ของขวัญ ซีเอ๋อร์เป็คนช่างคิดจริง ๆ "
ทั้งสองคุยกันพลางห่อขนมไปด้วย ห่อไปห่อมาก็ได้บ๊ะจ่างไส้เนื้อ บ๊ะจ่างไส้ถั่วแดง ไส้ผักดองแห้ง ไส้ถั่วเหลืองและบ๊ะจ่างไม่ใส่ไส้มากมาย นางหวังห่อบ๊ะจ่างลูกโตได้มากกว่าโหล ส่วนที่เหลือทำเป็บ๊ะจ่างลูกเล็ก
จากนั้นก็นึ่งในหม้อขนาดใหญ่ ใช้ไฟอ่อนและนึ่งข้ามคืนเพื่อให้แป้งดูดซับรสชาติได้เต็มที่
เช้าวันต่อมา เหยียนซีย้อมเชือกป่านด้วยสีแดงและสีเขียว เธอเอาสายที่มีรสชาติเหมือนกันหกสายมาร้อยเข้าด้วยกัน จากนั้นหยิบบ๊ะจ่างแป้งข้าวเหนียวลูกเล็กอีกสี่สายมาร้อยเป็หนึ่งมัด พวกมันดูคล้ายกับกระดิ่งลมสีสันสดใส บ๊ะจ่างทรงสามเหลี่ยมเหมือนปลายมีดเหล่านี้ สามารถนำไปเป็ของขวัญได้
ในสำนักศึกษาของหลิวเหิง จะต้องนำอาหารไปเอง จึงไม่สะดวกที่จะเก็บรักษาอาหารจำพวกผัก
เหยียนซีทอดกากหมูที่เก็บไว้เมื่อวานนี้กับผักดองแห้ง เพื่อให้เก็บรักษาได้นาน เธอจึงไม่ใส่น้ำแต่ใส่น้ำมันและเหล้าปรุงอาหารเท่านั้น เติมเกลือไปอีกเล็กน้อย เมื่อทอดแล้วมีกลิ่นหอม ผักดองแห้งจะดูดซับน้ำมัน และเมื่อรับประทานจะกรอบ หลังจากทอดแล้วก็อัดลงในกระบอกไม้ไผ่ได้ถึงสามกระบอก
ตราบใดที่ระวังไม่ให้กากหมูทอดกับผักดองแห้งทั้งสามกระบอกโดนน้ำ แม้ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วก็จะไม่เน่าเสีย อีกทั้งยังอร่อยไม่ว่าจะกินกับโจ๊กหรืออาหารอื่น ๆ
ตอนเช้าหลิวเหิงยังเก็บตำราและเสื้อผ้าของตนอยู่ เพราะกำลังจะไปเรียนที่ตัวอำเภอ เขาจึงถอดผ้าเนื้อหยาบชายสั้นสีน้ำตาล แล้วเปลี่ยนเป็ชุดคลุมยาวสีน้ำเงิน ชุดคลุมยาวตัวนี้มีสภาพกลางเก่ากลางใหม่ แต่หลังจากที่เขาสวมมันแล้วก็ดูสูงสง่าและหลังตั้งตรง ใบหน้าที่มักจะซีดเซียวของเขา ตอนนี้ดูสง่างามและอ่อนโยน เขาก็ดูเหมือนชายหนุ่มรูปงามขึ้นมาทันตา
เหยียนซีแอบพยักหน้าพอใจ ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งจริง ๆ เธอเห็นแล้วยังบังเกิดแรงกระตุ้นบางอย่าง
สำหรับเงินสิบสองตำลึงของเหยียนซี เดิมทีหลิวเหิง้าเพียงห้าตำลึง โดยเขาให้เหตุผลว่าครั้งนี้ได้นำอาหารและของแห้งที่เตรียมโดยเหยียนซีไปด้วย จึงสามารถประหยัดเงินค่าอาหารได้มาก ดังนั้นเงินห้าตำลึงก็เพียงพอที่จะพักในโรงเตี๊ยมสักสองสามวันแล้ว
"แต่ที่บ้านไม่ต้องใช้ พี่เอ้อร์หลาง บ้านเราไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนี้ ท่านควรนำเงินติดตัวไปให้อุ่นใจ แทนที่จะมีเงินไม่พอใช้นะ" เหยียนซียังไม่ตามใจเขา
นางหวังก็พยักหน้าเห็นด้วย ตอนนั้นที่หลิวเหิงจะเข้าร่วมการสอบฝู่ซื่อ นางได้เตรียมเงินไว้ให้เขาสิบตำลึง จึงเป็ไปไม่ได้ที่ครั้งนี้นางจะให้หลิวเหิงพกเงินไปน้อยกว่าเดิม
หลิวเหิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับไว้
เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย ท่านปู่สามก็พาหลิวจิ้นเป่ามาร้องเรียกที่หน้าประตู
ครอบครัวของปู่สามเลี้ยงวัว ใน่ฤดูทำนาก็ยุ่งจนไม่สามารถเอามาเทียมเกวียนได้ แต่พอได้ยินจากหลานชายว่าหลิวเหิงกำลังจะไปสอบฝู่ซื่อ เขาจึงมาพร้อมกับเกวียนเทียมวัว
“ท่านอาสามเราจะรบกวนท่านได้อย่างไร” เมื่อเห็นว่าอาสามรับหน้าที่คนขับเกวียนด้วยตัวเอง นางหวังก็รีบปฏิเสธทันที "วันนี้มีตลาดนัด มีเกวียนให้เราจ้างตามท้องถนนได้ตลอด แล้วเราจะกล้าทำให้งานในนาของท่านล่าช้าได้อย่างไร"
“แม่เอ้อร์หลาง เ้าเห็นข้าเป็คนนอกหรือไร ในตระกูลหลิวของเรา นอกจากท่านปู่ทวดของข้าที่ได้เป็ซิ่วไฉแล้ว ทายาทรุ่นหลังก็ไม่ค่อยมีใครเรียนหนังสือ แต่เอ้อร์หลางกำลังจะได้เป็ซิ่วไฉ การที่ปู่อย่างข้าไปส่งเขาแล้วจะเป็ไร? นอกจากนี้ข้าไม่ได้จะไปส่งเอ้อร์หลางอย่างเดียวหรอก เพราะข้าจะไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่อำเภอด้วย"
นี่เป็คำพูดที่จริงใจต่อกันมาก นางหวังจึงดีใจไปโดยปริยาย
ท่านปู่สามหมุนเกวียนเทียมวัวกลับมาและเห็นเสบียงทั้งสามวางอยู่บนพื้น เขาหิ้วกล่องหนังสือไปไว้บนเกวียนด้วยมือข้างหนึ่ง พอเหลือบไปเห็นหลิวจิ้นเป่ายืนเฉย เขาจึงยกมือตบหน้าอีกฝ่าย "มันยืนมองอะไร เหตุใดไม่รีบเข้าไปช่วย?"
หลิวจิ้นเป่าบังเอิญมองไปที่เหยียนซีอยู่ แต่ก็ได้สติจากฝ่ามือของท่านปู่ เขายกมือเกาศีรษะแล้วไปช่วยหยิบข้าวของอย่างขัดเขิน
เหยียนซีเห็น่คิ้วที่หนาและดวงตากลมโตของหลิวจิ้นเป่า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความเรียบง่าย หากฟังจากที่นางหวังพูด คือหลิวจิ้นเป่าไปฝึกงานกับอาเขยในตัวอำเภอ อาเขยทำงานเป็เ้าหน้าที่บัญชีที่นั่น และรายได้ก็ไม่เลว ดังนั้นเขาจึงเต็มใจที่จะสนับสนุนหลานชายคนนี้ในสายอาชีพเดียวกัน
ด้วยความช่วยเหลือจากท่านปู่สาม นางหวังกับเหยียนซีจึงแทบไม่ต้องเปลืองแรงเลย
ท่านปู่สามขับเกวียนไปส่งที่ตำบล จากนั้นนั่งเรือจากท่าเรือฉือเฉียวไปยังอำเภอิสุ่ยก็จะใช้เวลาครึ่งวันเพื่อไปถึงจุดหมาย
วันนี้ชาวบ้านก็ออกมาเดินตลาดนัด และไม่ว่าชาย หญิงหรือเด็ก เมื่อพวกเขาเห็นหลิวเหิงบนถนน พวกเขาก็ล้วนสุภาพมาก ๆ ยิ่งพอได้ยินว่าหลิวเหิงกำลังจะไปตัวอำเภอเพื่อเตรียมตัวสอบฝู่ซื่อ ดวงตาของทุกคนก็เต็มไปด้วยความอิจฉา ความชื่นชมและความเคารพในเวลาเดียวกัน
แน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนด้อยกว่า มีเพียงการเรียนหนังสือที่สูงส่ง
หากว่าหลิวเหิงไม่ได้มีชื่อเสียงแบบนี้ แน่นอนว่าจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง
เหยียนซีคิดว่าตอนที่เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยและสมัครงาน เธอก็ไม่ต่างจากปลาเค็ม[1]บนเขียง พอเห็นแบบนี้เธอก็อยากจะย้อนเวลากลับไปและลองทำใหม่อีกครั้ง จะตั้งใจสอบเกาเข่าและมีชื่อเสียงให้ได้
หลังจากส่งหลิวเหิงไปแล้ว นางหวังก็กลับบ้านพลางคิดว่าจะสอนเหยียนซีเย็บปักถักร้อย ทว่าไม่มีผ้าที่บ้านให้เรียนตัดเย็บได้เลย นางจึงสอนเย็บปักขั้นพื้นฐานไปก่อน
นางหวังสอนอย่างละเอียดและพูดอธิบายหลายครั้ง เพื่อให้เหยียนซีจดจำได้ นางยังพบผ้าผืนเก่าและนำมาให้เด็กหญิงลองปักผ้าเช็ดหน้า
เหยียนซีตั้งใจเรียนอยู่ด้านข้าง ขณะที่นางหวังนั่งทอผ้าไปด้วย บางครั้งนางก็หยุดเพื่อมาดูว่างานปักของเหยียนซีถูกต้องหรือไม่
ในขณะที่ปักผ้า เหยียนซีก็เป็กังวล เนื่องจากตอนนี้หลิวเหิงนำเงินทั้งหมดในครอบครัวไปแล้ว ทำให้ที่บ้านไม่มีเงินเหลือ ดังนั้นพวกเธอจึงต้องคิดวิธีหาเงิน
"กระเช้าดอกไม้ก็ขายดีมาก ๆ เราจะรอจนถึงวันที่สิบห้า แล้วไปขายกระเช้าดอกไม้อีกดีหรือไม่?" นางหวังนึกถึงกระเช้าดอกไม้ที่เหยียนซีทำขึ้นมาเ่าั้ ดอกไม้และต้นไม้ต้นทุนน้อย แต่สามารถขายได้เงินมากเกินคาด
“ท่านป้า นั่นคือกิจการที่ทำได้ครั้งเดียวแล้วจบ เพราะเมื่อถึงงานวัดครั้งหน้าจะมีคนเอากระเช้าดอกไม้มาขายหลายร้านแน่ ๆ ”
“ถึงแม้จะมีคนขายก็เถิด เราขายได้น้อยลงก็ไม่เห็นเป็ไร”
“นายหญิงผู้เฒ่าของครอบครัวขุนนางไม่ได้มาที่นี่บ่อยนัก และคนทั่วไปก็ไม่มีเงินพอจะซื้อ พวกเขาคงจะขึ้นเขาเพื่อไปเลือกเก็บเองดีกว่า กระเช้าดอกไม้จะขายไม่ได้ราคาอีกแล้ว ท่านป้าข้ามีความคิดหนึ่ง เมื่อวานตอนไปที่ตำบล ข้าได้เห็นคนใช้แรงงานตรงท่าเรือมากมาย เราไปทำการค้าที่นั่นได้หรือไม่?"
[1] คนไร้ความสามารถ