จ้าวหลิงเซียว : ถ้าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ในเกมออนไลน์ เธอคงเป็เกมเมอร์ที่ล้มบอสเก่งที่สุดเลยล่ะ เสี่ยวจู
‘หมายความว่าเซียวเกออยู่แถวนั้นหรอ ทำไมเขาถึงชอบทำตัวเป็เงาคอยตามฉันอยู่เรื่อยเลย ห้าปีแล้วนะเนี่ย จริงด้วยสิ! จ้าวหลิงเซียวคนนั้นกำลังกลับมาจากลอนดอนนี่หน่า อาจจะเป็ไปได้ว่าพวกเขาสองคนเป็คนเดียวกัน’ จูจินม่ายขมวดคิ้วพลางมองข้อความที่วิเคราะห์มาสักพักใหญ่ ก่อนที่จะพิมพ์ข้อความตอบกลับไป
จูจินม่าย : แต่สำหรับฉันในชีวิตจริง พี่คือสตอล์กเกอร์ค่ะ ถามจริงเถอะ ใจคอพี่จะรู้จักฉันฝ่ายเดียว เห็นหน้าฉันอยู่ฝ่ายเดียว แล้วไม่ให้ฉันรู้จักพี่ เห็นหน้าพี่บ้างเลยหรอ ถ้าไม่ติดว่าพี่เคยช่วยฉันตอนหลงป่า ฉันไม่ทนคุยกับคนแปลกหน้าหรอก’
จ้าวหลิงเซียว : คุยกันแบบไม่รู้จักมันน่าตื่นเต้นจะตายไป เธอไม่รู้สึกบ้างเลยหรอ
จูจินม่าย : รู้สึกค่ะ รู้สึกตื้นเต้นและเสี่ยงเข้าคุกไปพร้อมๆ กัน พอฉันจะส่งของขวัญให้พี่ทีไร ฉันรู้สึกเหมือนเป็เด็กส่งยาทุกที นี่พี่เป็โจรหรือเป็ผีเนี่ย ถ้าไม่ให้เห็นตัวเห็นหน้ากัน แล้วจะคุยกันทำไม
จ้าวหลิงเซียว : เราเคยเห็นตัวจริงกันมาแล้ว และที่สำคัญเธอเคยนอนบ้างพี่มาแล้วด้วย จะคุยกันตามประสาคนรู้จักกัน มันไม่ใช่เื่แปลกซะหน่อย
จูจินม่าย : มันก็ใช่ค่ะ แต่มันแปลกเกินไป
จ้าวหลิงเซียว : อย่างที่เคยบอก พี่อยากรู้จักเธอ และที่สำคัญเธอเป็คนที่คุยสนุกที่สุดเท่าที่พี่เคยเจอ
จูจินม่าย : อย่างนั้นหรอคะ ฉันคิดว่าพี่ปั่นหัวแกล้งฉันให้โมโหจนแทบคลั่งมากกว่า นั่นแหละความสนุกของพี่
จ้าวหลิงเซียว : เธอเรียนด้านจิตวิทยา พี่อยากให้เธอรู้สึกผ่อนคลายบ้าง”
จูจินม่าย : คุยกับพี่ ฉันเครียดยิ่งกว่าเดิมอีก และอย่างที่เคยบอก ถ้าฉันอายุครบยี่สิบเอ็ดปีเมื่อไหร่ และพี่ยังคงอยู่เป็เงาตามตัวฉันแบบนี้ เราไม่ต้องมาคุยกันอีก พี่ยังจำเหตุผลของฉันได้ใช่มั้ย
จ้าวหลิงเซียว : พี่จำได้และเข้าใจด้วย แต่ครั้งนี้เธอจะได้พูดย้ำถึงเื่นี้เป็ครั้งสุดท้าย เพราะยังไงซะวันนี้ทั้งเธอและพี่ จะได้พบหน้ากันและรู้จักกันอย่างเป็ทางการ
‘ยอมโผล่หัวออกมาแล้วสินะ หมายความว่าจ้าวหลิงเซียวสองคนนี้เป็คนเดียวกัน’ จูจินม่ายฉีกยิ้มขึ้นมาบางๆ ก่อนที่จะโทรหาเ้าของข้อความทันที
“ฮัลโหล ที่พี่ส่งข้อความมาเมื่อกี้เป็เื่จริงใช่มั้ย”
“โทรมาเพื่อ้าการยืนยันเลยหรอเนี่ย”
“แน่นอน ฉันเบื่อที่จะคุยกับพี่แบบนี้แล้ว เหมือนคุยกับคนไม่มีตัวตน”
“พี่ยืนยันว่าข้อความที่พี่ส่งไปทั้งหมดเป็ความจริง ทั้งเธอและพี่จะได้พบหน้าและรู้จักกันอย่างเป็ทางการภายในวันนี้”
“ภายในวันนี้ เมื่อไหร่ เวลาไหน สถานที่ไหน แชร์โลเคชั่นมาให้เลย”
“ภายในวันนี้ แต่ตอนนี้พี่มีงานเข้ามา แค่นี้ก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ เซียวเกอ!” จูจินม่ายพยายามรั้งปลายสาย แต่กลับถูกอีกฝ่ายวางหูใส่ทันที “โดนทิ้งอีกแล้วสินะ อยากจะบ้าตาย แต่ยังไงฉันก็มั่นใจว่าพี่สองคนเป็คนเดียวกัน” จูจินม่ายแสยะยิ้มพลางมองแชทสนทนา ด้วยสีหน้าที่ร้ายกาจ
“เสี่ยวเยว่ เธอไม่ต้องเอาไปทิ้งหรอก เดี๋ยวพี่เอาไปทิ้งให้เอง”
“ขอบคุณนะ อาหลี่”
“แล้วเรียกฉันมาเพื่ออะไรเนี่ย” จูจินม่ายถอนหายใจขึ้นมาเบาๆ พลางมองคู่รักซ้ายขวาที่กำลังดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน จนลืมคนที่นั่งอยู่ตรงกลางอย่างเธอไปเสียสนิท
“คู่รักสามปี กับคู่รักสามเดือน ไม่ต่างกันเลยนะเนี่ย” จูจินม่ายมองคู่รักทั้งสองคู่สลับไปมา ก่อนที่จะลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวก่อน เธอจะไปไหน” ทั้งสี่คนประสานเสียงขึ้นมาพร้อมกัน จูจินม่ายถอนหายใจขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่จะหันไปมองทั้งสี่คน
“ไปทานข้าวเที่ยงด้านนอกค่ะ”
“ทานที่นี่ด้วยกันสิ ฉันเป็คนชวนเธอมาที่นี่เองนะ เสี่ยวม่าย”
“นั่นสิ ทานด้วยกันที่นี่แหละ คนกันเองทั้งนั้น จะไปทานข้างนอกทำไม”
“อวี้เฟิงเจี่ยเจีย [2] เสี่ยวเยว่ ทั้งสองคนมีอี้เกอและหลี่เกออยู่แล้ว อย่างฉันคงไม่จำเป็แล้วหรอกค่ะ ขอตัวนะคะ”
“อย่างอนเลยนะ เสี่ยวม่าย” อันชิงเยว่เดินเข้าไปคล้องแขนของจูจินม่ายทันที “ฉันเป็คนผิดเอง ฉันเป็คนทำผิดทุกอย่าง ทานข้าวด้วยกันนะ”
“ทานข้าวด้วยกันเถอะนะ เสี่ยวม่าย รับรองได้ว่าพวกฉันไม่ทำให้เธออึดอัดแน่นอน”
“น้อยไปล่ะสิไม่ว่า หลี่เกอ ตอนไปทานข้าวกับเสี่ยวฮวาและเสี่ยวเฉิน ฉันก็อยากจะบ้าตายอยู่แล้ว ส่วนหลี่เกอเดี๋ยวก็ป้อน เดี๋ยวก็เช็ดปากเสี่ยวเยว่ ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยไปทานข้าวกับพวกพี่มาก่อนสักหน่อย แต่วันนี้ฉันไม่อยากเป็ธาตุอากาศค่ะ ทุกคนเข้าใจมั้ยคะ”
“เป็อะไรหรือเปล่า เสี่ยวม่าย ปรึกษาพี่ได้นะ”
“มีเื่ให้คิดนิดหน่อยค่ะ อวี้เฟิงเจี่ยเจีย”
“หรือว่า เธอกำลังคิดถึงเื่แม่ของเธอ ทำไม ครั้งนี้รับมือยากหรอ”
“ไม่ยากหรอก แต่ครั้งต่อไปยากแน่ๆ เอาเป็ว่าฉันค่อยมาทานข้าวกับพวกพี่คราวหลังก็แล้วกันนะคะ”
“โอเค ฉันจะไม่รั้งเธอเอาไว้”
“แล้วเธอจะไปทานข้าวเที่ยงที่ไหนหรอ”
“ที่ไหนก็ได้ที่มีคุณชายปิงเฉียว”
“อย่าบอกนะว่าเธอ…”
“คิดอะไรของเธอเนี่ย เสี่ยวเยว่ ฉันแค่อยากทานอาหารฝีมือของเขาเฉยๆ อี้เกอ หลี่เกอ เฟิงเจีย เสี่ยวเยว่ ขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวพวกเราสองคนไปส่ง ส่วนพวกนายสองคนอยู่ที่นี่”
“รับทราบครับผม” ทั้งสองหนุ่มขานรับขึ้นมาทันที หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากเฟ่ยอวี้เฟิง
“ไปกันเถอะ” อันชิงเยว่ฉีกยิ้มหวานก่อนที่จะคล้องแขนของจูจินม่ายอีกครั้ง เช่นเดียวกันเฟ่ยอวี้เฟิงที่คล้องแขนจูจินม่ายไว้อีกข้างหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินออกไปจากสตูดิโอ
โอ๊ย!
จูจินม่ายร้องเสียงหลงขึ้นมาทันที หลังจากมีอาการบางอย่างเข้ามาครอบงำ เธอลูบลำคอด้านซ้ายของตัวเองเบาๆ หวังให้อาการเจ็บแปลบนี้ทุเลาลง เฟ่ยอวี้เฟิงขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับจูจินม่าย เช่นเดียวกับอันชิงเยว่ที่มองจูจินม่ายด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ
“เดี๋ยวนะ อาการนี้มันหายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรอ”
“หมายความว่ายังไง เสี่ยวเยว่”
“ตอนเด็กๆ เสี่ยวม่ายมีอาการแปลกๆ ค่ะ เธอปวดปานแดงที่อยู่ลำคอด้านซ้าย โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเจ็บเพราะอะไร แต่อาการนี้มันหายไปตั้งสิบปีแล้วค่ะ เฟิงเจีย”
“ถ้าอย่างนั้นไปหาหมอมั้ย”
“ไม่เป็ไรค่ะ ตอนนี้โอเคแล้ว”
“ถึงไปหาหมอก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกค่ะ เพราะอาการนี้เดี๋ยวๆ เป็เดี๋ยวๆ หาย ประมาณสิบวินาทีก็หายแล้วค่ะ”
“เดี๋ยวๆ เป็เดี๋ยวๆ หาย อาการมันคล้ายๆ เส้นยึดเลยนะ”
“ประมาณนั้นแหละค่ะ เอาเป็ว่าส่งฉันแค่นี้ก็พอค่ะ ฉันไปก่อนนะคะ”
“ไว้คืนนี้ฉันโทรไปหานะ เสี่ยวม่าย”
“แล้วเจอกันคืนนี้นะ ฉันจะรอรับสายของเธอ” จูจินม่ายกล่าวลาพลางโบกมือ เช่นเดียวกับอันชิงเยว่และเฟ่ยอวี้เฟิงที่โบกมือลาจูจินม่าย ก่อนที่จูจินม่ายจะเดินออกไปจากบริษัทแห่งนี้
________________________________________________
[1] เสี่ยวเกอเกอะ (小哥哥) แปลว่า พี่ชายตัวน้อย
[2] เจี่ยเจีย (姐姐) แปลว่า พี่สาว