บทที่ 25 ผู้ตรวจการมณฑลมาเยือน
ซูจือจือกำลังขุดผักป่าและจับไก่อยู่บนเขาด้านหลัง ขณะที่เชิงเขามีรถม้าหลายคันแล่นผ่านถนนดิน
รถม้าดูไม่ใหม่ไม่เก่าจนเกินไป แม้จะไม่หรูหราเทียบเท่ารถม้าของขุนนางในเมืองหลวง แต่ก็กว้างขวางพอสมควรและตัวรถทำจากไม้แข็งแรง
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถม้ามีองครักษ์คอยติดตามคุ้มกัน ผิวคล้ำแดด และทุกคนต่างพกดาบไว้ที่ข้างเอว
รถม้าคันหน้านั่งโดยซ่งผิงนายอำเภอแห่งไป๋อวิ๋น ส่วนรถม้าคันหลังนั่งโดยกู้จิ่งผู้ตรวจการมณฑลแห่งสวินโจว
นายอำเภอซ่งยังหนุ่มมาก อายุเพียงยี่สิบกว่าปีได้รับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว
เมื่อรู้ว่าตนจะได้มาเป็นายอำเภอที่หลิ่งหนาน เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมาก
แม้จะเป็ที่ห่างไกล สภาพความเป็อยู่ไม่ดีเท่าเมืองหลวง แต่เขาคิดว่ายิ่งเป็ถิ่นทุรกันดารเท่าไรก็ยิ่ง้าคนอย่างเขามารับใช้ประชาชนและบ้านเมือง เพื่อสร้างผลงานที่ดี
ผู้ตรวจการมณฑลกู้อายุมากแล้ว เพิ่งผ่านวัยหกสิบและเพิ่งถูกส่งมาเป็ผู้ตรวจการมณฑลที่หลิ่งหนานเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน
เมื่อได้ยินว่าตนต้องไปหลิ่งหนาน ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ
บัดซบ! พวกไอ้ลูกเต่าที่กรมขุนนางไปพูดอะไรให้ร้ายข้าต่อหน้าฝ่าาอีกแล้วหรือ?
ถึงกับส่งข้ามาที่แดนกันดารที่แม้แต่นกยังไม่อยากขี้เช่นนี้!
หลังมาถึงหลิ่งหนานก็พบว่าอากาศร้อนชื้น ยุงชุม และยังมีโจรผู้ร้ายออกอาละวาดเป็ระยะ
โชคดีที่ผู้คนในแถบนี้มีความเข้มแข็ง ชาวบ้านสามารถจับโจรผู้ร้ายได้เอง นับว่าช่วยแบ่งเบาภาระของทางการและเพิ่มผลงานให้อีกด้วย
ที่อำเภอไป๋อวิ๋นมีที่หนึ่งเรียกว่าหมู่บ้านเหลียงหมิน สามารถจับผู้ร้ายสำคัญได้หลายครั้งแล้ว
ล่าสุดยังช่วยเหลือบุตรของตระกูลร่ำรวยที่ถูกลักพาตัวไปได้อีกด้วย
ผู้ตรวจการมณฑลกู้ตัดสินใจมาเยี่ยมเยียนและมอบรางวัลที่หมู่บ้านเหลียงหมินพร้อมมอบป้ายเกียรติยศ เพื่อเป็การสนับสนุนให้หมู่บ้านอื่น ๆ ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยด้วย
นายอำเภอซ่งรู้สึกตื่นเต้นกับเื่นี้เป็อย่างมาก เชื่อว่าความพยายามที่ตนเองและชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันนั้น ในที่สุดก็เป็ที่ประจักษ์แก่ผู้บังคับบัญชาแล้ว
"ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้ พวกเรามาถึงแล้วขอรับ"
รถม้าหยุดที่เชิงเขา นายอำเภอซ่งลงจากรถก่อนแล้วจึงเชิญผู้ตรวจการมณฑลกู้
"ขอบใจท่านซ่งมาก" เมื่อผู้ตรวจการมณฑลกู้เลิกม่านขึ้น ก็เห็นรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นของนายอำเภอซ่ง
ผู้ตรวจการมณฑลกู้ถอนหายใจเบา ๆ ในใจ ราวกับเห็นภาพตนเองในวัยหนุ่มจากตัวนายอำเภอซ่ง
เต็มเปี่ยมด้วยไฟแห่งอุดมการณ์ ซื่อตรงดั่งต้นสน
จนกระทั่งไม่เพียงแต่ตอนหนุ่ม ๆ ถูกผู้อื่นผลักไสให้ไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร แม้แต่ตอนแก่เฒ่าก็ยังถูกเนรเทศมายังดินแดนที่เต็มไปด้วยโรคระบาดแห่งนี้
ช่างน่าเศร้า พูดไปก็มีแต่น้ำตา
หมู่บ้านเหลียงหมินได้รับข่าวล่วงหน้า จึงได้เตรียมการบางอย่างไว้ก่อนแล้ว
ห่าวเหรินและไป๋สวินรออยู่ที่เชิงเขาเพื่อต้อนรับ
หลังจากที่ผู้ตรวจการมณฑลกู้ผู้มีหนวดเคราขาวโพลนลงจากรถ ก็เห็นชายสองคนสวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบเดินเข้ามา
คนหนึ่งในนั้นมีดาบคาดเอว ระหว่างคิ้วดูเฉียบคม ท่าทางน่าเกรงขามแต่มีแขนเพียงข้างเดียว
อีกคนหนึ่งหน้าตาหล่อเหลาสง่างาม หากไม่ใช่เพราะสวมเสื้อผ้าผ้าหยาบสีเทาที่เก่าครึ่งตัวและผมมัดด้วยเชือกป่าน ผู้ตรวจการมณฑลกู้คงคิดว่าได้เห็นคุณชายผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใดเสียอีก
"ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้ ท่านผู้นี้คือห่าวเหรินหัวหน้าหมู่บ้านเหลียงหมินขอรับ"
เนื่องจากคดีก่อนหน้านี้ ห่าวเหรินเคยไปยังที่ว่าการอำเภอหลายครั้ง นายอำเภอซ่งจึงรู้จักห่าวเหริน
ด้วยรูปโฉมและท่วงท่าเช่นห่าวเหรินทำให้ผู้คนเห็นแล้วยากจะลืมเลือน
ห่าวเหรินก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
"ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้ ท่านนายอำเภอซ่ง ข้าน้อยห่าวเหรินหัวหน้าหมู่บ้านเหลียงหมิน"
ผู้ตรวจการมณฑลกู้รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
เขามองป่าเขาเื้ั มองเสื้อผ้าที่ห่าวเหรินสวมใส่ถึงกับรู้สึกตกตะลึงราวกับเห็นทองคำอัญมณีในกองขยะ
หลิ่งหนานอยู่ห่างจากฉางอันมาก ชาวบ้านมากมายไม่เคยไปฉางอันแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิตยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้พบผู้สูงศักดิ์ในฉางอันเลย
ผู้ที่ถูกส่งมาเป็ขุนนางที่หลิ่งหนานส่วนใหญ่ล้วนเป็ผู้ที่ไม่สามารถเข้าสู่วงในของขุนนางในเมืองหลวงได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้ตรวจการมณฑลกู้และนายอำเภอซ่งจึงเคยได้ยินชื่อเสียงของบัณฑิตตระกูลเผย แต่ไม่เคยพบตัวจริง
ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้กล่าวว่า "หัวหน้าหมู่บ้านห่าว ดูท่าทางเป็คนมีความสามารถ เป็ชาวพื้นเมืองหลิ่งหนานหรือไม่?"
ห่าวเหรินตอบว่า "ข้าน้อยมีบรรพบุรุษอยู่แถบเหอตง หลายปีก่อนหนีภัยมาอยู่ที่นี่ขอรับ"
ผู้ตรวจการมณฑลกู้ถามว่า "หัวหน้าหมู่บ้านห่าวเคยร่ำเรียนหนังสือหรือไม่?"
รอยยิ้มของห่าวเหรินแสดงความละอายอยู่เล็กน้อย
"รู้ตัวอักษรเพียงเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ การเล่าเรียนเป็เื่มีค่า ชาวบ้านในป่าเขาอย่างข้าน้อยไม่อาจได้ร่ำเรียนขอรับ"
เมื่อผู้ตรวจการมณฑลกู้ได้ฟังก็ส่ายหน้าอย่างเสียดาย
คนที่มีท่วงท่าเช่นนี้แต่ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ ช่างเหมือนกับการเอาฟางแห้งยัดใส่ผ้าไหมเป็เพียงถุงฟางที่ดูดีเท่านั้น
ด้านหลังมีเ้าหน้าที่ยกป้ายจากรถม้าลงมา ผูกด้วยผ้าไหมสีแดงสด บนนั้นมีตัวอักษรสามตัวเขียนว่า 'หมู่บ้านเหลียงหมิน'
"หัวหน้าหมู่บ้านห่าว นี่คือป้ายที่ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้เขียนด้วยตนเอง" นายอำเภอซ่งอธิบาย
ห่าวเหรินกล่าวขอบคุณ "ขอบพระคุณท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้ที่มอบตัวอักษรอันล้ำค่านี้ให้แก่พวกเราขอรับ"
ทุกคนเริ่มเดินทางขึ้นเขาไป
ไป๋สวินเดินนำหน้าสุด ห่าวเหรินพานายอำเภอซ่งและผู้ตรวจการมณฑลกู้เดินตามมาด้านหลัง ส่วนเหล่าองครักษ์เดินอยู่ท้ายสุด
องครักษ์คนหนึ่งยืดเส้นยืดสาย แล้วยื่นมือจะเด็ดใบไม้มาเล่น แต่ถูกห่าวเหรินห้ามไว้
"ช้าก่อน!"
ทุกคนมองไปที่ห่าวเหรินอย่างงุนงง
ห่าวเหรินกล่าวว่า "ที่นี่มีโจรชุกชุม พวกเาาวบ้านบนเขาจึงวางกลไกดักไว้ที่เชิงเขาเพื่อป้องกันตัว ดอกไม้และพืชพรรณบางอย่างดูเหมือนปกติ แต่หากแตะต้องจะกระตุ้นให้กลไกทำงานได้"
องครักษ์ที่จะเด็ดใบไม้ค่อย ๆ หดมือกลับอย่างเงียบ ๆ
ผู้ตรวจการมณฑลกู้และนายอำเภอซ่งอดชื่นชมหมู่บ้านเล็ก ๆ บนเขานี้ไม่ได้
แม้ผู้ตรวจการมณฑลกู้จะอายุมากแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรง การปีนเขาไม่ใช่เื่ยาก ทุกคนเดินขึ้นไปถึงทางเข้าหมู่บ้านบนยอดเขาในคราวเดียว
นายอำเภอซ่งจัดการจะนำป้ายที่ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้เขียนด้วยตนเองไปแขวนที่ซุ้มประตู
แต่พอนายอำเภอซ่งเงยหน้าขึ้นมอง ก็เงียบไป
เพราะบนซุ้มประตูมีอักษรสามตัว 'หมู่บ้านเหลียงหมิน' สลักอยู่อย่างชัดเจน
ลายอักษรไหลลื่นดั่งเมฆและสายน้ำ งดงามประณีตดั่งภาพวาดด้วยเหล็กและเงิน
ผู้ตรวจการมณฑลกู้ถาม "หัวหน้าหมู่บ้านห่าว ไม่ทราบว่าตัวอักษรนี้เป็ฝีมือของผู้ใดกัน?"
ห่าวเหรินอธิบาย "เป็ตัวอักษรที่คัดลอกมาจากแบบอักษรของผู้อื่น แล้วนำมาร่างแบบ จากนั้นจึงจ้างช่างสลักหินมาสลักไว้บนซุ้มประตูขอรับ"
"สลักได้ไม่เลวเลย!" ผู้ตรวจการมณฑลกู้ชื่นชม
ในใจก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ว่าเหตุใดชาวบ้านเหล่านี้จึงไม่มีสักคนที่ได้เล่าเรียนเพื่อไปสอบขุนนาง
หลายปีก่อนตัวเขาเองก็เคยเป็นักเรียนยากจน ครอบครัวขัดสน ผ่านความยากลำบากมามาก กระทั่งภายหลังได้เป็ขุนนางสถานการณ์จึงดีขึ้น
ยามเช้าเป็เพียงชาวนา ยามค่ำได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้
หากชาวบ้านในป่าเขาเหล่านี้ได้เล่าเรียน ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้
น่าเสียดายคนมีความสามารถเหลือเกิน
น่าเสียดายจริง ๆ
ผู้ตรวจการมณฑลกู้สั่งให้เ้าหน้าที่นำป้ายลงมา แล้วนำไปแขวนไว้ที่อื่นในหมู่บ้าน อย่าให้บังตัวอักษรอันงดงามบนซุ้มประตูเลย
นายอำเภอซ่งก็ชื่นชมตัวอักษรบนซุ้มประตูเช่นกัน แต่ความสนใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ซุ้มประตูนานนัก เขาสนใจทิวทัศน์ภายในหมู่บ้านมากกว่า
เมื่อเดินตามห่าวเหรินและไป๋สวินเข้าไปในหมู่บ้าน ก็เห็นผู้คนต่างยุ่งอยู่กับงานของตน
หมู่บ้านสะอาดสะอ้าน หน้าบ้านทุกหลังมีดอกไม้ป่าเบ่งบานส่ายไหวตามสายลมฤดูใบไม้ผลิ
นายอำเภอซ่งรู้สึกว่านี่เป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
เขาเคยไปดูหมู่บ้านอื่น ๆ ในอำเภอไป๋อวิ๋น หลายแห่งสกปรกรกรุงรัง แม้แต่จะเดินยังลำบาก หน้าบ้านมีแต่ตะไคร่น้ำและวัชพืชชื้นแฉะหากไม่ระวังก็อาจลื่นล้มได้
นายอำเภอซ่งมองไปทางห่าวเหริน "ไม่คิดว่าชาวบ้านจะมีรสนิยมถึงเพียงนี้ ถึงกับปลูกดอกไม้ไว้หน้าบ้านด้วย"
ห่าวเหรินหัวเราะเบา ๆ "นั่นเป็ฝีมือของจือจือ บุตรสาวของข้าน้อยที่ซุกซนหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ั้แ่ยังเล็กขอรับ"
ตอนซูจือจืออายุสามขวบ มี่หนึ่งที่นางชอบเก็บเมล็ดดอกไม้ป่า ไม่ว่าจะไปเล่นบ้านใครก็จะหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้สักหยิบมือ
ปีถัดมา หน้าบ้านทุกหลังก็มีดอกไม้ป่าขึ้นเป็กระจุก
และแต่ละปีก็บานสะพรั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซูจือจือไม่ชอบพื้นที่สกปรก เห็นขี้ไก่ขี้เป็ดก็ไม่ยอมเดิน
ชาวบ้านจึงพากันกวาดทำความสะอาดบริเวณหน้าบ้านของตนเอง
ทุกคนเดินต่อไปข้างหน้า แล้วก็ได้ยินเสียงน้ำไหลซู่ซ่า
เมื่อมองตามเสียงไปก็พบบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่
เหนือบ่อน้ำมีไม้ไผ่ผ่าซีกหลายอันพาดอยู่ ไม้ไผ่ถูกผูกต่อกันเป็ทอด ๆ ปลายสุดต่อไปถึงน้ำพุที่ไหลลงมาจากยอดเขา
สายน้ำไหลรินไม่ขาดสายจากลำไม้ไผ่ลงสู่สระน้ำ
"วิเศษนัก! วิธีการนี้ช่างวิเศษจริง ๆ!" นายอำเภอซ่งตื่นเต้นอีกครั้ง
เขา้าจดจำวิธีนี้ไว้ เพื่อที่ครั้งหน้าเมื่อไปยังหมู่บ้านบนูเาอื่น ๆ จะได้สอนวิธีการหาน้ำที่ง่ายและประหยัดแรงนี้ให้แก่ประชาชนมากขึ้น
ผู้ตรวจการมณฑลกู้ก็ชื่นชมในภูมิปัญญาของชาวบ้านเช่นกัน
"ดียิ่ง หากชาวบ้านตั้งใจและทุ่มเทแรงกาย ชีวิตความเป็อยู่ย่อมดีขึ้นเป็แน่"
ประโยคนี้เป็คำพูดติดปากที่เขาใช้มาหลายปีแล้ว
ประชาชนที่ได้ยินคำพูดนี้อาจไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่อย่างน้อยก็รู้สึกดีในยามที่ได้ยิน
เมื่อสายตาของผู้ตรวจการมณฑลกู้เหลือบไปทางหุบเขา เขาก็ชะงักงัน
ที่หุบเขามีการถางทำไร่นาเป็บริเวณกว้าง ทุกคืบนิ้วของผืนดินที่สามารถเพาะปลูกได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์
แต่ผู้ที่ลากไถกลับไม่ใช่วัว ไม่ใช่ลา แต่เป็คน!
ผู้ตรวจการมณฑลกู้รู้สึกะเืใจยิ่งนัก ในใจเกิดความสงสารเห็นใจ
หมู่บ้านจะสะอาดสวยงามแล้วอย่างไร? เมื่อแม้แต่วัวสักตัวก็ยังซื้อไม่ไหว ยังต้องใช้คนตรากตรำไถนาจนแทบขาดใจ
ชาวบ้านในหุบเขาช่างมีชีวิตที่ยากลำบากยิ่งนัก
ท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้เอ่ยขึ้น
"นายอำเภอซ่ง หมู่บ้านเหลียงหมินมีผลงานจับโจรผู้ร้ายมาหลายครั้ง สมควรได้รับรางวัลเป็วัวสักหลายตัว"
นายอำเภอซ่งเห็นสภาพในทุ่งนาแล้ว จึงขมวดคิ้วกล่าวกับห่าวเหรินว่า
"หัวหน้าหมู่บ้านห่าว หมู่บ้านลำบากถึงเพียงนี้ เ้าน่าจะรายงานให้ข้าทราบแต่แรก"
ห่าวเหรินกล่าวขอบคุณท่านผู้ตรวจการมณฑลกู้ ก่อนจะเอ่ยว่า
"ที่จริงพวกเราไม่รู้สึกลำบากหรอกขอรับ เมื่อเทียบกับ่ที่เกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาดเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว"
น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกพอใจหลังผ่านพ้นความยากลำบากมาแล้ว
นายอำเภอซ่งไม่เคยประสบกับภัยพิบัติที่หลิ่งหนาน เพียงแต่เคยได้ยินว่าในตอนนั้นมีซากศพผู้อดตายเกลื่อนกลาด กองกระดูกซ้อนทับกันเป็กอง
เมื่อได้ฟังห่าวเหรินพูดเช่นนั้น ในใจของเขายิ่งรู้สึกปวดร้าว
อีกด้านหนึ่งของหุบเขา ขงหวู่ที่กำลังเลี้ยงวัวและแกะอยู่นั้นจามออกมา
เขาขยี้จมูกแล้วต้อนฝูงวัวและแกะไปยังที่ที่มีหญ้าขึ้นอุดมสมบูรณ์ต่อไป