บทที่ 14 ตักน้ำ
ตึง ตึง ตึง...
ลู่หลีที่กำลังฝึกบำเพ็ญเพียรอยู่นั้นถูกเสียงแหลมดังปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
จนถึงตอนนี้ เขาได้ฝึกบำเพ็ญเพียรในวิหารกาลเวลามาแล้วกว่าห้าสิบวัน ซึ่งเทียบเท่ากับเวลาภายนอกประมาณสี่ถึงห้าวัน สิ่งที่น่ายินดีก็คือในที่สุดเขาก็สามารถทะลวงจุดลมปราณธาตุเหล็กจุดที่สองได้สำเร็จ อย่างน้อยก็พอมองเห็นความหวังบ้างแล้ว
เมื่อเขาลุกขึ้นมองดู ท้องฟ้าภายนอกก็เริ่มสว่างราง ๆ แล้ว ลู่หลีรู้ดีว่าถึงเวลาที่จะต้องไปรับภารกิจแล้ว
ภารกิจของศิษย์เบ็ดเตล็ดนั้นไม่เหมือนกับศิษย์ทั่วไปที่ต้องออกไปภายนอก ทั้งยังไม่มีอันตรายใด ๆ งานที่ทำเกือบทั้งหมดล้วนเป็งานช่วยเหลือศิษย์ทั่วไปในการฝึกวิชา เช่น ตัดฟืน ขนน้ำ ทำอาหาร ทำความสะอาด และถอนหญ้าในสวนสมุนไพร เป็ต้น
ลู่หลีลุกขึ้นจัดการเก็บกวาดเล็กน้อย พบว่าตนเองนั่งทำงานทั้งคืนแต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย เชาคิดไปคิดมาก็ได้ข้อสรุปว่าคงเป็เพราะร่างกายหลักกำลังนอนหลับอยู่ก็อดรู้สึกดีใจไม่ได้
เช่นนี้แล้ว เขาก็สามารถนั่งทำงานทั้งคืนได้อย่างไม่ต้องกังวลใด ๆ
เมื่อออกจากห้อง ฉินโซ่วเหรินและเฉินจงก็เดินออกมาพอดีเช่นกัน ทั้งสามทักทายกันสองสามคำแล้วเดินไปยังลานเล็กของโถงเบ็ดเตล็ด เช่นเดียวกับพวกเขา ศิษย์เบ็ดเตล็ดจากทุกเรือนต่างทยอยเดินออกมา
เมื่อมาถึงลานเล็ก ลู่หลีพบว่าผู้ดูแลเหวินหงคนเมื่อวานกำลังยืนเท้าเอวข้างหนึ่งอยู่บนขั้นบันไดทางทิศเหนือของลาน จ้องมองทุกคนด้วยสายตาเ็า เขาจึงก้มหน้าลงต่ำ
ข้างกายของเหวินหงยังมีชายหนุ่มร่างผอมบางสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ด้วยท่าทางประจบประแจง
เมื่อคนเห็นชายหนุ่มผู้นั้น ดวงตาฉายแววรังเกียจอย่างปิดไม่มิด พึมพำเบา ๆ ว่า 'ไอ้สมุนรับใช้' ลู่หลีมองคนผู้นั้นด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
ฉินโซ่วเหรินกลับเดินไปหาคนผู้นั้นด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น ถามเสียงเบาว่า "ศิษย์พี่ ไอ้สมุนรับใช้คืออะไรหรือ"
คนผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็ใ รีบทำท่าให้เงียบ แล้วจ้องมองฉินโซ่วเหรินอยู่ครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วพลางกล่าว "เ้าเด็กน้อย หน้าตาช่างน่ารังเกียจเสียจริง รีบไปให้ห่างข้าเสีย"
"เ้า!" ฉินโซ่วเหรินโกรธไม่น้อย นึกในใจว่า 'หน้าตาเ้างดงามนักหรือ' กลอกตาใส่คนผู้นั้นแล้วถอยกลับไปยืนข้างลู่หลี
ครู่หนึ่งผ่านไป เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้าแล้ว ผู้ดูแลเหวินหงกวาดตามองทุกคนแวบหนึ่ง จึงกล่าวว่า "วันนี้เป็วันที่หนึ่งเดือนแปด ตามกฎระเบียบ วันนี้จะมีการจัดสรรภารกิจใหม่ เมื่อได้รับภารกิจแล้ว ห้ามเปลี่ยนแปลงภายในหนึ่งเดือน จนกว่าจะถึงวันที่หนึ่งของเดือนหน้า"
"ทุกคน เข้าแถวมาด้านหน้า!"
จากนั้นก็หันไปพูดกับสมุนข้างกายว่า "เ้าไปรับผิดชอบการลงทะเบียน"
สมุนผู้นั้นรีบยิ้มประจบพลางคำนับรับคำ แล้วนั่งลงที่โต๊ะลงทะเบียน อาศัยอำนาจนายข่มผู้อื่นะโว่า "ทุกคนเข้าแถวให้เรียบร้อย แล้วเดินขึ้นมาทีละคน"
เมื่อเห็นทุกคนเข้าแถวเรียบร้อยแล้ว เหวินหงก็หาวหนึ่งที ดูเหมือนว่าจะนอนไม่พอ สั่งการอีกสองสามประโยคแล้วก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องโถง
เมื่อเห็นเหวินหงจากไป ทันใดนั้นก็มีเจ็ดแปดคนเดินออกมาจากแถว พุ่งไปที่ด้านหน้าสุดของแถว
"พี่ใหญ่จื่ออัน ข้า้าภารกิจตกปลา ตกปลา..." ผู้หนึ่งรีบร้อนเอ่ยขึ้น
"พี่ใหญ่ซุน ข้าก็้าตกปลาเช่นกัน"
"..."
"อย่าเพิ่งรีบร้อน" สมุนผู้นั้นยิ้มพลางตอบ พร้อมกับชำเลืองมองไปยังผู้คนที่กำลังยืนต่อแถวอย่างไม่พอใจอยู่ด้านหลัง "พวกเ้าเลือกที่จะตามข้าซุนจื่ออันแล้ว ข้าย่อมไม่ทำให้พวกเ้าต้องเสียเปรียบแน่นอน..."
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที ที่แท้คนผู้นี้กำลังรวบรวมพรรคพวกอยู่ลับ ๆ แล้วมอบงานที่ง่าย ๆ ให้กับพวกพ้องของตน
ฉินโซ่วเหรินก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ "เ้าลิง ถ้าอย่างนั้น... พวกเราไปเข้าพวกกับเขาดีหรือไม่"
ชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉินโซ่วเหรินหันมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ "ศิษย์น้อง หากเ้าตั้งใจมาอยู่สำนักชิงหยางเพื่อผ่านวันไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เป็ไร แต่หากเ้า้าก้าวไปให้ไกลกว่านี้ ข้าขอแนะนำว่าอย่าไปเข้าพวกกับพวกเขาเลย"
ฉินโซ่วเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง รีบถามว่า "ศิษย์พี่หมายความว่าอย่างไรหรือ?"
ชายผู้นั้นยิ้มพลางกล่าวว่า
"ศิษย์น้องอาจจะยังไม่รู้ งานของซุนจื่ออันนั้นแม้จะไม่เลว แต่เ้าจะต้องเสียค่าคุณความดีที่ได้มาถึงเจ็ดส่วน นั่นก็คือเ้าจะได้รับคุณความดีเพียงสามส่วน จริง ๆ แล้วคุณความดีที่ได้นั้นน้อยกว่างานหนักเสียอีก..."
"แน่นอน หากเ้ากลัวความเหนื่อยยากก็ช่างเถอะ"
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้
ลู่หลีทั้งสามคนฟังจบก็เข้าใจแล้ว
พวกคนสนิทของซุนจื่ออันรับภารกิจกันไปอย่างรวดเร็ว ขบวนเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็มาถึงคิวของลู่หลีและพวก ตอนนี้ภารกิจถูกเลือกไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ล้วนเป็งานใช้แรงงานทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่าลู่หลีและอีกสองคนเป็คนใหม่ ซุนจื่ออันก็เริ่มกลอกตาคิดแผนการ จากนั้นก็เริ่มชักจูงว่าจะช่วยจัดการงานเบา ๆ ให้พวกเขา แต่ลู่หลีทั้งสามคนเข้าใจดีว่าเื่ราวเป็อย่างไร พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ จึงปฏิเสธอย่างสุภาพ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของซุนจื่ออันก็เปลี่ยนไปทันที แต่ก็ไม่กล้าแสดงอาการโกรธในตอนนั้น หลังจากสงบอารมณ์ได้แล้ว จึงโยนงานสามอย่างให้ทั้งสามคนเลือก แม้งานเหล่านี้จะมีค่าคุณความดีสูง แต่พวกศิษย์เบ็ดเตล็ดรุ่นเก่าแทบไม่มีใครอยากแตะต้อง
ฉินโซ่วเหรินเลือกดูอยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจเลือกงานทำความสะอาดลานกว้างของโถง
ลู่หลีมองงานที่เหลืออีกสองอย่าง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เลือกงานตักน้ำ แม้จะเหนื่อยไปหน่อย แต่ก็ได้ค่าคุณความดีไม่น้อย หนึ่งเดือนได้ถึงสามร้อยคะแนน
สุดท้ายคือเฉินจง พอถึงตาเขาก็ไม่มีอะไรให้เลือกแล้ว จึงรับงานตัดฟืนไป พวกเขาเติบโตมาในูเาั้แ่เด็ก จึงมั่นใจว่างานพวกนี้ไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรสำหรับพวกเขา
หลังจากรับภารกิจเสร็จ ทั้งสามคนพูดคุยกันสั้น ๆ แล้วต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
ลู่หลีหาถังน้ำมาคู่หนึ่งจากโรงเก็บของ แบกไว้บนบ่าแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของโถงเบ็ดเตล็ด
ตามที่ได้รับมอบหมาย เขาต้องไปตักน้ำจากแม่น้ำปี้สุ่ยที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกของโถงเบ็ดเตล็ดหนึ่งหลี่ แล้วนำไปส่งที่บ่อน้ำบนยอดเขาชุ่ยอวิ๋นทางทิศตะวันตก
ตอนนี้ลู่หลีก็นับว่าอยู่ขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่งแล้ว การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วกว่าแต่ก่อนมาก ไม่นานก็เห็นแม่น้ำสายหนึ่งกว้างสิบจั้งอยู่เบื้องหน้า น้ำใสสะอาดยิ่งนัก คงเป็แม่น้ำปี้สุ่ยที่ว่านั่นเอง
ภารกิจตักน้ำไม่ได้กำหนดว่าต้องตักวันละเท่าไร แต่ต้องรักษาระดับน้ำในบ่อทั้งสิบบนยอดเขาชุ่ยอวิ๋นให้เต็มอย่างน้อยห้าบ่อ เพราะบ่อน้ำบนยอดเขาชุ่ยอวิ๋นนี้ใช้สำหรับทั้งโถงเบ็ดเตล็ด ชีวิตประจำวันล้วนต้องพึ่งพาน้ำจากที่นี่
ส่วนสถานที่อื่น ๆ ในสำนักชิงหยางไม่จำเป็ต้องให้ผู้ใดมาตักน้ำ เพราะตอนที่สร้างสำนักได้วางระบบน้ำไว้เรียบร้อยแล้ว มีเพียงโถงเบ็ดเตล็ดเท่านั้นที่ไม่มีระบบน้ำ เพื่อฝึกฝนศิษย์เบ็ดเตล็ดโดยเฉพาะ
ถังน้ำนี้ก็ไม่ใช่ถังน้ำธรรมดา มีขนาดใหญ่กว่าถังน้ำปกติถึงสิบกว่าเท่า หากบรรจุน้ำเต็มทั้งสองถัง น่าจะหนักไม่ต่ำกว่าห้าร้อยชั่ง
ลู่หลีลองตักน้ำดู พบว่าเพียงแค่ตักน้ำหนึ่งในสามของถังก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว จึงไม่กล้าตักเพิ่ม เขาแบกคานยาวเดินกลับ เดิน ๆ หยุด ๆ ใช้เวลาเต็มหนึ่งเค่อจึงมาถึงเชิงเขาชุ่ยอวิ๋นทางทิศตะวันตก
ลู่หลีมองดูเส้นทางขึ้นเขาที่ชันยิ่งนัก เช็ดเหงื่อบนใบหน้าพลางพึมพำสองสามคำ ก่อนจะรีบเดินขึ้นไป
เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฟันไม้ดังแซก ๆ มาจากพุ่มไม้ข้างทาง เห็นเด็กหนุ่มร่างกำยำกำลังเหวี่ยงขวานสุดแรง แต่ละครั้งที่ฟันใช้แรงเต็มที่ แต่กลับทำได้เพียงสับผิวเปลือกไม้สีดำคล้ำออกเล็กน้อยเท่านั้น
ลู่หลีเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย "เ้าอ้วน ขวานของเ้าไม่ได้ลับมาหรือ"
เฉินจงเห็นว่าเป็ลู่หลีจึงหันกลับมาส่งขวานให้ด้วยสีหน้าหงุดหงิด "เ้าลองดูสิ"
ลู่หลีรับขวานมาพิจารณาดู แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือลูบเบา ๆ เพียงแค่ััเบา ๆ เท่านั้น เขาก็เกือบถูกบาดนิ้วมือ จึงเอ่ยด้วยความใ "ขวานเล่มนี้คมถึงเพียงนี้เชียว?"
"ใช่ ขวานเล่มนี้คมมากแล้ว แต่ต้นไม้บ้านี่แข็งยิ่งกว่าเหล็กเสียอีก ตอนแรกข้านึกว่าตัดวันละสามต้นจะง่ายเสียอีก" เฉินจงเกาศีรษะพลางบ่นด้วยสีหน้าหงุดหงิด
"ฮ่า ๆ ค่อย ๆ ทำไป อย่าเร่งรีบ" ลู่หลีตบบ่าเฉินจงแล้วส่ายหน้า ก่อนจะหาบคานไม้เดินขึ้นเขาต่อไป