ใต้แสงเพลิงที่ยังคงลุกโชนดั่งอัสนีแห่งโทสะ์ เงาแห่งความตายคลี่คลุมลงทั่วจวนแม่ทัพเซิน ฝุ่นเถ้ากระจายเต็มอากาศประหนึ่งม่านหมอกสีเื ความเงียบงันถูกฉีกขาดด้วยเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงของเหล่าทหารชุดดำที่กำลังไล่ล่ามาอย่างบ้าคลั่ง
“เร็วเข้า! ทางนี้!”
เสียงใสของเด็กสาววัยเยาว์ดังแว่วท่ามกลางความวุ่นวาย นางคือ อวี๋เยว่ฉี สวมอาภรณ์ผ้าเเพรสีชมพูอ่อน แม้ใบหน้านวลจะเปื้อนฝุ่นเขม่าควัน แต่ความงดงามและกลิ่นอายของบุปผาแรกแย้มก็ยังเปล่งประกายอยู่ทุกฝีก้าว นางก้าวนำหน้าท่ามกลางซากปรักหักพัง ดึงแขนเล็กของ เซินหลางเหอ เด็กชายในวัยสิบขวบ ขณะที่อีกมือจับแขนของ นายหญิงเซิน ผู้เป็มารดาไว้แน่น
นายหญิงเซินนั้น สวมชุดผ้าแพรสีฟ้าคราม แม้เนื้อผ้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าและเศษฝุ่นจนหมองหมัว แต่เรือนกายและกิริยาของนางยังคงสะท้อนศักดิ์ศรีแห่งตระกูลแม่ทัพผู้สูงศักดิ์ ใบหน้างามแฝงร่องรอยอ่อนล้าจากการวิ่งหนี
เมื่อทั้งสามใกล้จะถึงประตูหลัง จู่ๆ นายหญิงเซินกลับสะดุดเข้ากับก้อนอิฐที่แตกหัก กายของนางเซถลาล้มลงกระแทกพื้น เสียงกรีดร้องแ่แผดด้วยความเ็ปเล็ดลอดจากริมฝีปากเรียว
“ท่านแม่!”
เซินหลางเหอร้องขึ้นด้วยความใ ดวงตาเบิกกว้างราวโลกทั้งใบกำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้า เขารีบพุ่งกลับมา แม้ขาเล็กๆ จะยังสั่นไหว แต่ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย และความกล้าหาญ
มารดาของเขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ข้อเท้ากลับบิดเบี้ยวด้วยแรงกระแทก ร่างกายสั่นไหวด้วยความเ็ปอย่างสุดจะทานทน สายตานางสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น แต่กลับแฝงไว้ด้วยบางสิ่ง...ความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
อวี๋เยว่ฉีรีบประคองร่างของนางขึ้นมา “ท่านป้า! อดทนไว้นะเ้าคะ!”
เสียงฝีเท้าทหารดังใกล้เข้ามาทุกขณะ พร้อมแสงจากคบเพลิงที่วาบขึ้น ส่องให้เห็นเงาร่างของเหล่าทหารในชุดดำที่พุ่งเข้ามาอย่างดุร้าย ดาบในมือของพวกมันสะท้อนแสงเพลิงเป็ประกายเย็นเฉียบราวกับดาบสังหารเซียน
นายหญิงเซินหอบหายใจแรง สายตานางทอดมองไปยังลูกชายผู้ยังคงเฝ้าจ้องตนไม่วางตา มือหนึ่งของนางเอื้อมออกไป คว้ามือเล็กของเซินหลางเหอไว้แน่น อีกมือคว้าข้อมือของอวี๋เยว่ฉี ัันั้นสั่นเทา ทว่าแน่นมั่นราวพันธะจากหัวใจของมารดาที่มิอาจปล่อยมือได้แม้ยามต้องจาก
“เหอเอ๋อร์...ฟังแม่นะลูก” นางเอ่ยด้วยเสียงอันแ่เบา แต่แฝงไว้ด้วยแรงใจอันเด็ดเดี่ยว “เ้าต้องไปกับพี่หญิงเยว่ฉี... ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้…เ้าต้อง...รอด…”
“ไม่! ท่านแม่! ข้าจะไม่ทิ้งท่านไป!” เด็กชายร่ำไห้ออกมาเต็มเสียง น้ำตาเอ่อคลอราวหยาดพิรุณในยามวสันต์ ดวงตากลมโตของเขาสะท้อนภาพแห่งความเ็ปและความรู้สึกปฏิเสธสุดใจ
อวี๋เยว่ฉีเองก็เบือนหน้าหนีไม่ออกราวกับหัวใจถูกบีบแน่น นางพูดทั้งที่น้ำตาคลอ “ท่านป้า... เราจะสู้ไปด้วยกันนะเ้าคะ! อย่าได้พูดเช่นนั้นเลย!”
นายหญิงเซินกลับะโขึ้นด้วยเรี่ยวแรงสุดท้ายของสตรีผู้เป็แม่ “ไม่ได้! พวกเ้าไปเถอะ! อย่าห่วงแม่! แม่จะ...ถ่วงเวลาให้เอง!”
มือที่เคยอ่อนโยนของนาง ผลักทั้งสองออกไปเบาๆ
เซินหลางเหอสะดุดถอยหลังไปไม่กี่ก้าว ความใปนกับการขัดขืนที่เต็มเปี่ยม “ท่านแม่! ไม่!”
นายหญิงเซินฝืนยันกายลุกขึ้น แม้ข้อเท้าจะไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดขาวกลับเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีของสตรีผู้เคยยืนเคียงข้างแม่ทัพใหญ่ ความกลัวไม่อาจกัดกินแววตานางได้อีกต่อไป มันกลับแปรเปลี่ยนเป็ความแข็งกร้าวอันงดงาม
“ข้า...จะไม่ให้พวกมันแตะต้องพวกเ้าได้แม้แต่ปลายผม...”
เมื่อเห็นแววตานั้น อวี๋เยว่ฉีตัดใจเด็ดขาด นางกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นสะอื้น “ไปกันเถอะ!”
มือของเด็กสาวคว้ามือเล็กของเซินหลางเหอแล้ววิ่งออกไปท่ามกลางความมืดที่ปกคลุมเหมือนม่านแห่งโชคชะตา
ขาเล็กของเด็กชายเร่งฝีเท้าสุดแรง แม้หัวใจจะถูกฉีกออกเป็สองซีก อวี๋เยว่ฉีลากเขาไปข้างหน้าไม่หยุดพัก ร่างของเด็กชายสะอึกสะอื้น หันหน้ากลับไปยังที่ที่มารดายืนหยัดอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงดาบ เสียงะโ เสียงเพลิง เงาแห่งความตายที่ไล่หลังมา ล้วนคืบคลานเข้าหาอย่างไม่หยุดยั้ง
“หยุดนะเด็กน้อย! พวกเ้าหนีไม่รอดหรอก!”
เสียงะโก้องของหนึ่งในทหารไล่ล่าดังแว่วมา เด็กชายหันกลับมามองอีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความกลัวสุดขีด
ทั้งสองสะดุดล้มลงหลายครั้ง แขนขาปรากฏรอยขีดข่วน เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ฝุ่นดินเกาะตามเส้นผมและปลายเท้า อวี๋เยว่ฉีหอบหายใจแรง ปากซีดจนไร้เื แต่นางก็ยังฝืนประคองร่างน้อยๆ นั้นให้ลุกขึ้น
เสียงฝีเท้าทหารที่ไล่ตามมาเริ่มเข้ามาใกล้ แสงจากคบเพลิงเริ่มกลืนกินความมืด เสียงโลหะกระทบกันดังก้อง คล้ายความตายกำลังจะพุ่งเข้ามาจู่โจมในทุกลมหายใจ
จังหวะที่ทหารกลุ่มแรกพุ่งเข้ามาใกล้จนเห็นใบหน้าอำมหิตของพวกมัน ดาบเงาวับสะท้อนแสงจันทร์ เตรียมพร้อมที่จะสังหารเด็กน้อยทั้งสอง...
แต่แล้ว...
เสียงกระทบอากาศเบา ๆ ดังขึ้น คล้ายสายลมพัดผ่านแมกไม้ หากแต่ผู้ที่ได้ยิน หัวใจพลันกระตุกวูบ
ทันใดนั้น! ร่างหนึ่งพลันพุ่งลงมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างทางราวกับอัสนีบาต กลางราตรีมืดมิดนั้น เสียงก้าวย่างของชายชราผู้นั้นไม่มีแม้แต่เสียงฝุ่นกระเซ็น เงาของเขาปรากฏขึ้นระหว่างเด็กทั้งสองกับเหล่าทหารประหนึ่งภูตผี
เขาเงยหน้าช้าๆ ใบหน้าระโหยโรยแรงของชายแก่ผู้หนึ่งเผยให้เห็นดวงตาลึกล้ำและคมกล้า ประหนึ่งเหยี่ยวที่เฝ้ามองเหยื่อ รอยย่นบนใบหน้าเปรียบได้ดั่งริ้วรอยแห่งกาลเวลา ทว่าสายตานั้นกลับยังคงเปี่ยมไปด้วยอำนาจสะกดิญญา
ก่อนที่เหล่าทหารจะทันได้ส่งเสียงอุทานออกมา
ชายชราก็ขยับ!
เพียงก้าวย่างเดียวใต้เเสงจันทร์ เขาก็พุ่งเข้าหาเหล่าทหารด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ เสื้อผ้าเก่าเกรอะกรังพลิ้วว่อนดั่งเงาหมอก มือข้างหนึ่งปัดขึ้นสูง อีกข้างพุ่งลงต่ำ คล้ายสะบัดปลายพู่กันเขียนอักษร์ แต่นั่นกลับเป็กระบวนท่าแห่งความตาย!
ผัวะ!
หมัดเบาที่ดูไร้แรงฟาดเข้าที่อกของทหารนายหนึ่ง เสียงกระดูกแหลกดังสะท้าน ร่างของมันกระเด็นปลิวราวกับใบไม้แห้งปลิดจากกิ่ง
ฉัวะ!
ชายชราขยับนิ้วอีกเพียงหนึ่งครั้ง ปลายนิ้วเหี่ยวแห้งกลับแทงเข้าเส้นเืใหญ่ที่คอของอีกนายหนึ่งอย่างแม่นยำ โลหิตพุ่งกระฉูดก่อนร่างนั้นจะทรุดลงแน่นิ่ง
ทุกการเคลื่อนไหวของชายชราไร้ซึ่งความลังเล ไม่มีพลังปราณสาดซัด ไม่มีแสงสีตระการตา มีเพียงความเงียบ และ ความตายที่แเีประหนึ่งหัตถ์เทพสังหาร
เหล่าทหารไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง ดาบในมือยังไม่ทันพ้นจากฝัก ร่างก็ทรุดลงกับพื้นราวกับหุ่นไม้ไร้ิญญา
เซินหลางเหอเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยของเขาเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม ภาพเบื้องหน้าคล้ายความฝัน เขาไม่เคยพบเห็นพลังอำนาจที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน มือเล็กของเขากุมแขนอวี๋เยว่ฉีแน่น ร่างสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว
ชายชราไม่หันหลังกลับไปมองร่างไร้ิญญาที่นอนระเนระนาด เขาค่อยๆ หันมาทางเด็กทั้งสอง แววตาที่เพิ่งสังหารมาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนจากเหยี่ยวเหล็กเป็เงาจันทร์นุ่มนวล เขาเดินเข้ามาอย่างสงบ ช้าแต่หนักแน่น ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยจุดหมาย
เมื่อมาหยุดยืนตรงหน้าเด็กทั้งสอง ชายชราก็ประสานมือโค้งกายอย่างอ่อนน้อม แววตาหรี่ลงเล็กน้อยราวกับเฝ้ารำลึกถึงบางสิ่ง
“คารวะคุณหนู…”
เสียงของเขานุ่มทุ้มดั่งลมในหุบเขา ฟังดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความเคารพจนแม้แต่ผืนดินยังคล้ายจะเงียบลงเพื่อสดับฟัง
เซินหลางเหอมองชายชราสลับกับอวี๋เยว่ฉีอย่างงุนงง ในใจเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ‘คุณหนู?’ ‘ชายชราผู้นี้เป็ใคร?’ ‘และเหตุใดเขาจึงคารวะพี่หญิง?’
อวี๋เยว่ฉีเองก็ดูจะใไม่น้อย แต่ในแววตาของเธอกลับมีความรู้สึกบางอย่างฉายแวบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว... คล้ายกับความคุ้นเคย และความเข้าใจบางอย่างที่เซินหลางเหอไม่อาจรู้ได้ เธอจ้องมองชายชราอย่างนิ่งเงียบ ดวงตาจับจ้องไปที่เขา ราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เซินหลางเหอที่เห็นภาพตรงหน้าก็อึ้งเล็กน้อย เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่หญิงผู้ที่ถูกบิดารับมาเลี้ยงเเละอยู่กับเขามาตลอดั้แ่เด็ก...จะมีความลับอะไรที่ซ่อนอยู่
เซินหลางเหอยังคงนิ่งค้างอยู่กับที่ ใบหน้าเปื้อนฝุ่นเต็มไปด้วยความงุนงงและคำถามที่อัดแน่นอยู่ในอก ใจดวงน้อยของเขาสั่นไหวไม่หยุดยามมองหญิงสาวข้างกายซึ่งกำลังจ้องชายชราตรงหน้าอย่างแน่วนิ่ง
ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยสิ่งใด
“ท่านลุงไป่! ท่านมาช่วยข้าแล้ว!”
เสียงอวี๋เยว่ฉีเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนหวานปนความโล่งใจ ใบหน้าที่หม่นหมองกลับปรากฏรอยยิ้มบางตื้นตันขึ้นมาวูบหนึ่ง ดวงตาของนางสว่างวาบประดุจแสงดาวยามค่ำคืน
ชายชราผู้นั้น ผู้ที่นางเรียกว่า ลุงไป่ พยักหน้าช้าๆ แววตาอ่อนโยนล้ำลึกก่อนจะประสานมือโค้งกายอีกครั้ง
“บ่าวไป่หรงมาช่วยท่านแล้วขอรับ คุณหนู…”
เสียงของเขาชัดเจนเเละหนักเเน่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความนอบน้อมเเละความภักดีดุจขุนเขาที่มิอาจสั่นคลอน
อวี๋เยว่ฉีที่ได้ยินคำตอบนั้นกลับมิได้ยินดีได้นาน เพียงชั่วขณะ สีหน้าของนางก็พลันแปรเปลี่ยน แววตาวูบไหวด้วยความร้อนรน นางเหลียวมองไปยังด้านหน้า เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่ขมับ
“ท่านลุงไป่!” นางเอ่ยอีกครั้ง แต่เสียงคราวนี้เปี่ยมด้วยความเร่งเร้า “ท่านป้าเซินกำลังตกอยู่ในอันตราย! ท่านช่วยไปนำตัวนางมาหาข้าหน่อย...ข้าขอร้อง!”
ไป่หรงชะงักครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าอีกครั้ง แววตาเฉียบคมของเขาฉายแววตื่นตัวประหนึ่งเหยี่ยวที่พบรอยเท้าเหยื่อ ร่างของเขาขยับในทันที ลมเพียงโชยเบาเงาร่างของเขาก็ทะยานออกไปราวกับปลิวหายไปกับสายลม
ฝีเท้าเบาราวภูตผี
เคลื่อนไหวดั่งหมอกที่ไร้ร่องรอย
เขามุ่งหน้าไปยังทิศที่อวี๋เยว่ฉีชี้ด้วยความแม่นยำ ท่ามกลางม่านราตรีที่เริ่มหนาทึบ
เซินหลางเหอยืนนิ่งราวรูปสลัก เด็กน้อยกำมือแน่น ดวงตาเปล่งประกายความหวังอันริบหรี่... ภายในใจเขาเอ่ยวิงวอนเงียบๆ “ขอเพียงท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ขอเพียงได้เห็นหน้าอีกสักครั้ง…”
เวลาเพียงครู่เดียวกลับยาวนานนักสำหรับหัวใจของผู้เฝ้ารอ
จนในที่สุด...
เงาร่างของชายชราก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในความมืด ร่างนั้นกลับมายืนอยู่เบื้องหน้าทั้งสอง ราวกับไม่เคยจากไปแม้เพียงก้าวเดียว
ชายชราโค้งกายอีกครั้ง แววตาเรียบนิ่ง แต่ภายในกลับมีเงาแห่งความหนักอึ้ง
“ขออภัยคุณหนูขอรับ… บ่าวตรวจตราทั่วทุกมุมทั่วทุกเเห่งแล้ว… แต่มิพบผู้ใดเลยแม้แต่เงา”
ถ้อยคำเ่าั้…
ประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดกลางอกของเซินหลางเหอ
เด็กน้อยเบิกตากว้าง ความหวังที่เขากอบกุมไว้ในฝ่ามืออย่างแ่ากลับถูกพรากไปในพริบตา
“ท่านแม่…”
เขาเอ่ยเสียงเบา เสียงสั่นเครือคล้ายสายลมพัดผ่านใบไม้แห้ง แววตาที่เคยสุกใสกลายเป็หม่นหมอง
“ท่าน… แม่…”
ร่างเล็กเซถลาเหมือนต้นกล้าโดนพายุพัด ใบหน้าเด็กน้อยซีดเผือด ก่อนร่างทั้งร่างจะทรุดลงกับพื้น
“หลางเหอ!”
เสียงอวี๋เยว่ฉีดังขึ้นอย่างร้อนรน นางรีบก้าวเข้าประคองร่างของเขาไว้แน่น สองแขนเล็กสั่นระริกในอ้อมแขนของนาง ใบหน้าไร้สติของเด็กหนุ่มหลับตาแน่น คล้ายลมหายใจแห่งความหวังได้ดับสิ้นลงในวินาทีนั้น
“หลางเหอ... หลางเหอ!” อวี๋เยว่ฉีเรียกซ้ำอีกครั้ง เสียงของนางแ่ลง ทว่าน้ำตากำลังไหลรินอย่างเงียบงัน
ราวกับในค่ำคืนนี้ ฟ้าดินเองก็ยังมิอาจปลอบโยนหัวใจอันแตกสลายของเด็กหนุ่มผู้นี้ได้...