บทที่ 48 พี่ชายมีความปรารถนาอย่างหนึ่ง
กู้อวี้ขึ้นไปบนรถม้าแล้วสั่งว่า “ไปที่สำนักปราชญ์หยางคัง”
สำนักปราชญ์หยางคังในเวลานั้นกำลังคึกคักพอดี บัณฑิตทั้งหลายกำลังจับกลุ่มอภิปรายเกี่ยวกับงานชุมนุมปราชญ์ที่ใกล้จะมาถึง
กู้อวี้นั่งอยู่บนรถม้า เลิกมุมผ้าม่านขึ้นให้น้องสาวมองออกไป
บัณฑิตในสำนักปราชญ์แต่ละคนดูฮึกเหิมกระตือรือร้น ปราศรัยอยู่ท่ามกลางแสงแดดประหนึ่งว่าไม่ได้ยืนอยู่ในสำนักปราชญ์ที่ผู้คนคับคั่ง แต่กำลังชี้ทิศทางบริหารบ้านเมืองอยู่ในราชสำนักด้วยท่าทางเปี่ยมปณิธานเร่าร้อน
กระทั่งในบรรยากาศยังเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
คิดถึงว่ากุลสตรีเวลายิ้มห้ามเห็นฟัน ต้องวางตนสุภาพนุ่มนวลและรักษาคุณธรรมของสตรี กู้ฉยงก็รู้สึกอิจฉาพวกเขาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
กู้อวี้กุมมือน้องสาว พลางกล่าวอย่างหนักแน่น “ฉยงเอ๋อร์ พี่ชายมีความปรารถนาอย่างหนึ่งที่ไม่เคยพูดให้ใครฟัง ความใฝ่ฝันนี้ยามนี้ฟังแล้วช่างเพ้อพกจนน่าขัน พี่ชายจะบอกเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”
กู้ฉยงถูกน้ำเสียงจริงจังของผู้เป็นพี่กดดันให้ตึงเครียด กลางฝ่ามือมีเหงื่อเย็นซึมออกมา
กู้ซื่อจื่อเอื้อนเอ่ย “พี่ชายหวังว่าวันหนึ่ง สตรีในใต้หล้านี้จะมีฐานะเท่าเทียมบุรุษ อาศัยสองมือและวิชาความรู้ของตนเองสร้างผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับบิดา พี่น้อง สามี หรือบุตรชาย ใช้ชีวิตผ่านไปอย่างเลื่อนลอย”
“ถึงตอนนั้น ผู้หญิงจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีสิทธิ์ร่ำเรียนหนังสือ ไม่จำเป็นต้องสวมหมวกผ้าโปร่งตอนออกไปข้างนอก สามารถพูดจาแสดงความคิดเห็นอย่างฉะฉานได้เหมือนผู้ชายข้างนอกเหล่านั้น สามารถรับราชการเป็นขุนนาง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จารึกนามไว้ในประวัติศาสตร์…”
พื้นที่อันคับแคบในรถม้าไม่อาจรองรับความใฝ่ฝันอันทะเยอทะยานของกู้อวี้
กระแสหลักของโลกย่อมสำคัญอยู่แล้ว แต่หากล่องลอยไปตามกระแสก็มีแต่จะต้องสูญหายไปท่ามกลางผู้คนมากมาย
นางเคยเห็นคนนำทารกหญิงผู้ไร้ความผิดไปโยนทิ้งที่แม่น้ำจินไต้เหอ เคยเห็นเด็กหญิงที่เร่ขายของบนท้องถนนเพื่อให้ไม่ต้องอดตาย แต่กลับต้องถูกประณามว่าไม่รู้จักอับอาย เคยเห็นสตรีที่ไร้หนทางสู้ต้องถูกคนเป็นสามีทุบตีจนตาย…
กระทั่งพี่สาว น้องสาว แม่ใหญ่และแม่เล็กของนางก็ยังขังตนเองไว้ในกรงทองอันหรูหรา และยึดถือ ‘หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา’*[1] เป็นอุดมการณ์ของชีวิต
ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมายังยุคสมัยนี้ ได้พบเห็นความอยุติธรรมนานัปการ ได้เห็นความทุกข์ยากของสตรีทั้งหลาย นางก็จะลองพยายามดูสักตั้งเพื่อสร้างวงกระเพื่อมท่ามกลางกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์
แม้จะเป็นเพียงวงกระเพื่อมเล็ก ๆ แต่อย่างน้อยก็พิสูจน์ให้เห็นว่านางเคยผ่านมา เคยได้ลองพยายามเปลี่ยนแปลงมาแล้ว
กู้ฉยงพลันน้ำตารื้นขอบตา นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดวาจาเพียงไม่กี่ประโยคของพี่ชายจึงสามารถทำให้นางซาบซึ้งได้ถึงเพียงนี้
ก่อนหน้านี้ นางไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าหากปราศจากบุรุษแล้ว ตนเองจะใช้ชีวิตอย่างไร
ตอนปักผ้าอยู่ในเรือน นางแอบอิจฉาที่พี่ชายสามารถออกไปข้างนอกได้อย่างอิสระ
ตอนที่ท่องคำสอนสตรีก็เคยสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับคัมภีร์ชุนชิว*[2] บนชั้นหนังสือเป็นอย่างมาก
ยามนี้พี่ชายนั่งอยู่ข้างกายนาง กล่าววาจาที่คล้ายกับฝันเฟื่อง แต่เนื้อหาในคำพูดกลับทำให้คนรู้สึกว่ามีหวังอย่างน่าประหลาด
นางโผเข้าหาอ้อมอกพี่ชาย “ข้าเชื่อว่าพี่ชายจะต้องทำได้แน่นอน ฉยงเอ๋อร์จะตั้งตารอให้วันนั้นมาถึง”
กู้อวี้สวมกอดน้องสาว หลับตาทั้งสองแน่น มือเท้ารู้สึกร้อนวาบ นางจะพยายามโดยไม่หยุดยั้งเพื่อให้วันเวลาเช่นนั้นมาถึง
เส้นทางเบื้องหน้ายาวไกลและต้องใช้เวลา แต่ตราบใดที่นางเชื่อว่าสามารถทำได้ ย่อมสามารถพิชิตหมื่นขุนเขา ก้าวข้ามหมื่นนที
...
เมื่อกลับจากสำนักปราชญ์คังหยางมาถึงบ้าน เห็นได้ชัดว่าฮูหยินใหญ่และซูอี๋เหนียงได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นที่แม่น้ำจินไต้เหอในวันนี้แล้ว ในลานเรือนจึงมีสินสอดของหมั้นที่ตระกูลต่งเคยส่งมาให้วางกองอยู่
อี๋เหนียงมารดาของต่งฉางเม่าไม่ได้มีสินเดิมมากมายมาแต่แรก ฮูหยินใหญ่ตระกูลต่งก็ไม่มีทางตระเตรียมอะไรเพื่อบุตรชายของอนุภรรยาที่ตนเองจงเกลียดจงชังผู้นี้ เห็นว่าส่งสินสอดมาถึงสามสิบหกหีบ แต่ความจริงแล้วก็เป็นเพียงสิ่งที่เห็นจากเปลือกนอกเท่านั้น
เดิมนั้นที่บ้านตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงตอนกู้ฉยงออกเรือนก็จะเติมสินเดิมให้มากหน่อย ตอนนี้กลับไม่จำเป็นแล้ว ตอนแรกฝ่ายตรงข้ามขนมาให้เท่าไหร่ ตอนนี้ก็ส่งคืนกลับไปโดยไม่แตะต้องแม้แต่ผนึกบนหีบ
ซูอี๋เหนียงเห็นพวกนางกลับมาแล้วก็รีบร้อนเดินเข้ามาหา “อวี้เอ๋อร์ เจ้าทำได้ยอดเยี่ยมนัก สมควรให้ต่งฉางเม่าเดรัจฉานที่สู้ไม่ได้กระทั่งหมูหมาผู้นั้นได้รับผลกรรมเสียบ้าง”
กู้อวี้ยิ้มบางพลางกล่าวว่า “เลือกวันมิสู้สบวัน ข้าจะเอาสินสอดไปคืนตระกูลต่งและถอนหมั้นเดี๋ยวนี้เลยก็แล้วกัน”
สีหน้าซูอี๋เหนียงแข็งค้างไปเล็กน้อย พูดเสียงเบาว่า “ตามหลักแล้วพวกเขาเป็นฝ่ายผิด สินสอดพวกนี้ก็ควรเก็บไว้ที่เรือนพวกเรา คนอื่นไม่เอาไปพูดอะไรหรอก”
ฮูหยินใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจ “ซูอี๋เหนียง พวกเราขาดแคลนเศษขยะพวกนี้ด้วยงั้นรึ? อย่าทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะไปหน่อยเลย”
สีหน้าของซูอี๋เหนียงไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง แต่ก็ยังแก้ตัวว่า “ข้าตาต่ำแบบนั้นเสียที่ไหน เห็นข้าวของพวกนี้แล้วรู้สึกเจ็บใจแทนฉยงเอ๋อร์ก็เท่านั้น พวกเราเสียเปรียบเกินไป ฉยงเอ๋อร์ต้องเสียเวลาไปตั้งหลายปี ต่อไปจะเจรจาเรื่องมงคลอย่างไร”
กู้อวี้ทราบว่าถึงซูอี๋เหนียงกับฮูหยินใหญ่จะรับรองว่าจะช่วยเหลือเรื่องมงคลของน้องสาวเต็มที่ แต่ก็ไม่อาจยับยั้งไม่ให้อีกฝ่ายคิดว่าหญิงสาวที่ล่วงเลยวัยออกเรือนแล้วย่อมเจรจาเรื่องมงคลได้ยาก เพราะตนเองชิงดูถูกตัวเองก่อนเสียแล้ว
นางหันไปมองน้องสาว
โชคดีที่กู้ฉยงไม่ได้มีท่าทางสะเทือนใจเพราะเรื่องเล็กน้อยดังที่ผ่านมา
ผู้เป็นพี่อมยิ้ม ชื่นชมน้องสาวในใจว่านางก้าวหน้าแล้ว
กู้อวี้กล่าวว่า “แม่เล็กวางใจเถอะ ข้าขอเทียบเชิญงานเลี้ยงชมโบตั๋นขององค์หญิงใหญ่ให้น้องสาวแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะพาน้องสาวไปเอง”
ซูอี๋เหนียงกับกู้ฉยงได้ยินแล้วก็ตาเป็นประกายทั้งคู่
ซูอี๋เหนียงดีใจจนเดินวนกลับไปกลับมา “ประเสริฐ! ตอนคุณหนูใหญ่ยังอยู่ที่บ้านก็ได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงจนมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วเมืองหลวง น่าเสียดายที่ตอนคัดเลือกสนมกลับถูกเลือกให้อยู่ในวังหลัง ไม่อย่างนั้นคงมีคนมาสู่ขอจนกระไดไม่แห้งแล้ว ฉยงเอ๋อร์ยังไม่เคยไป ถ้าฉยงเอ๋อร์ได้ไปร่วมงานเลี้ยงชมโบตั๋น ด้วยรูปโฉมของฉยงเอ๋อร์ยังต้องกลัวว่าจะไม่เข้าตาตระกูลใหญ่อีกงั้นหรือ?”
กู้อวี้ขมวดคิ้ว น้องสาวอยู่ข้างกายซูอี๋เหนียง ไม่ถูกเลี้ยงดูจนเสียคนนับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์โดยแท้
“เป็นสาวเป็นนาง อย่าเปิดเผยหน้าตาในที่สาธารณะจะดีกว่า” ฮูหยินใหญ่เอ่ยปากสาดน้ำเย็นใส่คนทั้งสาม
กู้อวี้ทราบว่าแม่ใหญ่กังวลว่า ‘พี่ชาย’ กับน้องสาวอย่างพวกนางหน้าตาเหมือนกันเกินไปอาจทำให้มีคนสังเกตเห็นพิรุธ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวต้องถูกกักตัวไว้ในเรือนไปชั่วชีวิตเพราะนาง จึงกล่าวว่า
“แม่ใหญ่ น้องสาวต้องออกเรือนไปไม่ช้าก็เร็ว เมื่อไปอยู่บ้านสามีแล้วก็ต้องออกมาปรากฏตัวในวงสังคมอยู่ดี”
กู้ฉยงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ฮูหยินใหญ่กับซูอี๋เหนียงย่อมแจ้งแก่ใจ
ฮูหยินใหญ่ตวัดสายตาขึ้นมองนาง ระหว่างสบตากันนั้นราวกับมีถ้อยคำนับหมื่นนับพัน
กู้อวี้ก้มหน้า และเอ่ยเนิบช้า “เรื่องนี้องค์หญิงใหญ่ยังเป็นคนรับปากด้วยตนเอง คงไม่อาจไม่ไว้หน้าองค์หญิงใหญ่กระมัง”
ฮูหยินใหญ่ทราบว่าอีกฝ่ายตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว จึงยกองค์หญิงใหญ่มากดดัน ในที่สุดก็ยอมลงให้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “ช่างเถอะ พวกเจ้าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว อยากไปก็ไปเถอะ ตอนไปถึงแล้วฉยงเอ๋อร์ก็สวมผ้าคลุมหน้า เป็นสาวเป็นแส้ อย่าปล่อยให้คนอื่นเห็นหน้าตาได้โดยง่าย”
กู้อวี้รู้ว่าแม่ใหญ่ยอมลงให้มากแล้วจึงรับปากไว้ก่อน เมื่อไปถึงงานเลี้ยงชมโบตั๋นก็ไม่อยู่ในการควบคุมของแม่ใหญ่อีกต่อไป
กู้ฉยงจับแขนเสื้อพี่ชายเอาไว้ นางยิ้มกว้างเอ่ยว่า “ดียิ่งนัก พี่ชาย”
กู้อวี้ถามอย่างเป็นธรรมชาติ “ไปถอนหมั้นด้วยกันกับพี่ไหม”
กู้ฉยงอยู่ในห้วงอารมณ์ฮึกเหิม และกำลังจะตอบตกลง
หนนี้ไม่รอให้ฮูหยินใหญ่ห้ามปราม ซูอี๋เหนียงก็โพล่งขึ้นมาอย่างใช้อารมณ์ว่า “ไม่ได้!”
กู้ฉยงตกตะลึง
ซูอี๋เหนียงให้เหตุผลว่า “ฉยงเอ๋อร์ เจ้าเป็นผู้หญิง จะทำเหมือนพี่ชายเจ้าได้อย่างไร อีกอย่าง ข้าสอนเจ้าว่าเวลายิ้มห้ามเห็นฟัน ทำไมถึงลืมไปได้”
เห็นสีหน้าสลดไปทันตาของน้องสาวแล้ว กู้อวี้ก็รู้สึกปวดหัว เห็นทีการเปลี่ยนแปลงนิสัยน้องสาวคงต้องใช้เวลา ฮูหยินใหญ่และซูอี๋เหนียงก็คืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรื่องนี้
กู้อวี้ลูบศีรษะน้องสาว “ไม่เป็นไร วันนี้พอเท่านี้ก่อน แต่เจ้าต้องจำคำที่ข้าพูดวันนี้เอาไว้ให้ดี กลับไปพักผ่อนเถอะ”
กู้ฉยงก้มหน้าก้มตา จากไปพร้อมกับซูอี๋เหนียง
กู้อวี้เรียกข้ารับใช้ในเรือนมาหามสินสอดตรงไปถอนหมั้นที่จวนตระกูลต่ง
…
ในเวลาเดียวกัน ณ จวนตวนชินอ๋อง
ตวนชินอ๋องถือแส้หันหน้าหาซงหยาง ตำหนินางว่า “เจ้าเป็นสาวเป็นนาง แต่กลับกระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้ ไม่สนใจชื่อเสียงของตนเองบ้างเลยรึ?”
ซงหยางเชิดหน้า “ชื่อเสียงกินได้ไหม? ข้าโมโหก็ระบายออกมาไม่ได้เลยหรือ?”
อีกฝ่ายเงื้อแส้ขึ้นสูง พูดข่มขู่นางว่า “เจ้าโชคดีที่เกิดมาเป็นลูกสาวของข้า ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นลูกสาวบ้านอื่น ป่านนี้คงถูกจับยัดคอกหมูถ่วงน้ำไปแล้ว”
นี่เป็นครั้งแรกที่ซงหยางเห็นบิดาโกรธขนาดนี้ ทว่าตั้งแต่เด็กนางก็ไม่เคยต้องก้มหัวมาก่อนจึงไม่ยอมแพ้ “ทำไมผู้ชายอย่างพวกท่านสามารถใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาได้ แต่ผู้หญิงอย่างพวกข้ากลับต้องรักษาพรหมจรรย์”
ตวนชินอ๋องเห็นซงหยางยังดื้อรั้นไม่ยอมฟังก็คิดจะสะบัดแส้ในมือ หมายจะสั่งสอนซงหยางให้หลาบจำสักครั้ง
[1] หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา (三从四德) ประกอบด้วย สามเชื่อฟัง หมายถึง ตอนอยู่บ้านเชื่อฟังบิดา ออกเรือนเชื่อฟังสามี เมื่อสามีตายให้เชื่อฟังบุตร และ สี่จรรยา ได้แก่ ประพฤติตนอยู่ในกรอบประเพณี พูดจาสุภาพสำรวม หน้าตากิริยางดงามและเชี่ยวชาญงานบ้านงานเรือน
[2] คัมภีร์ชุนชิว《春秋》เป็นหนึ่งในสี่ตำราห้าคัมภีร์ ซึ่งถือเป็นตำราเรียนพื้นฐานของจีนยุคศักดินา