เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 ฉันเกิดปีสิงโตต่างหาก!

            ซูอี้เฉิงคิดจะดึงมือลั่วเสี่ยวซีออกไปแต่ดูท่าเธอคงจะกลัวจริงๆเธอมองขาตัวเองที่บาดเจ็บด้วยดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยความกังวลพลางจับมือเขาแน่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

            สุดท้ายซูอี้เฉิงจึงปล่อยให้เธอจับมือเขาเอาไว้อย่างนั้น

            เขาดั้นด้นตามเธอไปถึงบนเขาต่อให้สะบัดมือเธอออกตอนนี้ก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่เขาทำลงไปได้

            “คุณหนูลั่วพวกเราจะนำเศษกระจกออกมาก่อนนะคะ อาจจะเจ็บนิดหนึ่ง ทนหน่อยนะคะ”

            ลั่วเสี่ยวซีมองรอยยิ้มของหมอหญิงตรงหน้าเธอกัดริมฝีปากตัวเองอยู่นานก่อนจะ “อืม” ตอบกลับไป

            ตอนเศษกระจกทิ่มเข้าไปในเท้าของเธอเป็นช่วงเวลาที่เธอไม่ทันตั้งตัวแต่ตอนนี้...เธอไม่อยากคิดเลยว่าตอนที่หมอเอาพวกมันออกมาทีละชิ้นๆ เธอจะรู้สึกเจ็บขนาดไหน

            เธอเผลอบีบมือซูอี้เฉิงแรงขึ้นอย่างลืมตัว

            “ทำไมบริษัทถึงอยากให้เธอเข้าวงการก่อนกำหนด”จู่ๆ ซูอี้เฉิงก็ถามเธอ

            ลั่วเสี่ยวซีมองหน้าเขาก่อนจะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

            “บอสลู่ของพวกเราเห็นพรสวรรค์ฉันน่ะสิอยากดังต้องรีบหน่อย ตอนนี้ฉันอายุตั้งยี่สิบสี่แล้วเทียบกันแล้วฉันเข้าวงการช้ากว่าพวกนางแบบวัยรุ่นอายุสิบเจ็ดสิบแปดอยู่มากเพราะฉะนั้นเลยต้องรีบน่ะ”

            “เธออยากดังขนาดนั้นเลย?”

            สีหน้าของซูอี้เฉิงเรียบเฉยมีเพียงริมฝีปากบางน่ามองของเขาที่คล้ายจะเยาะเย้ยลั่วเสี่ยวซีก็ไม่เชิง

            “หมายความว่าไงนี่นายคิดว่าฉันแค่อยากจะดัง คิดว่าถ้าดังแล้วสนุกดีงั้นเหรอ? นายยังคิดว่าฉันทำอะไรเล่นๆอยู่อีกใช่ไหม?” ลั่วเสี่ยวซีเกลียดที่สุดคือเวลาเขามีท่าทีแบบนี้เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างรั้นๆ

            “ซูอี้เฉิงฉันจะพิสูจน์ให้นายเห็นว่านายมองฉันผิดไป”

            การเป็นนางแบบคืออาชีพของเธอก็เหมือนกับที่ซูอี้เฉิงบริหารบริษัท ซูเจี่ยนอันเป็นแพทย์นิติเวชเธอตัดสินใจแล้วว่าจะจริงจังกับอาชีพนี้

            เพื่องานนี้เธออดทนฝึกฝนอย่างหนักทุกวันขณะที่เธอออกกำลังกายจนเหงื่อเต็มหลัง ก็ต้องฟังอาจารย์อธิบายความรู้ต่างๆ ไปด้วยเธอไม่เพียงแต่ต้องดูแลรูปร่างให้สวยงามแต่ยังต้องจำสิ่งที่อาจารย์พูดให้ได้ทั้งหมด

            สิ่งที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ซูอี้เฉิงกลับหาว่าเธอแค่เล่นสนุกเนี่ยนะ

            “ซูอี้เฉิงคนอย่างพวกนายนี่น่ารังเกียจชะมัด!”

            ยิ่งคิดลั่วเสี่ยวซีก็ยิ่งโมโหสมัยเรียนเธอก็มักจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ประจำคนอื่นพากันคิดว่าคนรูปร่างหน้าตาอย่างเธอ คงจะเหมือนพวกเฉินเสวียนเสวียนที่พักอยู่ในอพาร์ทเมนต์สุดหรูนอกโรงเรียนวันๆ เอาแต่ไปเดทกับชายหนุ่มรูปงาม แต่งตัวสวยเฉิดฉายไปร่วมงานปาร์ตี้ต่างๆ

            ที่เห็นเธอก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือก็แค่สร้างภาพที่เธอได้ที่หนึ่งคงเป็นเพราะใช้เส้นสายต่อให้เธอจริงจังกับเรื่องอะไรก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราว

            หลายคนเมื่อได้ยินว่าเธอเรียนจบปริญญาโทได้อย่างราบรื่นปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือ

            เธอเนี่ยนะเป็นไปได้ยังไง? ซื้อปริญญาจากมหาวิทยาลัยโนเนมมาหรือเปล่า?

            สวรรค์ประทานรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาให้เธอแล้วเธอต้องทำตัวเป็นแค่ดอกไม้ประดับที่มีแต่แค่ความสวยอย่างเดียวหรืออย่างไร?

            เธอปฏิเสธในเรื่องที่ไม่อยากทำแต่ไม่ใช่ว่าไม่ทะเยอทะยานตอนนี้เธอเจอสิ่งที่อยากจะพัฒนาตัวเองเพื่อทำมันให้สำเร็จแล้วแต่คนกลับคิดว่าเธอแค่อยากมีชื่อเสียง?

            WTF!

            “เสร็จแล้วค่ะคุณหนูลั่วดิฉันนำเศษกระจกที่ฝังอยู่ออกหมดแล้วล่ะค่ะ” หมอหญิงวางแหนบลงบนถาดเงิน“ต่อไปพวกเราจะช่วยล้างแผลให้นะคะ อันนี้คงจะไม่เจ็บเท่าไรแป๊บเดียวก็เสร็จแล้วล่ะค่ะ”

            ลั่วเสี่ยวซียังคงคิดนู้นคิดนี่อย่างหงุดหงิดเธอนิ่งไปอยู่นานก่อนจะพยักหน้าตอบ พลางเบือนสายตาหนีหน้าซูอี้เฉิง

            น่าโมโหชะมัด

            การทำแผลใช้เวลาไม่นานก็เสร็จนางพยาบาลผู้รอบคอบช่วยหารองเท้าแตะมาให้ลั่วเสี่ยวซีสวมชั่วคราวรอบนี้ลั่วเสี่ยวซีไม่ยอมนั่งบนรถเข็นอีกต่อไปและจะไม่ขอร้องให้ซูอี้เฉิงอุ้มอีกแล้ว เธอค่อยๆ เกาะกำแพงเดินออกไปด้านนอกด้วยตัวเอง

            ซูอี้เฉิงเดินตามหลังเธออย่างไม่เร่งรีบสายตาเขาจ้องมองไปยังแผ่นหลังบางของเธอ

            หลายปีมานี้ลั่วเสี่ยวซีชอบมาปรากฏตัวให้เขาเห็นโดยไม่บอกกล่าวและทุกครั้งเขามักจะเห็นแต่สีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเธอ

            ทว่าวันนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าเธอผอมมากแต่ถึงกระนั้นร่างบางตรงหน้าไม่รู้ไปเอาความดื้อรั้นมาจากไหนเป็นความดื้อรั้นที่แตกต่างจากเจี่ยนอัน

            เจี่ยนอันมักจะดื้อเงียบเวลามีคดีที่คลี่คลายไม่ออก น้องสาวของเขาจะไม่โวยวายจนโยนคีย์บอร์ดทิ้งไม่นั่งกุมหน้าถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้ให้เสียเวลา เธอมักจะคิดอย่างมีสติ ค่อยๆ ทำการทดลองคิดวิเคราะห์จนกว่าจะหาคำตอบได้สำเร็จเธอถึงจะยอมวางมือ

            แต่ความดื้อรั้นของลั่วเสี่ยวซีก็เหมือนความสวยของเธอที่โดดเด่นและชัดเจนไม่ปิดบังแค่มองจากแผ่นหลังเธอเขาก็สัมผัสได้ทันทีว่าเธอคงกำลังเดินกัดฟันพลางคิดต่อว่าเขาในใจ

            ซูอี้เฉิงเดินตรงเข้าไปอุ้มลั่วเสี่ยวซีขึ้นมา

            ลั่วเสี่ยวซีดิ้นทันทีเมื่อเขาอุ้มเธอ

            “ปล่อยฉันลงนะ!”

            ซูอี้เฉิงก้าวเท้าอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่มองเธอด้วยซ้ำ

            “ถ้าปล่อยให้เธอค่อยๆ คลานไปแบบนี้กว่าจะออกไปได้ฟ้าคงสว่างพอดี”

            ลั่วเสี่ยวซีฝังเขี้ยวลงบนแขนของซูอี้เฉิงไปหนึ่งทีเขาขมวดคิ้วยุ่ง

            “ลั่วเสี่ยวซีเธอเกิดปีหมาหรือไง?”

            “บ้าเหรอ!”ลั่วเสี่ยวซีตอบอย่างมีน้ำโห “ฉันเกิดปีสิงโตต่างหาก!”

            ซูอี้เฉิงจับเธอเข้าไปนั่งในรถ“เธอจะกลับไปที่ไหน”

            “อพาร์ทเมนต์ของฉัน”ลั่วเสี่ยวซีหยิบมือถือโทรไปที่บ้านก่อนจะบอกกับพวกเขาว่าเธอซ้อมจนเลิกดึกไปหน่อยเลยจะไปพักที่อพาร์ทเมนต์ในเมืองคืนพรุ่งนี้ค่อยกลับไปที่บ้าน

            ซูอี้เฉิงรู้ที่อยู่ของอพาร์ทเมนต์ลั่วเสี่ยวซีดีเพราะเธอเคยตื๊อให้เขามาส่งอยู่หลายครั้ง มันอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเมนต์ของเขามากนัก

            เขาสตาร์ทรถก่อนจะขับออกไปไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงจุดหมาย

            “ขอบคุณ”ลั่วเสี่ยวซีกำลังผลักประตูรถ แต่ก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

            “ขอบคุณที่นายช่วยฉันแถมยังมาส่งฉันที่บ้านอีก ครั้งนี้ฉันติดหนี้นาย”

            ซูอี้เฉิงหันไปมองหน้าเธอ“เธอคิดจะตอบแทนฉันยังไง”

            “ฉันจะไม่ตามตื๊อนายเป็นเวลาหนึ่งเดือน”ลั่วเสี่ยวซีตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถามยิ้มๆ

            “เป็นไงตานายขอบคุณฉันบ้างหรือยัง”

            ทว่าแววตาของซูอี้เฉิงกลับเย็นเยียบลงเสียอย่างนั้นเธอมองไม่ออกว่าเขาโมโหหรือว่าดีใจ ได้ยินแต่เพียงคำพูดที่ว่า

            “งั้นตอนนี้เธอก็ควรรีบลงไปได้แล้ว”

            “ชิ”ลั่วเสี่ยวซีผลักประตูตั้งท่าจะลงจากรถ แต่ก็ฉุกคิดเรื่องบางเรื่องขึ้นมาได้

            “นายอยู่กับฉันดึกขนาดนี้แฟนนายไม่เข้าใจผิดเอาหรือไง”

            ซูอี้เฉิงขมวดคิ้วก่อนถาม“แฟนอะไร?”

            “จางเหมยไงยังจะแกล้งทำเป็นไม่รู้อีก” ลั่วเสี่ยวซีแค่นยิ้ม “เมื่อคืนฉันไปที่โรงแรมมาจางเหมยเป็นคนมาเปิดประตู เธอสวมชุดคลุมอาบน้ำแถมที่คอยังมีรอยจูบอีก พวกนายนี่จัดหนักกันจริงนะ”

            ซูอี้เฉิงจ้องหน้าเธออยู่สักพักก่อนจะหัวเราะเสียงเย็น

            “ถ้าเธอรู้ก็คงเข้าใจผิดแล้วเธอจะทำยังไง”

            “ไม่ทำไง!”ลั่วเสี่ยวซีตอกกลับเสียงเย็น “เธอจะเข้าใจผิดแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันอยากให้พวกนายทะเลาะกันจะตาย!”

            เธอลงจากรถก่อนจะเดินกะเผลกๆติ๊ดบัตรเข้าอพาร์ทเมนต์ไปโดยไม่หันกลับมามองสักนิด

            ห้องของเธออยู่ที่ชั้นสิบหก เมื่อเห็นไฟสว่างขึ้นมาซูอี้เฉิงถึงสตาร์ทรถและขับรถกลับอพาร์ทเมนต์ของเขา

            เมื่อกลับมาถึงห้องมือถือของเขาก็ดังขึ้นเป็นจางเหมยที่โทรเข้ามา

            เมื่อคืนเขาบอกกับจางเหมยอย่างชัดเจนแล้วนี่ดึกดื่นป่านนี้เธอจะยังโทรหาเขาทำไมอีก?

            หลังรับโทรศัพท์เสียงร้องไห้ของจางเหมยก็ดังขึ้น เขาถอนหายใจก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา

            “จางเหมย”

            “ฉัน...”จางเหมยสะอึกสะอื้นไม่หยุด “อี้เฉิง ฉันผิดไปแล้วฉันรับรองว่าจะไม่คิดอะไรเกินเลยกับคุณอีก คุณอย่าสั่งย้ายฉันเลยนะคะ ได้ไหม?”

            เมื่อคืนเธอนึกว่าตนจะได้ครอบครองซูอี้เฉิงแล้วแต่จู่ๆ เขาก็ผลักเธอออกก่อนเอ่ยคำขอโทษ แล้วบอกกับเธอว่าเขาทำแบบนี้ไม่ได้

            คนที่เกือบจะคว้ามาได้กลับหนีห่างออกไปในชั่วพริบตาจางเหมยเฝ้าคอยเวลานี้มานานแสนนาน แต่จู่ๆ ลูกโป่งแห่งความสุขก็แตกสลายลงตรงหน้าทำให้เธอถึงกับเสียศูนย์

            เธอเข้าหาเขาพยายามทำทุกอย่างให้เขาต้องการเธอ แต่ซูอี้เฉิงกลับนิ่งเฉยราวกับกำลังเจรจาธุรกิจเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น

            เธอรู้สึกเหมือนคนที่กำลังพ่ายแพ้เธอทรุดลงข้างเตียงก่อนจะร้องไห้โฮพร่ำถามซูอี้เฉิงว่าทำไม

             แต่เขาแค่ขอโทษ ไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆเขาบอกกับเธอว่าเพื่อไม่ให้กระทบกับงาน และไม่ให้เธอรู้สึกอึดอัดเขาจะย้ายเธอไปเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด จากนั้นเขาก็จากไป

            ตอนที่ลั่วเสี่ยวซีมาที่โรงแรมแท้ที่จริงแล้วในห้องนั้นเหลือเพียงเธอคนเดียว

            วันนี้เธอถึงนึกขึ้นได้ว่าหากซูอี้เฉิงสั่งย้ายเธอไปจริงๆ คนทั้งบริษัทคงรู้กันหมดว่าเธอล้มเหลว

            สิ่งที่เธอต้องเผชิญไม่ใช่แรงกดดันเรื่องงานแต่เป็นคำนินทาของเพื่อนร่วมบริษัททุกคน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือโอกาสที่เธอจะได้เจอกับซูอี้เฉิงนั้นแทบจะไม่มีอีกต่อไป

            ดังนั้นเธอจึงร้องไห้และโทรศัพท์มาขอร้องเขาว่าอย่าสั่งย้ายเธอไปไหน

            ขอแค่ได้อยู่ข้างกายเขาเธอก็ยังพอมีโอกาส

            “ต้องขอโทษด้วยจางเหมยผมคงต้องสั่งย้ายคุณไปฝ่ายการตลาด” ซูอี้เฉิงปฏิเสธ“คงต้องทำแบบนี้คุณถึงจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานแต่ถ้าคุณรับไม่ได้ก็ลาออกซะ บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ตามที่ระบุในสัญญา และถ้าหากคุณต้องการผมจะเขียนจดหมายแนะนำให้คุณสามารถนำไปยื่นสมัครงานที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่เครือเฉิงอัน”

            “ฉันไม่ต้องการไปไหน...”จางเหมยเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน ซูอี้เฉิงตัดสินใจย้ายเธอแน่แล้วเธอคงเปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้ ถ้าเธอไม่ลาออกไป เธอก็ต้อง...

            “โอเคค่ะฉันจะย้ายไปฝ่ายการตลาด” เธอตอบตกลง

            “ดีงั้นวันจันทร์คุณเริ่มโอนงานให้เอด้าได้เลย เธอจะมาทำหน้าที่แทนคุณแล้วก็แจ้งฝ่ายบุคคลให้หาคนมาทำหน้าที่แทนเอด้าด้วย”

            “ค่ะ”จางเหมยสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับคนเพิ่งได้สติ

            “ขอโทษนะคะเมื่อกี้ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลยโทรมารบกวนคุณดึกดื่นแบบนี้”

            “ไม่เป็นไร”ซูอี้เฉิงตอบ “มีธุระอื่นอีกไหมครับ”

            “ไม่มีแล้วค่ะลาก่อนค่ะ ผอ.ซู”

            เธอวางมือถือลงก่อนจะยกมือเช็ดน้ำตา

            ที่เธอยอมย้ายไปฝ่ายการตลาดก็แค่ถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อให้ตัวเองได้ทำงานอยู่ที่เครือเฉิงอันต่อไป

            ขอแค่ได้อยู่ที่นี่สักวันเธอต้องมีโอกาสกลับไปอยู่ข้างกายเขาอีกแน่คงมีสักวันที่เธอจะได้กลายเป็นแฟนสาวของเขา

            อีกด้านหลังจากซูอี้เฉิงวางสายเขาก็ปิดมือถือทว่าเจ้าตัวกลับยังนั่งอยู่บนโซฟาไม่ลุกไปไหน

            จางเหมยตรงสเปคเขาทุกอย่างตอนนี้เขาเองก็ไม่มีใคร ไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธเธอด้วยซ้ำ

            แต่เมื่อคืนเขาผลักเธอออกในวินาทีสุดท้ายราวกับมีเขาอีกคนอยู่ในร่าง คนที่เขาไม่รู้จัก

            ที่จริงเขารู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงผลักจางเหมยออกไปนั่นก็เพราะตอนนั้นอีกคนในร่างของเขาดันคิดไปถึงภาพของลั่วเสี่ยวซีลั่วเสี่ยวซีในยามยิ้ม ลั่วเสี่ยวซีตอนโมโห ลั่วเสี่ยวซีที่กำลังยั่วยวนเขาในสมองของเขามีแต่ลั่วเสี่ยวซีๆๆ เต็มไปหมด

            เขาก็แค่ไม่อยากยอมรับลั่วเสี่ยวซีเขาไม่ได้ชอบเธอสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาก็ควรใจเต้นแรงกับเธอไปตั้งแต่สมัยเธอยังเป็นเด็กสาวแล้วไม่ใช่หรือไง

            อีกอย่างปกติเวลาเขาชอบอะไร เขามักจะคว้ามันมาอยู่ในครอบครองอย่างไม่ลังเลถ้าเขาชอบลั่วเสี่ยวซีจริงๆ แล้วทำไมเขาถึงปฏิเสธเธอมาโดยตลอดล่ะ

            หรือว่าแผนการของลั่วเสี่ยวซีจะประสบความสำเร็จแล้วเธอค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตของเขาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เขาขาดไม่ได้อีกต่อไป

            ส่วนเขาก็เพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392