กลางคืนฝนตกพรำ ๆรุ่นน้องรุ่นพี่เข้าประจำที่อยู่กับกิจกรรมของตัวเองไม่ต่างจากวันอื่นเพียงแสงโคมไฟบนโต๊ะทำงานกับโต๊ะเล็กหัวโซฟาละลายความมืดเป็แสงนวลจางเวลาล่วงเลยคนก้มหน้าทำงานได้ยินเสียงลอยเคล้าแสงอ่อนที่อาบห้องมา
“เมื่อความเจ็บร้าวทำลาย
หัวใจมลายหัวใจสลาย
และอยู่ต่อไปทั้งใจทลาย
จำเป็ว่าต้องหมาย
ผ่านมืดมัวผ่านมืดมิด
โดยไม่เหหวนกลับ”
เสียงรุ่นพี่อ่านคำตามด้วยคำถาม“เป็ไง เพราะไหม”
รุ่นน้องเอี้ยวตัวไปทางร่างที่นอนเอนขวางโซฟา
“ของใครเหรอ”
“สแตนลีย์คูนิตช์ กวีอเมริกัน”
“โอ้วันนี้อ่านบทกวี”
“ทำไม! แกจะค่อนขอดอะไรฉันอีก”
หนูจ้าส่ายศีรษะช้าๆ “ไม่ มันดี...ดีมากเลย”
อยู่กันเงียบ ๆต่อไม่นาน แม่แก้วเปิดประตูห้องนอนมายืนค้อนลูกสาวอย่างเคืองไม่หายแล้วทำจี๋จ๋ากับอีกคน
“คืนนี้นุ่นนอนกับแม่อีกนะจ๊ะ”
“นุ่นง่วงจะตามเข้าไปนะแม่”
แม่ตวัดสายตาไปทางเป้าหมายที่แท้จริงเ้าตัวยังไม่สนใจก็แขวะ
“นอนเป็เพื่อนกันน่ะดีส่วนใครทำนักเลงตะเพิดไล่คนอื่นเหมือนผีบ้าอยากอยู่คนเดียวไม่สังคมมนุษย์อื่น...เชิญ !”
ยิงหมัดไปแบบนี้ลูกสาวยังเฉยเลยยิ่งขัดใจสะบัดหน้าพรืดจะเข้าห้องแต่หลุดปากเรียก
“เ้าจ้า!”
“...”
ไม่มีคำขานรับคนกลางเงยหน้าจากหนังสือ บัดนี้รังสีการปะทะกันระหว่างแม่ลูกแผ่ซ่านทั่วห้องแล้ว
“เ้าจ้า!”
“ว่ามาแม่”สายตาคนพูดไม่ละจากงาน
“วันนี้ซ้อมรับปริญญาเป็ยังไง”
“ก็นั่งทั้งวัน”
แม่มองอย่างหมั่นไส้“พี่อ้วนจะกลับมาเมื่อ...”
“ไม่รู้!”
ปัง ! แม่กระแทกประตูปิดสวนนังหนูแด่นที่หมอบเฝ้าผงกหัวขึ้นหอนประท้วงเข้าข้างนายมันตามเคยคนกลางมองประตูห้องแม่ทีมองลูกที
“นี่เ้าจ้า”
“หือ...”
“ไอ้จ้า”
“อะไร...”
“คุณหนูจุฑาสิรี!”
“อารายยยอีก”
“ถามจริงๆ คุณหนูเ้าขา คุณหนูจะตะบี้ตะบันทำชังน้ำหน้าคุณพี่ทำไมเป็นักเป็หนาเ้าคะ”
“คุณพี่ไหน”เ้าตัวแกล้งถาม
“คุณพี่อ้วนเ้าค่ะ”
“เหรอจ้าทำอย่างนั้นเหรอ”
“เ้าค่ะ! คุณหนูจุฑาสิรีคุ้มดีคุ้มร้าย อย่ามาทำไขสือ คนนอกอย่างอิฉันยังดูออกตอนชายอ้วนพึ่งกลับจากอีหรอบ แลเขาปีตินักที่ได้มาเยือนเรือนนี้แต่คุณหนูทำไม่อินังขังขอบเหมือนคุณพี่เธอเป็คนอื่น อิฉันล่ะหมั่นไส้จริงเชียว”
“พี่นุ่นไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า”
“ก็แย้มมาสิเ้าคะ...ตื้นลึกหนาบางบ่าวจะได้ร่ายถูกใจแม่คุณทูนหัว แต่อย่าบอกนะไอ้ที่แม่เล่า แม่เพ้อเองอย่างแกว่า”
“ที่แม่พูดก็มีส่วนจริงอยู่แต่...” เธอระบายลมหายใจเบา ๆ “พี่จะซักไซ้ทำไมนักเล่า”
คนช่างสงสัยหรี่ตาจ้องแผ่นหลังอีกฝ่าย“ฉันว่ามัน...แปลก ๆ”
ทว่าเงียบ...
“เอ้าอย่างเวลาแม่เล่าเื่คุณอ้วนกับแกสมัยเด็ก ๆฟังดูผูกพันรักใคร่เหมือนคนครอบครัวเดียวกัน แม่ก็สนิทเสน่หาคุณอ้วนซะอย่างกับเป็ลูกชายแต่เห็นอยู่ทนโท่ว่าแกทำไม่ยี่หระ พูดถึงเขาหมางเมินยิ่งกว่าคนเคยรู้จักมันขัดแย้งกันเกินไป”
ยังเงียบ...
“โดยเฉพาะวันแรกที่เขามากินข้าวบ้านนี้แกไม่พูดกับคุณอ้วนโดยตรงเลย ชื่อเขายังไม่เรียกสักคำ เกินเหตุไปหรือเปล่าคุณหนูจ้าถึงบางทีจะป่วน ๆ กวน ๆ บ้าง แต่ใจดำหรือเ็าน่ะไม่ใช่แกแน่ ๆ อยู่ดี ๆแกจะเป็แบบนั้นกับคุณอ้วนคนเดียวได้ยังไง ลูกทำอย่างแม่ทำอีกอย่าง พิลึกว่ะ ตกลงเขาเป็อะไรกับบ้านนี้กันแน่...ฮะ”
“เขาก็เคยเป็อย่างแม่ว่านั่นแหละ”คราวนี้เสียงตอบมาเอื่อย ๆ
“เคยเป็...แปลว่าไง”
คนที่โต๊ะหันยังคู่สนทนาขยับปากแต่แล้วเม้มแน่นคล้ายเปลี่ยนใจไม่พูด อีกฝ่ายรีบฉวยจังหวะนี้
“แกรู้ไหมพ่อคุณอ้วนถึงขนาดเตรียมแหวน...”
“อย่าสนใจที่แม่พูดเลยคุณอ้วนมาเยี่ยมเยียนฉาบฉวยเดี๋ยวก็ไป”
“ได้ข้ามข้อนั้นไปก่อน แต่แกรู้ไหมอะไรที่ฉันสนใจไม่แพ้ที่แม่เล่า...” ทิ้งจังหวะรอทว่าเ้าของเื่เงียบ “รู้ตัวไหม...เ้าจ้า แววตาที่แกมองคุณอ้วนแปลกประหลาดมากมันลึกซึ้ง แต่...”
“ลึกซึ้งเนี่ยนะ!”
“ใช่ลึกซึ้ง แต่ก็เหินห่างด้วย”
เ้าตัวอึ้งไปนิดเดียวก่อนจะหันหลังให้โดนตัดบทรอบนี้หล่อนยอมถอย ไม่รู้จะเค้นจะงัดปากยังไงแล้วจึงก้มหน้าอ่านหนังสือต่อเช่นกันฟากคนที่โต๊ะดูเผิน ๆ คล้ายใจจดจ่ออยู่กับงาน หากนิ้วบนแป้นพิมพ์กลับหยุดนิ่งบทกวีก้องในใจ
จำเป็ว่าต้องหมาย
ผ่านมืดมัวผ่านมืดมิด
โดยไม่เหหวนกลับ
เมื่อคนคนนั้นไม่กลับมา...เธอผ่านความมืดมนมาได้และตั้งใจจะไม่มองย้อนคืนในเมื่อเขากลับมาวันนี้...เธอต้องผ่านหนทางคลุมเครือไปข้างหน้าได้ไม่ต่างกันไม่ว่าเขาจะมาจะไปด้วยเหตุผลใด
“ไปอังกฤษแล้วคุณอ้วนไม่เคยติดต่อมาเลย”
เธอพูดเสียงเรื่อยๆ นิ้วขยับทำงานต่อเนื่องไม่สะดุด เยื้องหลังไปนักอ่านค่อย ๆ เงยหน้าจากหนังสืองวยงงถามเหมือนเพิ่งตื่นจากยาสลบ
“หมายความว่ายังไง...ไม่ติดต่อมาเลย”
“ไม่ติดต่อมาก็คือไม่ติดต่อมา”
อาการประหนึ่งพูดเื่ธรรมดาทั่วไปของเ้าตัวยิ่งพางันไปอีกต้องทบทวนถ้อยคำในสมองสองสามตลบจึงสามารถรับรู้ความหมายตามที่ได้ยิน
พี่นุ่นปิดหนังสือพึ่บ“เฮ้ย ! ได้ไง ไม่ติดต่อ ไม่ติดต่อมาเลยเหรอ !”
“อื้อ”
“แบบว่าไม่มีจดหมายไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอีเมล !”
“อื้อ”
“ไม่เคยเจอกันอีกเลย!!” เสียงแปลกใจแทบะโ
“ชู่...ชู่...ชู่”หนูจ้าชูนิ้วปิดปาก
รุ่นพี่หรี่เสียง“หมายถึงไม่มีการติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้น ?”
รุ่นน้องขำนิด ๆ“พี่นุ่นจบอักษรฯ นะ ต้องให้จ้าแปลไทยเป็ไทยด้วยเหรอ”
“แต่...นั่นมันตั้งหลายปีเท่ากับทิ้งกันไปเลย !”
“เชื่อเถอะจ้าไม่ได้มีอาชีพแต่งเื่ขายแบบพี่นุ่นสักหน่อย จะได้ปั้นเื่”
“เฮ่ย! มันเื่อะไรกัน” นักเขียนบทตะลึงจับต้นชนปลายไม่ถูก “ทำไมคุณอ้วนถึงทำอย่างนั้น”
“จะไปรู้หัวมันเรอะ”
“ไม่รู้ไม่ได้เื่ของแกเอง คิดมาเดี๋ยวนี้ !”
หล่อนจ้องรอคำตอบเ้าจ้าเกาหูยิก ๆ ดูคล้ายเ้าตูบที่หมอบอยู่ข้างเท้า สมแล้วที่มันคลุกคลีอยู่กับหมามาก
“เขาโกรธที่จ้าแกล้งเขาเกือบตายมั้ง”คำตอบหลุดมาจนได้
“แกล้งเกือบตาย!!!”
“อื้อ”
เหตุการณ์ที่ริมน้ำถูกถ่ายทอดจากปากเวลานั้นเธออายุสิบสามปี แสร้งทำเป็ตะคริวจมน้ำร้องให้ช่วยเขากระโจนจากฝั่งว่ายน้ำมายังไม่ถึงตัวก็จมลง...
“แกบอกคุณอ้วนโกรธที่โดนแกล้งจมน้ำ”นักเขียนบทมายืนเกาะพนักเก้าอี้ข้างคนเล่า แววตาใคร่รู้เป็ประกาย “แต่เท่าที่ฟังพอลากเข้าฝั่งปฐมพยาบาลจนฟื้น เขายังพูดจาอำลาแกดี”
“เพ้อมั้งตาคนนี้ไม่สบายแล้วชอบเพ้อั้แ่เด็ก”
“ที่ว่าทำเขาปางตายเนี่ยแกได้ไปขอโทษหรือเปล่า”
...
ฟ้าฝนวันนั้นแทบไม่ต่างจากวันนี้ฝนลงตอนบ่ายคล้อยและตก ๆ หยุด ๆ เรื่อยมาถึงกลางคืนเด็กหญิงย่องออกจากบ้านไปที่โรงจอดรถ พี่ชายเคยสอนให้ขับรถยนต์ ช่วยประคองพวงมาลัยและกำกับให้น้องที่ขับโย้เย้มองทางข้างหน้าเด็กหญิงโยเยว่าจะรีบหัดทำไมอยากไปเล่นน้ำมากกว่า ยังไงก็ยังขับไปไหนไม่ได้อยู่ดีพี่ชายจึงสอน
‘เราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดเหตุจำเป็ขึ้นเมื่อไหร่’
เด็กหญิงตบท้ายรถอย่างหงุดหงิดตัวเองถึงคราวจำเป็ขึ้นมาต้องคว้าจักรยานขี่ฝ่าฝนไประหว่างทางสายฝนซึมเซากลับตกซู่ไม่ลืมหูลืมตา สาดใส่ทั้งตัวแทบถีบต้านลมต้านฝนไม่ไหว
แต่เธอฝ่าฝนฟ้าไปถึงที่หมายปีนรั้วเตี้ยเข้าหลบใต้ต้นไม้ข้างสนามหน้าบ้าน แหงนคอมองหน้าต่างห้องนอนชั้นบนฝนซาลงแล้ว เม็ดฝนตกลอดใบไม้กระทบใบหน้าเปาะแปะ
“พี่อ้วน...พี่อ้วน...พี่อ้วน”
ร้องเรียกชั่วครู่แล้วคล้ายมีเงาคนโผล่ตรงหน้าต่างเธอดีใจปาดตาเช็ดฝนและเพ่งดูอีกที แต่เงาวูบหายไป
หรือพี่อ้วนกำลังจะลงมาหา...
ผิดถนัดคนที่ออกมาเจอคือคุณน้าหญิง เด็กหญิงไม่กล้าสู้หน้าตอนถามอาการพี่อ้วนและได้รับคำตอบว่าไข้ขึ้นสูง
“จ้าอยากหาพี่อ้วน”เด็กหญิงเสียงอ่อย
คุณน้าตอบเสียงมึนตึงว่าเขาหลับแล้วเธอทำใจกล้าเงยมองอย่างขอร้องในที เมื่อกี้ยังเห็นเงาเขาอยู่เลยแต่สายตาอีกฝ่ายไม่โอนอ่อนตาม คนรู้ตัวว่ามีความผิดจึงต้องยอม
ขณะขึ้นรถที่รื่นจะขับไปส่งเ้าของบ้านโพล่งบอกอย่างเ็า
“น้าจะย้ายไปอยู่กรุงเทพฯพี่อ้วนก็กำลังจะไปเรียนเมืองนอก”
ข่าวนั้นกะทันหันจนตั้งตัวไม่ทันเด็กหญิงยืนแข็งทื่อ รื่นกางร่มเปิดประตูรถรออยู่ต้องเตือน “ดึกแล้วกลับเถอะค่ะคุณอ้วนต้องพักผ่อนมาก ๆ คุณหนูจ้าไม่อยากให้คุณอ้วนหายเหรอคะ”
ก่อนขึ้นรถเด็กหญิงทำอย่างที่ตั้งใจะโร้องไปทางหน้าต่างห้อง
“พี่อ้วน...จ้าขอโทษ”
เสียงติดเครื่องยนต์กระหึ่มกลางความเงียบยามค่ำคืนรถเคลื่อนตัวไปช้า ๆ เม็ดฝนพร่าพร้อยจับแผ่นกระจก เด็กหญิงเหลียวมองจากเบาะหลัง ร่างคนเป็เงามืดแวบขึ้นตรงหน้าต่างอีกครั้งดวงตาเปล่งประกาย กระทั่งเม็ดฝนจับบานกระจกหนาบดบังภาพมัวมิด แววตาพลันสลดวูบ
“คุณอ้วนรู้ไหมว่าคืนนั้นแกไปหา!” เสียงพี่นุ่นแทรกอย่างตื่นเต้น
เธอกัดริมฝีปาก“จ้าว่ารู้ จ้าว่าจ้าเห็น...เงาเขาผลุบ ๆ โผล่ ๆ ตรงหน้าต่าง”
คนฟังขมวดคิ้วคิดตาม“เขาอาจลุกทำอะไรอยู่ในห้องก็ได้ หรือแกอาจเห็นเงาอย่างอื่นวอบแวบเป็เงาคนแกโดนฝนชะแสบตามากไม่ใช่เหรอ แถมมืดสลัวด้วย”
คนเล่าส่ายศีรษะเนือยเนิบ“แต่เป็ไปได้ด้วยว่าเขาหลบจ้า ตอนอยู่บนรถเห็นเงาราง ๆ โผล่อีกทีเขาอาจแอบดูให้แน่ใจด้วยซ้ำว่าจ้าไปแล้ว”
“ก็ยังก้ำกึ่งอยู่นะแกไม่ถามให้ได้ยินจากปากคุณอ้วนเองล่ะ ตกลงคืนนั้นเขารู้หรือเปล่าว่าแกไปหา”
“จะใช่หรือไม่ใช่เงาเขาจะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่ต่างกัน เขาไม่เคยติดต่อมาก็เป็คำตอบชัดเจนอยู่ในตัว”
“แล้ว...”
ประตูเปิดผลัวะรุ่นพี่รุ่นน้องสะดุ้งหันขวับพร้อมกัน แม่แก้วยืนเท้าสะเอวจับลูกบิด“สองคนนี่ดึกดื่นยังคุยไม่เลิก เมื่อกี้ได้ยินแว่ว ๆ เงาอะไร ใครไม่ติดต่อใคร”
หนูจ้าแทบหยุดหายใจตาชำเลืองสั่งพี่นุ่น อย่าเด็ดขาด !
“ไม่หลับไม่นอนหรือไงเ้าจ้าพรุ่งนี้ต้องซ้อมรับปริญญาอีกวัน”
ลูกสาวลุกลนปิดคอมพิวเตอร์และแอบระบายลมหายใจโล่งอกแต่กลัวคนช่างซักไปนอนกับแม่จะซอกแซกถามจนความแตก เลยลากเข้าห้องด้วยกันเ้าตัวตามอย่างว่าง่ายพลางเหลียวบอก
“คืนนี้นุ่นนอนกับหนูจ้านะแม่”
แม่แก้วบ่นงึม“คู่นี้ลอกแลกเป็อะไรของมัน”
ภายในห้องนอนดับไฟมืดสองสาวนอนเคียงห่มผ้าคลุมถึงอก ตาลืมมองเพดานทั้งคู่
“นี่แม่ไม่รู้สักนิดใช่ไหม”รุ่นพี่เอ่ยก่อน
รุ่นน้องเงียบเพราะคำตอบแจ่มแจ้งอยู่แล้ว
“แปดปีมานี่แกไม่เคยบอกเื่นี้กับใคร? แกพูดออกมาครั้งแรก !”
“นึกอีกทีมันก็ไม่ใช่มิติลี้ลับอะไร”
“ถึงว่าแกมึนตึงใส่คุณอ้วนได้ร้ายกาจนัก” หล่อนตะแคงตัวหาเ้าของเื่“คืนนั้นแกทำไงต่อ”
“จ้าก็กลับบ้านแม่เล่าทีหลังว่าเปิดประตูมาเจอจ้ายืนเปียกซ่กตัวสั่น แล้วทรุดฮวบไปเลย”
“แล้ว...”
“พี่นุ่นอย่าเพิ่งซักเลยนอนเถอะ”
“แล้วฉันจะหลับตาลงไปได้ยังไง”
หนูจ้าหลับตาโลกยิ่งมืดตามเปลือกตาที่ปิดลง “พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”