แสงยามเช้าสาดผ่านผ้าม่านบางของเรือนรับรองในจวนอวิ๋นซาน ส่องโดนใบหน้าของไป๋เฉินที่นอนงัวเงียอยู่บนเตียง เขาพลิกตัวลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง หลังจากทั้งคืนแทบไม่ได้นอนเพราะต้องวิ่งไล่จับเงาดำผู้บุกรุก แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้หลบหนีไปได้อีกหน
“คงต้องรีบหาทางสืบเื่ยันต์ัสลักนี่โดยเร็ว…”
เขาพึมพำกับตัวเองเมื่อนึกถึงกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่เก็บได้เมื่อคืน ซึ่งมีข้อความปริศนาเกี่ยวกับยันต์ัสลัก
หลังไป๋เฉินแต่งตัวเรียบร้อยและเดินออกจากเรือนรับรอง ก็พบอวิ๋นลั่วกำลังสนทนาบางอย่างกับสาวใช้ในลานเล็กข้างเรือน สีหน้าเธอดูผ่อนคลายลงกว่าคืนก่อนนิดหน่อย
“ข้ากำลังจะไปหาพ่อ เพื่อสอบถามเื่ยันต์ัสลัก” อวิ๋นลั่วกล่าวทันทีที่เห็นเขา “ยังไงเ้าไปด้วยกันเลยก็ได้ เผื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมที่เ้าควรรู้”
“ได้สิ” ไป๋เฉินตอบรับอย่างฉับพลัน แต่จังหวะนั้นเอง มีเสียงเห่าดังกังวานจากทางประตูด้านข้างของจวน
“โฮ่ง! โฮ่งๆ!”
สายตาทุกคนหันขวับไป เห็นสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง ะโโลดเต้นวุ่นวายเหมือนหาทางเข้ามาภายในจวน บ่าวไพร่สองสามคนกำลังไล่ต้อนมันให้ออกไป แต่ดูเหมือนหมาตัวนี้ว่องไวและฉลาดผิดกับหมาจรจัดทั่วๆ ไป มันวิ่งหลบหลีกเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ
“โฮ่ง! โฮ่ง!”
สุนัขสีดำสลับน้ำตาลตัวนี้ มีหูตั้งและดวงตาสดใสราวกับรู้เื่คน มันหลอกล่อบ่าวไพร่ที่มารุมจับได้อย่างแสนสนุก—ะโหลบไปซ้ายที ขวาที จนทุกคนวุ่นวายล้มกันระเนระนาด
“เฮ้ย! จับมันที!”
“มันหลบเก่งเกินไปแล้ว!”
เสียงโวยวายดังมาจากบ่าวที่วิ่งไล่กวด จนนางใช้บางคนหัวเราะขำกับภาพความโกลาหล
อวิ๋นลั่วเลิกคิ้วนิดๆ “หมาตัวนี้มากจากไหนกัน กล้าบุกเข้าจวนแบบไม่เกรงกลัวเลยรึ?”
ไป๋เฉินจ้องมองสุนัขด้วยความสนใจ “ข้ารู้สึกว่ามันฉลาดมากนะ เหมือนจะตั้งใจเข้ามาหาอะไรรึเปล่า?”
เขาตัดสินใจลองยืนสงบๆ ห่างออกมาหน่อย แล้วกวักมือเรียก “มานี่สิ เ้าหมา… เอ่อ ถ้าเ้าหิวก็มาหาข้าได้นะ ข้าจะให้ข้าวกิน”
เหมือนมันจะเข้าใจ เพราะหมาดำน้ำตาลตัวนั้นชะงักกึก ก่อนจะกระดิกหางใส่เขาหนึ่งที แล้ววิ่งตรงมาหาอย่างไม่ลังเล บ่าวที่เหลือพยายามไล่ล้อมก็พลอยหยุดวิ่งตามไปด้วยความงุนงง
“โฮ่ง!” มันมาหยุดตรงหน้าไป๋เฉิน แล้วนั่งลงหอบด้วยลิ้นยาว ดูเหมือนรออาหารหรือคำชม
“เห็นไหม มันไม่ดุเลย” เขาหันไปยิ้มให้อวิ๋นลั่ว “สงสัยจะหิวจริงๆ นั่นแหละ”
เธอจ้องหมาตัวนั้นแปลกๆ แต่ก็พยักหน้าให้สาวใช้คนหนึ่ง “ไปเอาอาหารเหลือจากครัวมาให้มันหน่อยเถอะ…”
หลังจากได้กินข้าวที่บ่าวไพร่ยกมา สุนัขจรจัดตัวนี้ก็ตามติดไป๋เฉินไม่ห่าง ราวกับประทับใจในความเป็มิตรของเขา แถมยังมีท่าทางฉลาด ว่องไว ดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่มนุษย์พูดในระดับหนึ่ง
“เ้านี่…เหมือนสนใจอยากเป็หมาบ้านแล้วล่ะมั้ง?” ไป๋เฉินลูบหัวมันเบาๆ “ถ้าข้าเก็บมาเลี้ยง แม่สาวใช้กับพ่อบ้านจะยอมไหมเนี่ย?”
“โธ่ จะให้ข้าปฏิเสธยังไงได้ เ้าเป็แขกของจวน แต่เ้าต้องรับผิดชอบเองนะ” อวิ๋นลั่วกล่าวน้ำเสียงติดไปทางทอดถอนใจ “อย่าให้มันทำบ้านพังหรือวุ่นวายจนคนอื่นรับมือไม่ไหวล่ะ”
“สัญญาเลย ข้าจะฝึกมันดีๆ” ไป๋เฉินหัวเราะแล้วหันไปลูบท้องสุนัข “เ้าคงหิวโซมากสินะ… เดี๋ยวตั้งชื่อให้เอาไหม? เรียกว่า ‘เ้าเฮงเฮง’ เป็ไง ฮ่าๆ ฟังดูมงคลดี”
“โฮ่ง!” เหมือนว่ามันจะเห่า ตอบรับชื่อใหม่นี้อย่างร่าเริง
บ่าวไพร่ที่อยู่ใกล้ๆ พากันอมยิ้ม บ้างก็เริ่มเอ็นดูเพราะเห็นว่าหมาจรจัดตัวนี้ฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ เช่นเวลาเขาพูด “รออยู่ตรงนี้นะ” มันก็ยอมนั่งรอไม่ซนเหมือนเมื่อครู่
หลังสงบป่วนหมาแล้ว ทั้งสองไปยังเรือนรับรองใหญ่ที่อวิ๋นซาน (บิดาของอวิ๋นลั่ว) รออยู่ ภายในห้องโถงมีโต๊ะน้ำชาจัดไว้เรียบร้อย ด้านหลังเขามีลูกน้องชุดดำยืนสองคน
“ลั่วเอ๋อร์ กับไป๋เฉิน… เสร็จกันแล้วหรือ?” อวิ๋นซานเงยหน้าจากหนังสือเล่มหนึ่ง ั์ตาเขาล้าเล็กน้อย เหมือนเหนื่อยจากการประชุมงาน “เมื่อคืนได้ข่าวว่ามีคนบุกรุกอีกแล้ว เ้าได้ร่องรอยอะไรบ้างไหม?”
อวิ๋นลั่วกับไป๋เฉินเล่าเหตุการณ์อย่างคร่าวๆ รวมถึงเื่ที่จับผิดผู้บุกรุกไม่ได้ แต่ได้กระดาษปริศนามีข้อความอ้างถึง “ยันต์ัสลัก” และสถานที่เดือนสิบสอง
“ยันต์ัสลัก…” อวิ๋นซานทวนคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ชื่อคุ้นๆ เหมือนอยู่ในบันทึกเก่าแก่ของตระกูลอวิ๋นเรา เคยได้ยินว่ามันเป็เครื่องรางสำคัญยุคโบราณ มีอำนาจปิดผนึกหรือปลดปล่อยบางสิ่งได้… แต่ข้าไม่เคยเห็นจริงๆ นะ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนหรือเกี่ยวข้องกับเราจริงหรือเปล่า”
“แปลว่าบันทึกของท่านอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าท่านมียันต์นั่น?” ไป๋เฉินคาดเดา “เลยส่งคนมาขโมยหรือหาข้อมูลที่นี่?”
“ก็เป็ไปได้” อวิ๋นซานพยักหน้า “แปลว่าพวกมันคงคิดว่าเรายันต์นี้”
“ถ้างั้น เราควรตามรอยต่อยังไงดี?” อวิ๋นลั่วถามพ่อ
“ข้าจำได้ว่าในบันทึกเขียนไว้เกี่ยวกับ ‘สุสานตระกูลโบราณ’ แห่งหนึ่ง อาจเป็สุสานที่เกี่ยวกับผู้สร้างยันต์ในยุคโบราณ ถ้าพวกมันหมายตาจริงๆ ก็คงต้องไปที่สุสานนั้นก่อน” อวิ๋นซานตอบพลางถอนหายใจ “แต่มันอันตรายมาก… ยิ่งเ้าเป็หญิง อย่าไปเสี่ยงเลยดีกว่า”
“แต่คนร้ายก็อาจไปที่นั่น เราต้องหยุดไม่ให้เกิดเื่ใหญ่สิ ท่านพ่อ…” อวิ๋นลั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ข้ากลัวว่าเ้า…” เขาอึกอักมองลูกสาว “อันตรายเกินไปจริงๆ”
ไป๋เฉินลูบคางก่อนเสนอตัว “ให้ข้าไปดูไหม? ข้าอาจไม่เก่งนัก แต่ก็พอมีฝีมือประหลาดๆ อยู่บ้าง เท่าที่ผ่านมา ข้ารอดตายมาได้ตลอด…”
อวิ๋นลั่วเหล่มอง “เ้านี่อยากโชว์หมัดแมวอีกหรือไง?”
เขาเกาแก้มพลางหัวเราะแห้ง “เอ่อ… ข้าหมายถึงข้าก็อยากช่วยให้เื่นี้สงบจบไวๆ น่ะ”
อวิ๋นซานมองหน้าทั้งสองสลับไปมา สุดท้ายก็ยอมผ่อนปรน “ตกลง ถ้าเช่นนั้น ลั่วเอ๋อร์กับไป๋เฉินลองไปสืบดูก็ได้ แต่ระวังตัวให้มาก… ให้ลูกน้องข้าตามไปสองสามคนก็ยังดี จะได้มีคนคอยช่วยเหลือ”
หลังได้คำอนุมัติ สองหนุ่มสาวเตรียมตัวออกเดินทางในวันถัดไป โดยตั้งใจมุ่งหน้าไปยังสุสานโบราณนอกเมืองที่กล่าวถึงในบันทึก แต่แล้วปัญหาหนึ่งก็เกิดขึ้น…
“เ้าเฮงเฮง” หมาจรจัดที่ไป๋เฉินเพิ่งเก็บมาเลี้ยงนั้น ไม่ยอมอยู่เื้ัจวนเลย มันเดินตามไป๋เฉินตลอดไม่ว่าจะไปไหน จะไล่เท่าไรก็ไม่ยอมท่าเดียว คล้ายจะสื่อสารว่า “ข้าจะตามเ้าไปด้วย!”
“เ้าอยากไปด้วยจริงๆ เหรอ? แต่เส้นทางนี้มันอันตรายนะ” ไป๋เฉินพยายามพูดกับหมา แม้รู้ว่ามันคงไม่เข้าใจมาก แต่หมาตัวนี้เหมือนจะเข้าใจเพราะส่ายหางและเห่า “โฮ่ง” หลายทีเหมือนยืนยัน
“หมาตัวนี้ฉลาดจริงๆ หรือมันแค่ดื้อกันนะ…” อวิ๋นลั่วค่อนข้างอึ้ง “แล้วถ้ามันตามไปจริง จะไม่เป็ภาระหรือ?”
“เอาน่า ข้าคิดว่าอาจเป็ประโยชน์ด้วยซ้ำ หมาบางตัวดมกลิ่นหาเบาะแสได้ดีนะ!” ไป๋เฉินยิ้มแปลกๆ “ท่านพ่อบ้านในจวนก็บอกว่ายินดีดูแล แต่มันไม่ยอมอยู่ เราลองให้มันไปเป็ผู้ช่วยภาคสนามละกัน”
สุดท้ายทั้งสองก็จำยอมให้เ้าเฮงเฮงร่วมทริปไปด้วย เตรียมเสบียงหมาแยกต่างหาก
รุ่งเช้าวันถัดมา คาราวานเล็กๆ ประกอบด้วยไป๋เฉิน อวิ๋นลั่ว เ้าเฮงเฮง และลูกน้องชุดดำอีกสองคน ออกเดินทางจากประตูเมืองมุ่งสู่สุสานโบราณที่อยู่ห่างออกไปร่วมสามร้อยลี้ ตลอดทางหมาเฮงเฮงวิ่งนำขบวนอย่างร่าเริงเหมือนไม่กลัวอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น
ระหว่างพักกลางทาง หมาตัวนั้นก็สร้างความขำให้ทุกคน เพราะมันะโขึ้นหลังม้าแบบผิดท่า จนกลิ้งตกลงมากลางโคลน สร้างเสียงหัวเราะเล็กๆ ให้กลุ่มลูกน้องชุดดำที่ปกติทำหน้าทางการ
“ฮ่าๆ ดูท่าหมาเ้าจะอยากเป็อาชาคู่กายล่ะมั้ง” หนึ่งในลูกน้องยิ้มล้อ
“โธ่… หมานะไม่ใช่ม้า!” ไป๋เฉินแหย่พลางปัดโคลนให้มัน ส่วนอวิ๋นลั่วก็ได้แต่ยืนอมยิ้ม
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศชักจะตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อขบวนเดินทางลึกเข้าไปใกล้ป่าเขา ทางเริ่มเปลี่ยวและเงียบกว่าที่คาด มีเสียงนกแปลกๆ ก้องจากยอดไม้เป็ระยะ ทั้งสองคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ยังไม่อาจระบุได้
“ข้ารู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่นะ” ไป๋เฉินกระซิบเบาๆ
“อืม ข้าก็ััคล้ายกัน” อวิ๋นลั่วตอบเสียงต่ำ “เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ เราอาจถูกดักเล่นงานก่อนถึงสุสานก็ได้”
ขณะที่เ้าเฮงเฮงก็ยืดคอเหลียวซ้ายขวา คล้ายรับรู้สภาพความไม่ชอบมาพากล มันทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นอย่างตั้งใจ ราวกับเตือนให้รู้ว่ามีศัตรูใกล้เข้ามา…
“ภัยร้ายบนเส้นทางสู่สุสานโบราณจะปรากฏจริงหรือไม่? เ้าเฮงเฮงจะช่วยเหลือหรือกลายเป็ภาระ?! และคำตอบของปริศนายันต์ัสลักรออยู่ที่ปลายทางอันมืดมนเพียงใด?”
(โปรดติดตามในตอนถัดไป!)