บทที่ 4
งานเลี้ยงคืนทะเลจันทร์
หลังจากเสวี่ยหวงโฮ่วใส่ไฟสองนางสนมแห่งวังหลังบรรยากาศทั่วทั้งตำหนักในก็เริ่มคุกรุ่นเริ่มจากเหล่านางกำนัลที่แบ่งออกเป็สองฝ่ายคอยกลั่นแกล้งกันไปมาระหว่างที่ทำงานให้ผู้เป็นายแน่นอนว่าเหวินซิวหรงย่อมตกเป็รองเพราะกำลังคนน้อยกว่า แต่ด้วยความที่เป็สตรีผู้ไม่หยิ่งในศักดิ์จึงมีนางสนมคนอื่นคอยแอบช่วยอยู่ลับ ๆ จนสามารถต่อกรกับแผนการกลั่นแกล้งราวกับเด็กน้อยของซิ่นเสียนเฟยได้กระทั่งมาถึงวันงานเลี้ยงคืนทะเลจันทร์
ในค่ำคืนงานเลี้ยงเสวี่ยฮุ่ยิ่เลือกหยิบชุดผ้าไหมสีขาวปักลวดลายนกกระเรียนและก้อนเมฆด้วยสีฟ้าอ่อนมาสวมใส่อาภรณ์ของนางอาจดูเรียบง่ายแต่กลับเป็ชุดที่ถูกส่งมาจากแคว้นเมืองขึ้นที่เลื่องชื่อเื่การเย็บปักเป็อันดับหนึ่งและนอกจากเสื้อผ้านางยังคงสวมใส่เครื่องประดับมุกเนื้อเนียนบริสุทธิ์ที่มีราคาเกินกว่าจะตีมูลค่าได้
ทว่าแม้จะแต่งตัวด้วยสีโทนอ่อนดูสบายตาแต่เสวี่ยฮุ่ยิ่กลับแต่งหน้าด้วยโทนสีแดงเริ่มด้วยกรีดตายาวเฉี่ยวคมลงแป้งสีแดงดุดันตามทับและริมฝีปากบางอวบอิ่มก็ใช้ชาดสีแดงสดแต่งแต้มให้ความรู้สึกดุดันกลมกลืนไปกับความอ่อนโยนจนเป็การรวมเข้าด้วยกันที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด
“เ้าคิดว่าอย่างไรหยาเอ๋อร์” เสวี่ยฮุ่ยิ่ถามนางกำนัลคนสนิทขณะชื่นชมใบหน้าของตนเองที่สะท้อนอยู่บนคันฉ่อง
“งดงามมากเพคะ”
แน่นอนว่าหยาตาอิ้งต้องกล่าวชมผู้เป็นาย
“สีขาวช่างบริสุทธิ์”เสวี่ยฮุ่ยิ่กล่าวพลางไล้ไปตามเนื้อผ้าสีขาวเรียบลื่น “แต่จืดชืดหากไม่มีสีสันมาเติมเต็ม”
เหมือนดั่งเช่นคืนพระจันทร์เต็มดวงที่สงบเงียบมันจะหน้าตื่นตาไปได้อย่างไรถ้าไม่มีข่าวคราวจากวงในหลุดออกไปให้พูดคุย
เสวี่ยฮุ่ยิ่นึกถึงแผนที่วางไว้ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“เปิ่นกงพร้อมแล้ว”
เสวี่ยหวงโฮ่วลุกขึ้นยืนปล่อยให้นางกำนัลทั้งหลายมาช่วยกันพยุงตนออกไปขึ้นเกี้ยวที่รอรับอยู่หน้าประตูใหญ่นี่คือความสบายอย่างหนึ่งของการเป็หวงโฮ่ว นั่นคือนางแทบไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองจะนั่งนอนยืนเดินก็มีคนคอยปรนนิบัติ หากไม่หาเื่บันเทิงทำ สักวันนางคงเป็ง่อย
เบื้องหน้าประตูใหญ่มีเกี้ยวสีทองสลักลายหงส์ขนาดสิบหกคนหามรอต้อนรับม่านเกี้ยวเป็สีแดงใช้ดิ้นสีทองปักลายหงส์เช่นเดียวกับตัวโครงบนยอดเกี้ยวเป็หงส์หยกแกะสลักสีขาวเนียนส่วนมุมสี่ข้างเป็พู่สีแดงผสมทองห้อยประดับ ชายพู่ทั้งสี่ด้านพัดพลิ้วปลิวตามลมแม้จะเป็ยามค่ำคืนมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงคอยส่องแสง ทว่าไม่อาจปิดบังความงามของเกี้ยวประจำตำแหน่งหวงโฮ่วลงได้แม้แต่น้อย
ระหว่างจะก้าวขึ้นเกี้ยวเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็ฉุกนึกขึ้นได้
“ช้าก่อน...หยาเอ๋อร์ ไปนำกล่องไม้ข้างหัวเตียงมาให้เปิ่นกงที”
“เพคะ”
หยาเอ๋อร์รับคำก่อนจะวิ่งเข้าไปนำกล่องไม้สีขาวขอบทองในห้องนอนหวงโฮ่วออกมาเมื่อกลับมาที่หน้าประตูใหญ่เสวี่ยหวงโฮ่วได้นั่งรอบนเกี้ยวเรียบร้อยแล้วแต่เ้าตัวก็ยังคงรอให้หยาเอ๋อร์ส่งของมาให้
เมื่อกล่องสีขาวมาอยู่ในมือเสวี่ยฮุ่ยิ่จึงเปิดกล่องออกพบกับตุ๊กตาผ้าซึ่งถูกเย็บปักอย่างงดงามวิจิตรถึงกระนั้นจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความงามแต่อยู่ที่ว่ามันเหมือนใคร
ตุ๊กตาผ้าสองตัวสวมใส่ชุดสีขาวปักด้วยผ้ามุกงดงามนอนแน่นิ่งเสวี่ยฮุ่ยิ่ลูบไล้เนื้อผ้าอย่างใจลอย
หากเหวินซิวหรงพ่ายแพ้แสดงว่านางแข็งแกร่งไม่พอที่จะอยู่ในวังหลัง ถ้าเป็เช่นนั้นคงต้องกำจัด
ในทางกลับกันหากซิ่นเสียนเฟยพ่ายแพ้จุดจบของนางก็คงจะเป็ตำหนักเย็น
ไม่ว่าใครก็ตามที่พ่ายแพ้ถ้าเห็นเ้าตุ๊กตาตัวน้อยนี้รอต้อนรับกลับคงจะชอกช้ำใจอยู่ไม่น้อย
“นำกล่องนี้ไปตั้งไว้ที่ห้องบรรทมภายในตำหนักเย็นที่สำคัญ... อย่าให้ใครพบเ้าเด็ดขาด” เสวี่ยฮุ่ยิ่สั่งการกับนางกำนัลคนหนึ่งที่มีนิสัยสงบเสงี่ยม
หลังได้รับคำสั่งนางน้อมกายก่อนรับเอากล่องสีขาวมากอดไว้ในอกแล้วเดินหายไปในเงามืด
ของในกล่องนอกจากเสวี่ยหวงโฮ่วก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันคืออะไรแม้จะสงสัยในการกระทำของผู้เป็นาย แต่สุดท้ายทุกคนกลับได้แต่เงียบแล้วฝังมันเอาไว้ในส่วนลึกไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะนำไปซุบซิบนินทาเพราะจุดจบของคนปากมากในตำหนักฮุ่ยิ่คือตายทั้งหมด
เพียงก้าวเข้าสู่งานเลี้ยงทุก ๆ คนต่างต้องก้มหัวให้กับเสวี่ยหวงโฮ่วแม้จะไม่ใช่สตรีหนึ่งเดียวที่หวงตี้แต่เสวี่ยฮุ่ยิ่คือสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่หวงตี้เอ่ยปากว่ามีสิทธิ์ในการออกคำสั่งทุกอย่างเทียบเท่าตนเอง
แต่เดิมเป็เพียงองค์หญิงน้อยที่เมืองเกิดส่งตัวมาเป็เครื่องบรรณาการในวันนี้กลับกลายเป็หงส์ผู้งดงามและสูงศักดิ์เกินกว่าจะอาจเอื้อมเหล่าขุนนางที่เคยดูแคลนเด็กสาวจากแคว้นเป้ย จึงต้องก้มหัวให้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
แน่นอนว่าเสวี่ยฮุ่ยิ่รู้เื่คำนินทาลับหลังพวกนั้นทุกอย่างทั้งคนที่คิดว่านางไม่เหมาะสม ทั้งคนที่คิดว่านางคือไส้ศึกทั้งคนที่คิดว่าแคว้นของนางเป็แคว้นคนบาป เสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่เคยลืมสารพัดคำว่าร้ายแม้ปัจจุบันนางจะไม่เก็บมาใส่ใจแล้วก็ตาม
ในเมื่อถ้านางจะเหยียบย่ำคนเ่าั้มันง่ายดายเพียงแค่กะพริบตา
“ถวายบังคมหวงโฮ่วขอให้หวงโฮ่วทรงเจริญพันปีพัน ๆ ปี”
เสียงกล่าวสรรเสริญดังกึกก้องขณะที่หวงโฮ่วเดินมาหย่อนตัวลงบนที่นั่งของตนเองรอคอยการมาของหวงตี้อย่างใจเย็นดวงตาหงส์คู่งามของนางกวาดไปทั่วลานกว้างริมทะเลสาบ ก่อนจะบอกให้ทุกคนทำตัวตามสบายดังนั้นเสียงดนตรีอันไพเราะราวกับเสียงมนต์ขับกล่อม จึงเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้ง
น้อยคนนักจะกล้าเงยขึ้นมองใบหน้าหวงโฮ่วตรง ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี และแต่เดิมเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็ไม่สนใจว่าใครจะบังอาจมิบังอาจนางทำเสมือนตนเองอยู่คนเดียวภายในห้องส่วนตัวพลางสังเกตการณ์ไปทั่วเพื่อหาเป้าหมายที่ตนวางหมากทิ้งเอาไว้
ในคืนนี้ซิ่นเสียนเฟยสวมใส่ชุดสีเขียวอ่อน ปักลายด้วยดิ้นสีเขียวเข้มลวดลายบุปผาตระการตาใบหน้าสวยคมของนางแต่งแต้มมาได้งดงามเลิศล้ำให้ความรู้สึกเหมือนกับใบไม้ที่สมบูรณ์แบบและเฉียบคมดุจดั่งใบมีด
ทางฟากฝ่ายเหวินซิวหรงก็สวมใส่ผ้ามุกที่หวงโฮ่วได้มอบให้ผ้าสีขาวนั้นเข้ากับผิวนางได้อย่างเหลือเชื่อเป็จริงดังที่หวงโฮ่วตรัสทุกคำว่านางช่างเหมาะสมกับผ้าผืนนี้ไม่มีใครเทียบความงามของนางช่างเพริศแพร้วและบริสุทธิ์ราวกับไข่มุกแท้จากท้องทะเลลึก
คนหนึ่งแม้ไม่ได้งดงามที่สุดแต่มีตำแหน่งสูงกว่าส่วนอีกคนแม้ตำแหน่งจะด้อยกว่าไปเพียงนิด แต่กลับงดงามดึงดูดสายตาผู้คน
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เหวินซิวหรงทำพลาดแท้จริงแล้วผ้ามุกผืนนี้เป็ผ้าที่หวงตี้ประสงค์ให้หวงโฮ่วสวมใส่ในคืนงานเลี้ยงทะเลจันทร์หากบุรุษผู้สูงศักดิ์มาเห็นเข้าต่อให้เขาทำตัวนิ่งเฉยเื่ที่หวงโฮ่วมอบผ้ามุกให้แก่ซิวหรงแต่เื่ที่อีกฝ่ายนำมาใส่เหมือนกับเยาะเย้ยหวงโฮ่ว บางทีเขาอาจไม่พอใจขึ้นมา...
งานเลี้ยงคืนทะเลจันทร์เป็งานเลี้ยงที่จะจัดเพียงหนึ่งครั้งต่อปีมีขึ้นเฉพาะคืนที่พระจันทร์เต็มดวงสุกสกาวสว่างไสวมากที่สุดจุดประสงค์เพื่อให้เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ได้ผ่อนคลายชื่นชมแสงจันทร์ริมทะเลสาบตามหลักแล้วนี่คือความหมายของงาน แต่หากให้พูดกันตามตรงงานเลี้ยงดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากการถลุงเงินในท้องพระคลังทว่าเป็การถลุงเงินอย่างมีประโยชน์โดยการใช้มันเป็เครื่องซื้อใจขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก
อันที่จริงสตรีในงานล้วนแล้วแต่เป็แค่ตัวประกอบพวกนางคล้ายเป็เครื่องประดับในงานเท่านั้นหลายปีที่ผ่านมาทั้งก่อนและหลังได้รับตำแหน่งหวงโฮ่ว เสวี่ยฮุ่ยิ่อยู่อย่างเงียบสงบมาโดยตลอดนางมองดูสตรีรูปงามมากมายเป็ได้แค่ดอกไม้ประดับแต่ในวันนี้สตรีเ่าั้จะกลายเป็ผู้คุมหมากเอง
เริ่มจากฝั่งซิ่นเสียนเฟยคุณหนูใหญ่ของหัวหน้าราชทูตจากแคว้นเพ่ยที่ขึ้นชื่อเื่เหมืองแร่เป็เมืองขึ้นแคว้นช่างที่สำคัญแห่งหนึ่ง ด้วยความที่เสียนเฟยถือไพ่เหนือกว่าทางด้านการทูตนางจึงได้รับตำแหน่งสูงศักดิ์เหมาะสมแก่ฐานะ นางเป็คนฉลาด แต่บางครั้งก็ใจร้อนและยังมีนิสัยเย่อหยิ่งติดตัวมาจากการเลี้ยงดู
จะให้อยู่ใต้การควบคุมของใครนาน ๆ ซิ่นเสียนเฟยคงมิอาจทนได้ดังนั้นเมื่อถึงปีสำคัญของเสวี่ยฮุ่ยิ่นางจึงเริ่มแข็งข้อทำตัวเหนือกว่านางสนมผู้อื่น ข้ามหน้าข้ามตาทั้งกุ้ยเฟยและเต๋อเฟยประกอบกับมีหวงตี้คอยตามใจ จึงหลงระเริงไปชั่วขณะทว่าความภาคภูมิใจของนางกลับต้องมาสั่นคลอนเพราะนางสนมที่ยศต่ำกว่า
ครั้นได้โอกาสเล่นงานเหวินซิวหรงนางย่อมคว้าเอาไว้ในทันที
ลี่กุนจวิ้นเฉินมาถึงงานเลี้ยงหลังจากที่กล่าวทักทายเหล่าขุนนางและพูดคุยเื่สัพเพเหระก็ถึง่เวลาส่วนตัวที่เขาจะได้ใช้กับเหล่านางสนมผู้โชคดี่เวลาสี่ปีที่ขึ้นครองราชย์ลี่กุนจวิ้นเฉินปล่อยให้เสวี่ยฮุ่ยิ่ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางอย่างของงานเลี้ยงคืนทะเลจันทร์นั่นคือจากการที่เขาต้องเสวนากับนางสนมทั้งวังหลังกลายเป็ว่าขันทีจะสุ่มเพียงแค่สามคนเท่านั้น
“หวงโฮ่วที่รักเ้าคิดว่าการแสดงนี้เป็อย่างไรบ้าง”
ลี่กุนจวิ้นเฉินยกมือของเสวี่ยฮุ่ยิ่ขึ้นมาจุมพิตแ่เบาที่หลังมือเพื่อแสดงความรักใคร่ระหว่างหวงโฮ่วและหวงตี้ั์ตาสีดำฉายประกายลึกซึ้งขณะจับจ้องอยู่ที่สตรีชุดขาวข้างกาย
ดูเหมือนว่าลี่กุนจวิ้นเฉินจะใจตรงกับเสวี่ยฮุ่ยิ่เพราะเขาก็สวมใส่ชุดสีขาวขอบทอง ลวดลายัดั้นเมฆเปล่งประกายอำนาจและเรียบง่ายสง่างามเฉิดฉายแข่งกับดวงจันทรา
“ก็ดี”เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบสายตายังจดจ่อการแสดงระบำผ้าที่พลิ้วไหวสะบัดไปมาราวกับคลื่นน้ำ
“งดงามใช่หรือไม่”ลี่กุนจวิ้นเฉินถามโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้างามล้ำค่าของเสวี่ยฮุ่ยิ่
“ศิลปะย่อมงดงามแล้วฝ่าาล่ะ คิดว่าอย่างไร”
“เจิ้นก็ว่างดงามเช่นกัน”เขากล่าวเช่นนั้นขณะสายตาจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวนิ่ง
เสวี่ยฮุ่ยิ่รับรู้ถึงสายตาอันแรงกล้าที่มองมาจนใบหน้าเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวจิตใจของนางเริ่มจะหลุดจากการแสดงเบื้องหน้ามาสนใจคนข้างกายแต่ด้วยความสัมพันธ์ของคำว่าสหาย นางกลับเลือกเมินสายตาอันหนักแน่น แสร้งทำเป็ไม่เห็นไม่รู้สึก และผลักดันมันออกไปให้ไกลตัว
ทว่าลี่กุนจวิ้นเฉินเป็ชายหนุ่มไฟแรงผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ เขายังคงมองเสวี่ยฮุ่ยิ่ด้วยแววตารักใคร่จนนางเริ่มรู้สึกอยู่ไม่เป็สุข
“มีอะไรติดหน้าหม่อมฉันหรือเพคะ”ในที่สุดเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็หันไปเผชิญหน้ากับหวงตี้หนุ่ม
“เจิ้นแค่ชื่นชมความงามของหวงโฮ่วยอดรักไม่ได้หรือ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ถลึงตาราวกับนางกำลังะโถามเขาว่า ‘ท่านเสียสติไปแล้วหรือไร’
“หม่อมฉันจะเห็นแก่ตัวเก็บสายตาอันสูงส่งของฝ่าาไว้แต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไรเพคะลานกว้างเบื้องหน้าล้วนแล้วแต่มีสตรีโฉมงามเลิศล้ำกว่าหม่อมฉันยิ่งหม่อมฉันคิดว่าฝ่าาควรจะถนอมพวกนางให้มากกว่านี้นะเพคะ” หรือแปลอีกอย่างคือ‘ท่านเลิกยุ่งกับข้าได้แล้ว’
“เจิ้นเป็ถึงหวงตี้เ้าเป็หวงโฮ่ว คิดว่าความเห็นของใครที่มีน้ำหนักมากกว่ากัน”
จบคำพูดไม่คิดของลี่กุนจวิ้นเฉินร่างทั้งร่างของเสวี่ยฮุ่ยิ่ถึงกับแสดงท่าทีเ็าออกมาฉับพลัน
“ย่อมเป็ความเห็นของฝ่าา”เสียงของนางแข็งกระด้างก่อนหันไปสนใจการแสดงตรงหน้า
หลังจากนั้นเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็ทำเหมือนลี่กุนจวิ้นเฉินเป็อากาศธาตุจนกระทั่งการแสดงจบลง
บุรุษผู้นั้นกล้าดีอย่างไรมาถือยศกับนางกันหากเขาคิดว่าตนเองจะควบคุมนางได้ เขาคิดผิด!
ใบหน้างามล้ำของเสวี่ยฮุ่ยิ่ปราศจากรอยยิ้มอยู่เช่นนั้นจวบจวนลี่กุนจวิ้นเฉินรู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไป เขาจึงคิดหาวิธีง้อนางอยู่เงียบ ๆ
เื่ทุกอย่างต้องโทษชงซานผู้ที่บอกให้หวงตี้แสดงความเป็บุรุษซึ่งความหมายของเ้าที่ปรึกษาผู้นั้นกล่าวถึงการแสดงความเป็ฝ่ายควบคุมให้สตรีมองเห็นว่าเขามีความเป็ผู้นำทว่าจากที่ลี่กุนจวิ้นเฉินรู้จักเสวี่ยฮุ่ยิ่มา นางไม่เหมือนสตรีผู้อื่นถึงแม้นางจะอยู่ในขนบธรรมเนียม แต่ใช่ว่านางจะชมชอบหลักการซึ่งกำหนดว่า ‘บุรุษเป็ใหญ่กว่าสตรี’ด้วยเหตุนี้หญิงสาวถึงยื่นคำขาดเื่ดูแลทุกอย่างในวังหลังทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้สตรีถูกกดขี่ข่มเหงโดยขอบเขตการปกครองของเสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่ใช่แค่นางสนม แต่รวมไปถึงเหล่านางกำนัลในวังหลังทุกชีวิต
“ชงซานมันน่าจับไปเฆี่ยนให้ตายจริง ๆ”ลี่กุนจวิ้นเฉินพึมพำก่อนจะยื่นมือออกไปกุมมือเสวี่ยฮุ่ยิ่
“ฝ่าาทำผิดเหตุใดจึงไปกล่าวโทษผู้อื่น หรือการเป็หวงตี้ทำให้ฝ่าาคิดว่าตัวเองถูกทุกอย่าง”เสวี่ยฮุ่ยิ่กล่าวด้วยเสียงด้านชา แต่ทุกคำพูดแฝงไปด้วยความประสงค์ดีที่เตือนสติอีกฝ่ายว่าอย่าหลงระเริงในตนเองเพียงเพราะคำว่าอำนาจ
“เจิ้นขอโทษ”ลี่กุนจวิ้นเฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงใจ
จักรพรรดิมักจะไม่ก้มหัวให้ใครนั่นหมายถึงคำขอโทษจะไม่มีวันพูดออกมาเสวี่ยฮุ่ยิ่และลี่กุนจวิ้นเฉินเห็นคนประเภทนั้นมาหลายคนนักและจุดจบของพวกเขาก็คือไร้ซึ่งคนจริงใจข้างกาย
“เช่นนั้นท่านต้องช่วยข้าหนึ่งอย่าง”นางยังคงใช้เสียงแข็งคุยกับเขา
“อะไรก็ตามแต่ที่หวงโฮ่วทรงปรารถนา”
เมื่อได้รับคำมั่นเสวี่ยฮุ่ยิ่จึงกลับมายิ้มร่าอีกครั้งก่อนจะกระซิบบอกลี่กุนจวิ้นเฉินถึงแผนการของตนเอง
ลี่กุนจวิ้นเฉินถึงกับเบิกตากว้างและเอ่ยเสียงสูงกับอัครมเหสีข้างกาย “เ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่ตอบอะไรนอกจากส่งเสียงหัวเราะสดใสดังก้องไปทั่วลานงานเลี้ยง
“ฝ่าาก็ทรงคิดเหมือนหม่อมฉันใช่ไหมเพคะซิวหรงสวมใส่ผ้ามุกแล้ว ผิวของนางช่างเปล่งประกายงดงามเสียยิ่งกว่าแสงของดวงจันทราในค่ำคืนนี้เสียอีก”
ในตอนนั้นเองเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็เริ่มกล่าวเสียงดังดังพอที่จะเรียกความสนใจจากเหล่าขุนนางและนางสนมให้หันขึ้นมามอง ณ แท่นบัลลังก์
“เจิ้นก็คิดเห็นอย่างที่เ้ากล่าวทั้งสิ้น”หวงตี้ก็เอ่ยชมซิวหรงออกมาเสียงดังเช่นกัน
“หม่อมฉันขอบพระทัยเพคะฝ่าา หวงโฮ่ว” เหวินซิวหรงน้อมรับคำชมด้วยสีหน้าชื่นบานไปด้วยความสุขการที่คนทั้งสองซึ่งนางเคารพรักเห็นนางอยู่ในสายตา จะมีสิ่งอื่นใดดีไปกว่านี้อีก
ซิ่นเสียนเฟยกำหมัดแน่นข้างหูเริ่มได้ยินเสียงซุบซิบว่านางกำลังจะหลุดออกจากตำแหน่งสนมคนโปรดและอีกไม่นานซิวหรงอาจได้เลื่อนขั้นมาเป็ซูเฟย ผู้ที่มีศักดิ์เหนือกว่านาง
“ฝ่าา...ที่ซิวหรงสวมใส่อยู่คือผ้ามุกจากแคว้นเหยาเว่ยที่ฝ่าาประสงค์จะให้หวงโฮ่วตัดชุดสวมใส่ในคืนนี้มิใช่หรือเพคะ”
ไวกว่าความคิดซิ่นเสียนเฟยได้เอ่ยถามเื่ผ้ามุกขึ้นมาเสียงดังความแค้นที่นางเสียหน้าในวันวานยังคงฝังแน่นครั้นได้โอกาสเล่นงานศัตรูจึงหยิบขึ้นมาใช้ในทันที
เอาล่ะซิวหรง... นางคิดว่าตนเองจะได้ดีแค่เพราะมีหวงโฮ่วหนุนหลังเช่นนั้นก็หาทางรอดจากข้อกล่าวหา ที่ประพฤติตนข้ามหน้าหวงโฮ่วให้ได้เสียก่อนเถอะ