เบลคยังมีชีวิตอยู่ และขณะนี้เขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานนั้นแม้ร่างของเธอจะเซไป แต่ดิน่าก็ยังมิได้ขยับเท้าก้าวเดินฝ่ามือของเชทช่วยรับร่างของเธอไว้ซึ่งทำให้เธอมองหน้าเขาอย่างงุนงงและเห็นแววแห่งการยืนยันปรากฏอยู่ในดวงตาของเขา
“มันเป็ความจริงสินะ” เธอพูดราวกับจะรำพึงกับตัวเอง
เชทผงกศีรษะรับแววในดวงตาของเขาคล้ายจะเตือนเธอให้สำนึกอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งในตอนนั้นเองที่ ดิน่ามีความรู้สึกว่าแหวนวงที่เขามอบให้ในวันหมั้น ดูจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นบนนิ้วอย่างน่ากลัวและแล้วใบหน้าของเธอก็เผือดซีดลง เอื้อมมือไปจับแขนเชทไว้ความรู้สึกสิ้นหวังที่บังเกิดขึ้น ทำให้เธอแทบไม่อาจทรงกายอยู่ได้
“ก็รู้สึกว่าเชทจะพูดถูกแล้วละ” น้ำเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง“การกลับมาของผมทำให้คุณตกอกใมากกว่าที่ผมคิดว่ามันควรจะเป็จริงๆ ”เบลคพูดราวจะตั้งข้อสังเกต ก่อนที่จะพูดกับเชทต่อว่า “ช่วยหากาแฟร้อนหวานๆ เติมบรั่นดีลงไปสักหน่อยให้เราดื่มก่อนเถอะ”
“นั่นสิ” เชทคล้อยตามทันที ลดมือลงโอบเอวเธอไว้ “เอ้า...คุณไปหาที่นั่งเสียก่อนดีกว่าดิน่า”ซึ่งเธอก็รับความช่วยเหลือจากเขาอย่างมึนชาเต็มทีแต่ก็ยังทันเห็นเชทตวัดสายตามองไปทางเบลค “การที่อยู่ๆ ก็มาเห็นคุณยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องก็เหมือนกับเห็นผีนั่นแหละผมบอกคุณแล้วไงว่า เมื่อมาถึงตอนนี้เราทุกคนต่างก็ทำใจให้ยอมรับว่าคุณได้ตายไปแล้วกันทั้งนั้น”
“แต่ไม่ใช่ฉันนะ” คุณแม่แชนดเลอร์ปฏิเสธออกมาทันทีพร้อมกับก้าวออกมายืนเคียงข้างลูกชาย “ไม่รู้เป็ยังไงฉันน่ะมีความคิดอยู่เสมอว่าเบลคจะต้องมีชีวิตอยู่เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้นฉันไม่เชื่อหรอกไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ตามทีเถอะ”
ลึกลงไปในใจ ดิน่ามีความรู้สึกว่ามารดาของสามีมิได้พูดในสิ่งที่ตรงต่อความจริงเลยความคิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นเมื่อเธอตระหนักว่ายังมีใครคนอื่นนั่งรวมอยู่ในห้องรับแขกอีกด้วยและคนเ่าั้นอกจากจะมาแสดงความยินดีในการกลับมาของเบลคแล้วก็ยังจะมาดูเหตุการณ์ตอนที่สามีภรรยาได้พบกันอีกครั้งหนึ่งด้วยว่าจะเป็อย่างไรต่อไป
ซึ่งใน่แห่งความตกตะลึงนั้น ที่ดิน่าได้ตระหนักด้วยว่า เธอกับเบลคยังมิได้ััเนื้อตัวกันเลยเมื่อตอนที่ร่างของเธอเซไปนั้น เชทก็เป็ผู้ที่ช่วยรับร่างเธอไว้ เธอรู้สึกว่าถ้าจะทำอะไรลงไปในตอนนี้มันก็จะเป็การกระทำที่ไม่จริงใจมากกว่า
ขณะเดียวกัน ผู้ชายคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าในขณะนี้ก็ดูคล้ายกับจะไม่ใช่เบลค แชนดเลอร์ผู้ชายคนที่เธอแต่งงานด้วยเลยดิน่ามีความรู้สึกเหมือนเธอกำลังมองดูผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งอยู่เขารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่และมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง เธอสามารถจะมองเห็นได้ในดวงตาที่แสดงออกแต่ความเ็าห่างเหินและหมางเมินยิ่งนัก
ขณะที่เธอกับเชท เดินไปหยุดอยู่ตรงประตูห้องเบลคก็เบี่ยงตัวหลีกทางให้เขาก้มลงยิ้มให้มารดาสีหน้ามิได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาให้ปรากฏซึ่งอาจจะทำให้คนอื่นๆ คิดไปได้ว่า เขามีความรู้สึกว่ากิริยาท่าทางของดิน่าแปลกเปลี่ยนไปภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น
“ก็ถ้าแม่มีความเชื่อมั่นว่าผมยังมีชีวิตอยู่แล้วทำไมแม่ถึงต้องแต่งดำด้วยล่ะครับ” เขาถามล้อๆ
แก้มของนอร์ม่า แชนดเลอร์ แดงเรื่อขึ้นทันที
“แม่ไว้ทุกข์พ่อต่างหากล่ะ เบลค” เธอตอบลูกชาย
ทุกคนในห้องนั้นยืนรวมกันอยู่จับตามองดูเชทที่พาดิน่าไปนั่งลงตรงโซฟาตัวหนึ่งหลังจากที่เธอทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็นั่งลงเคียงข้างทันทีโดยที่เบลคเดินตามเข้ามาในห้อง
ประสาททุกส่วนในเรือนกายของดิน่า รับรู้ในเหตุการณ์ทั้งหลายเ่าั้แม้ว่าเธอจะไม่อาจเหลือบตาขึ้นมองหน้าเขาได้ก็ตามความรู้สึกละอายกำลังบังเกิดขึ้นในใจเธอ ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้อะไรได้ดีขึ้นมาเลยเมื่อเบลค ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้นวมอีกตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่เคียงข้าง
แม่บ้านปรากฏตัวขึ้น วางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะเล็กหน้าเก้าอี้ชุดนั่น
“นี่ค่ะกาแฟ ตามที่คุณเบลคสั่ง”
“ขอบใจจ้ะ เดียเดร” ดิน่าพูดเสียงเบา เอื้อมไปหยิบถ้วยกาแฟมาถือไว้แต่มือสั่นเทาจนจับไม่ติด
จากปลายหางตา เธอมองเห็นเบลคทำท่าเหมือนจะโน้มร่างเข้ามาช่วยหยิบให้แต่ปรากฏว่าเชทเอื้อมมือเข้ามาช่วยยกถ้วยจรดริมฝีปากของเธอแล้วซึ่งการกระทำของเชทในครั้งนี้เป็ไปโดยอัตโนมัติมากกว่าเพราะมันเป็ความเคยชินสำหรับเขาที่จะช่วยทำอะไรต่อมิอะไรให้เธอมาตลอด 2 ปีครึ่งนี้ และดิน่าก็คุ้นชินกับการปรนนิบัติของเขา
ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก เธอรู้ว่าเขายังมิได้บอกเบลคเกี่ยวกับเื่การหมั้นหมายที่เกิดขึ้น และเธอก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะมีใครบอกให้เขารู้แล้วหรือไม่แต่ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นกับเชทในเวลานี้เห็นได้ชัดว่าเื่ยังไม่ถึงหูเบลคแต่เื้ัสายตาที่จับสังเกตอยู่ ดูเหมือนเบลคจะอ่านเื่ราวต่างๆ ได้อยู่ซึ่งโดยไม่รู้ตัวเลย ที่เชททำให้สถานการณ์ทั้งหลายเลวลงกว่าเดิม
กาแฟร้อนหวานๆ ผสมบรั่นดีที่ดิน่าจิบเข้าไปช่วยให้เธอสามารถเปล่งเสียงออกมาได้ และมีกำลังพอที่จะเบือนสายตาไปมองดูเบลค
“เื่มัน...” เธอเริ่มขึ้นอย่างขัดเขิน “ฉันหมายถึงว่า...คุณ...”
“ผมเดินออกมาจากป่าเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน”ดูเหมือนเขาจะเดาคำถามของเธอได้จึงตอบให้เสร็จ
“เมื่อ 2 อาทิตย์นี้เองหรือคะ”นั่นเป็่เวลาก่อนหน้าที่เธอจะตกลงใจแต่งงานกับเชท “แล้วทำไมคุณถึงไม่บอก...ให้ใครรู้เลยล่ะ”
“มันออกจะเป็การยุ่งยากที่จะทำให้ทางการเชื่อว่าผมเป็ใครเพราะคนพวกนั้น เขาก็อย่างพวกเรานั่นแหละที่เชื่อว่าผมตายไปแล้ว” รอยยิ้มหยันๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก“ผมคิดว่า ลาซารัส ในพระคัมภีร์ ยังกลับมาจากความตายได้ง่ายกว่าผมเสียอีก”
“อยากให้ฉันผสมเครื่องดื่มให้ไหมคะ คุณเบลค” เสียงแม่บ้านเอ่ยถามขึ้น“อะไรดีคะ มาร์ตินี่ไหม”
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจ”
ดิน่ารู้สึกแปลกใจ เพราะในอดีตที่ผ่านมา เบลคเคยดื่มมาร์ตินี่ 2-3 แก้วก่อนรับประทานอาหารค่ำเสมอแสดงว่าสิ่งที่เธอคาดคิดไว้ในใจไม่ได้ผิดเลยเบลคมิได้เปลี่ยนแปลงแต่เฉพาะภายนอกเท่านั้น นิสัยใจคอของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยใน่ระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมานี้และโดยไม่รู้ตัวที่เธอยกมือขวาขึ้นทับมือซ้ายไว้ มิใช่แต่จะเพียงปิดบังแหวนแต่งงานที่เขาเคยมอบให้เธอเท่านั้นแต่รวมทั้งแหวนหมั้นของเชทด้วย
“และทันทีที่เขาเชื่อในคำอธิบายของเบลค”แม่ของเขาเอ่ยขึ้นด้วยการช่วยอธิบายต่อ“เบลคเขาก็จับเครื่องบินลำแรกกลับมาบ้านเลย” มิสซิสแชนดเลอร์แย้มยิ้มแววตาที่มองดูลูกชายบ่งบอกความรักใคร่แสดงออกถึงความเป็แม่ของเธอ
“ที่จริงคุณควรจะโทรศัพท์มาบอกให้เราได้รู้กันบ้าง”มันช่วยไม่ได้ที่ดิน่าจะต้องพูดเช่นนั้นอย่างน้อยเธอก็ยังจะได้เตรียมใจไว้กับเบลคคนใหม่
“ผมโทรมาแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเขาพูดเช่นนั้นดิน่าก็นึกไปถึงเสียงกริ่งโทรศัพท์ที่เธอได้ยินตอนเช้าตรู่ตอนที่ออกจากบ้านมันเป็เพียงชั่ววินาทีเดียวเท่านั้นชั่ววินาทีเดียวที่เธอพลาดการที่จะรับรู้ข่าวการกลับมาของเขา
“ฉันถอดปลั๊กเครื่องของฉันออก” นอร์ม่า แชนดเลอร์พูดต่อ “ตอนนั้นเดียเดรก็ไม่ได้ใส่หูฟังอยู่ แล้วเธอไม่ได้ยินหรอกหรือ ดิน่า”
“ไม่ค่ะ ตอนนั้นหนูออกจากบ้านไปแล้ว” ดิน่าตอบ
“เมื่อเบลคเขาติดต่อกับทางบ้านไม่ได้ เขาก็โทรไปหาผม” เชทพูดต่อ
“เชทเขาก็ใเหมือนอย่างคุณนั่นแหละ ดิน่า” เบลคพูดยิ้มๆ แต่ดิน่าเชื่อว่าเธอเป็คนเดียวที่สังเกตเห็นว่า ในเสียงพูดของเขามิได้มีแววขบขันเลยแม้แต่น้อยและรู้ว่าเขากำลังจับสังเกตความหวั่นไหวที่กำลังเกิดขึ้นกับเธออยู่
“แล้วผมก็ตรงมาที่นี่เพื่อบอกให้คุณกับคุณนายแชนดเลอร์รู้ทันที”เชทพูดต่อจนจบ
“แล้วหนูไปไหนเสียล่ะ ดิน่า” แซม เลฟเซคเอ่ยถามขึ้น บุรุษผู้นี้เป็พ่อทูนหัวของเบลคและเป็เพื่อนสนิทของพ่อแม่เขาด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำหน้าที่เป็ลุงของเบลคมาโดยตลอดและได้เผื่อแผ่ความสัมพันธ์มาถึงดิน่าด้วย “เชทน่ะแทบเป็บ้าแล้ว วิตกกังวลไปหมดไม่รู้ว่าหนูหายไปไหนมาทั้งวันหลบไปเที่ยวมาใช่ไหม”
“ไปที่อู่เรือมาคะ” เธอตอบ ก่อนที่จะหันไปทางเบลค“คือเราให้สามีภรรยาคู่หนึ่ง เช่าเรือ สตาร์ฟิช แล้วก็ขนย้ายเข้าของของคุณออกมา”
“โอ...น่าเห็นใจจริง” แซม เลฟเซคพูดอย่างเห็นใจพร้อมกับตบลงบนเท้าแขนเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่แรงๆ “คุณน่าจะเป็คนชอบเล่นเรือชอบออกทะเล แต่พอกลับมาถึงบ้านคราวนี้ เรือลำนั้นมันก็กลายเป็ของคนอื่นไปแล้ว”
“มันก็แค่เรือลำเดียวเท่านั้นละครับคุณลุงแซม”แววในดวงตาของเขาเข้มขึ้นซึ่งทำให้ไม่มีผู้ใดอ่านความรู้สึกแท้จริงที่ซ่อนอยู่เื้ัออก
แต่สำหรับดิน่า ที่มีความละเอียดอ่อนในเื่นี้ทำให้เธอมีความรู้สึกเหมือนเขาจะรวมคำพูดอื่นไว้ด้วยบางทีเขาอาจจะไม่คัดค้านกับการที่ใครสักคน จะมาเช่าเรือลำนั้นไปตราบใดที่มันมิใช่เมียของเขาก็ได้ ซึ่งทำให้ความกังวลใจของเธอเพิ่มขึ้น
“ใช่...คุณพูดถูก” บุรุษสูงอายุพูดอย่างเห็นด้วย“มันก็แค่เรือลำเดียวเท่านั้น ถ้าเราจะมาเปรียบเทียบกับการที่คุณมีชีวิตรอดกลับมา...มันเป็เื่ปาฏิหาริย์...ปาฏิหาริย์จริงๆ”
ซึ่งคำพูดประโยคดังกล่าว ทำให้เบลคต้องตอบคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามมาดิน่ารับฟังเื่ที่เขาเล่าอยู่เงียบๆ แต่ละถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากเขานั้นทำให้เบลคยิ่งกลายเป็คนแปลกหน้าสำหรับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ