ในป่าที่เงียบสงัดและวัดร้างที่เปลี่ยวเหงา ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่าเทียนจุน จบชีวิตของเขาด้วยความโศกเศร้า น้ำตาแห่งความทุกข์ใจของเขายังไม่ทันแห้งจางจากใบหน้า รูปปั้นพระพุทธองค์ที่นั่งนิ่งสงบอยู่ในวัดนั้น กลายเป็สักขีพยานเงียบงันต่อชะตากรรมอันน่าเวทนานี้
เมื่อจิติญญาของเทียนจุนดับสูญไปโดยสมบูรณ์ ท่ามกลางกองเืที่ไหลนอง มีเพียงร่างกายไร้ิญญาเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่
แต่แล้ว เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันก็เกิดขึ้น ร่างของเทียนจุนซึ่งดูเหมือนจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว พลันปรากฏสัญญาณแห่งชีวิต
นิ้วมือเริ่มขยับเล็กน้อยราวกับตอบสนองต่อบางสิ่ง เืที่เคยไหลรินออกมามากมาย กลับค่อยๆไหลย้อนกลับเข้าไปในร่าง ด้วยแรงผลักดันจากแสงสีทองที่ปกคลุมไปทั่วแถบนั้น แสงนั้นอบอุ่นแต่ทรงอำนาจ ราวกับเป็พลังลึกลับที่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ธรรมดา
ก่อนที่ใครจะทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง ั์ตาทั้งสองข้างของเทียนจุนก็ลืมขึ้นมาโดยฉับพลัน เขากระพริบตาด้วยความใ ภาพที่เขาเห็นเป็เพดานไม้เก่าๆที่เต็มไปด้วยหยากไย่ในวัดร้าง เสียงหัวใจเต้นของเขากระหน่ำราวกับเป็เครื่องพิสูจน์ว่ายังคงมีชีวิตอยู่
“นะ…นี่มัน…”
เสียงของเขาดังอุทานออกมา ก่อนที่มือของเขาจะสั่นเล็กน้อย เมื่อยกขึ้นมาััใบหน้าของตน
“ข้ายังมีชีวิตอยู่เรอะ?”
เขาลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ดวงตาสั่นระริกด้วยความไม่เชื่อ ความทรงจำก่อนหน้านี้ยังคงชัดเจน
เชายหนุ่มจำได้ถึงความเ็ปเมื่อโลหิตไหลออกมาจากแผล จำได้ถึงความสิ้นหวังในตอนที่ถูกปลิดชีพไปทั้งร่างกายและจิติญญา
จำได้ถึงแสงสว่างสีทองที่นำพากายทิพย์ของเขาไปสู่ปลายทาง
แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกได้ถึงชีพจรที่เต้นรัวในอก และลมหายใจที่ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ
“ไม่ผิดแน่ ข้าไท่ซวนเทียนจุน…ตอนนี้ได้กลับมาอีกครั้ง!”
เขากล่าวกับตนเองด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะได้ยินเพียงคนเดียว และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าร่างกายที่ใช้อยู่ตอนนี้เป็ของคนอื่น—ของชายหนุ่มที่มีชื่อว่าเทียนจุน ผู้ที่จบชีวิตลงไปในที่แห่งนี้ แต่เทียนรู้ก็รู้สึกได้ว่าร่างนี้เหมาะสมกับเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
ราวกับว่าได้ร่างนี้โดยสมบูรณ์ ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีการปฏิเสธ ร่างนี้กลายเป็ส่วนหนึ่งของเขาโดยสิ้นเชิง
เขาหยุดคิดสักพัก รู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
“นี่คือการกำเนิดใหม่? ไม่ใช่สิ.. มันคือการยึดครองร่างกายของผู้ที่ตายไปแล้ว?!”
คำพูดนั้นทำให้เขาเงียบไปชั่วครู่ ความคิดที่ถาโถมเข้ามาทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เมื่อััถึงชีพจรและเสียงหัวใจที่เต้นเป็จังหวะอย่างมั่นคง ไท่ซวนเทียนจุนก็หัวเราะเสียงดังออกมาด้วยความดีใจ เสียงหัวเราะของเขากังวานไปทั่ววัดร้างที่เงียบสงัด เสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความพอใจที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้
“ข้ายังไม่ตาย! ข้าเทพมารไท่ซวนเทียนจุนยังไม่ตายเว้ย!”
ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น ริมฝีปากของเขายิ้มกว้าง และน้ำเสียงของเขาดังก้องราวกับประกาศชัยชนะ
“รอก่อนเถอะ ไอ้พวกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบ!”
“สักวันหนึ่งข้าจะกลับไปคิดบัญชีแค้น จะให้โลกทั้งใบเดือดพล่านไปด้วยเปลว…”
แต่ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบ ชั่วพริบตานั้น ไท่ซวนเทียนจุนต้องหยุดชะงัก เขาเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาด
“นี่คือ..”
ความทรงจำที่ไม่ได้เป็ของตนไหลทะลักเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว
ภาพเหตุการณ์ั้แ่วัยเด็ก การเติบโตของเ้าของร่างเดิม ครอบครัวที่แวดล้อมไปด้วยความอบอุ่น
บิดามารดาและพี่น้องที่ดูแลเขาด้วยความรัก รวมถึงความเป็จริงที่น่าสลดใจว่าเ้าของร่างนี้มีเส้นลมปราณเซียนที่พิการ ความทรงจำเหล่านี้ผุดขึ้นมาราวกับน้ำพุที่ไม่มีวันหมด ทำให้ไท่ซวนเทียนจุนต้องหยุดชะงักและเงียบไปโดยสิ้นเชิง
จากที่เคยดีใจ เขาได้แต่อ้าปากค้าง กระพริบตาไปมาด้วยความงุนงงและไม่อยากเชื่อ
“ระ.. ร่างนี้เส้นลมปราณเซียนพิการ? หมายความว่ายังไงวะ?!”
เขาพูดพึมพำออกมาเสียงเบา ความรู้สึกของชายหนุ่มเริ่มเปลี่ยนไปจากความยินดีเป็ความใอย่างยิ่ง
“เส้นลมปราณเซียน…คือรากฐานของผู้บำเพ็ญเพียรทุกชีวิต มันคือจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่งในเส้นทางสายนี้”
“เส้นลมปราณเซียน.. มีไว้เพื่อโคจรปราณเซียนทั่วร่าง เสริมสร้างพลังอำนาจ ปลดปล่อยพลังที่ไร้ขีดจำกัด”
“ส่วนตันเถียน…มันคือแหล่งพลังงานชีวิตที่สำคัญที่สุด…ถ้าเส้นลมปราณเซียนพิการ.. นั่นหมายความว่า…”
“นั่นหมายความว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่สามารถเก็บปราณเซียนเอาไว้ในร่างกายได้”
“เป็ได้เพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น.. ยังไงก็ไม่สามารถฝึกฝนหรือทำอะไรได้ทั้งสิ้น…”
เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความไม่แน่ใจ
“นะ..นี่มัน..แย่แล้ว!!”
“ข้าเทพมารไท่ซวนเทียนจุนจะต้องเป็คนดวงซวยขนาดไหนวะเนี่ย!”
ไท่ซวนเทียนจุนพูดไม่ออก เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับหัวของเขา
ดวงตาที่เคยเปล่งประกายแห่งความมั่นใจ ตอนนี้กลับแสดงถึงความสับสนและความหวาดกลัวอย่างชัดเจน
“ไอ้รูปปั้นพระพุทธองค์เฮงซวย นี่เป็ฝีมือของแกใช่ไหม? รีบปรากฏออกมาเลยนะ”
“ทำไมถึงส่งข้ามายังร่างคนที่พิกลพิการ ทำไมไม่ส่งตัวข้าไปยังผู้ที่มีกายศักดิ์สิทธิ์!”
เสียงะโของเขาดังก้องไปทั่ววัดร้าง แต่ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมานอกจากความเงียบสงัดของสถานที่แห่งนี้ ไท่ซวนเทียนจุนได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย และหาทางออกจากสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเผชิญหน้า
“แล้วแบบนี้ข้าจะฝึกฝนตนเองเพื่อไปสู่จุดสุงสุดอีกครั้งได้ยังไงกัน”
“ไม่มีวิชาบ่มเพาะมหาอำนาจไหนที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเช่นนี้ได้หรอกนะ”
เทียนจุนนึกถึงเส้นทางรูปแบบวิชาต่างๆที่ผุดขึ้นในหัว กระทั่งไม่นานนัก เขาก็ได้แต่ถอนหายใจและหัวเราะแห้งๆออกมา
“เหอะๆ ต่อให้จะเป็มหาจักรพรรดิ ถ้ามาเจอสถานการณ์แบบนี้ก็คงหน้าเหวอไม่ต่างกันละ!”