ณ ดินแดนที่ถูกลืมเลือนนาม แสงตะวันสาดส่องลงมาอย่างอ่อนแรงราวกับไม่อยากรับรู้ความโสมมเบื้องล่าง ท้องฟ้ามิได้ใสดังเช่นควร กลับขุ่นมัวด้วยฝุ่นควันจากการรบพุ่งและไฟแค้นที่ไม่เคยดับมอด ยุคสมัยนี้ถูกขนานนามว่า "ยุคทมิฬ" ที่ศีลธรรมจางหาย ผู้คนแก่งแย่งชิงดี เข่นฆ่ากันเพื่อเศษอาหารและที่ซุกหัวนอน กลิ่นอายแห่งความตายและสิ้นหวังลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศทุกอณู
ณ ชายป่าใกล้หมู่บ้านซานเหอที่แทบจะร้างผู้คน ซากปรักหักพังของกำแพงดินบ่งบอกถึงการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน บนพื้นดินแห้งแตกระแหง ร่างเล็กๆ สองร่างนั่งกอดเข่าซบหน้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ใบร่วงโรยจนแทบไม่เหลือเงาให้พักพิง
ร่างหนึ่งคือเด็กชายอายุราวห้าขวบปี นาม เจยจื่อหลง แม้จะอยู่ในร่างเด็กน้อย แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายสุกใสเกินวัย แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทระนงและอำนาจบางอย่างที่มิอาจปิดบังได้ แม้จะสวมใส่อาภรณ์ผ้าป่านหยาบสีซีดเก่ามอซอ แต่ท่วงท่ากลับสง่างามโดยธรรมชาติ ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวหยกเนื้อดี แม้จะเปรอะเปื้อนฝุ่นดินอยู่บ้างก็ตาม เขาคือโอรสองค์สุดท้ายของเทพบิดรสูงสุด ผู้ถูกลงทัณฑ์ให้มาเกิดใหม่เพื่อชดใช้กรรมที่หาญกล้าท้าทายกฎ์
ข้างๆ กันคือเด็กหญิง วีอันอัน วัยไล่เลี่ยกัน นางมีใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตสีดำสนิทลุ่มลึกราวกับรัตติกาลอันไร้ที่สิ้นสุด ริมฝีปากแดงระเรื่อแม้มิได้แต่งแต้ม ในแววตาฉายแววเ้าเล่ห์และดื้อรั้น หากแต่ยามนี้กลับหม่นแสงลงด้วยความสลดใจ นางสวมชุดผ้าเนื้อเดียวกันกับเจยจื่อหลง แต่เป็สีเขียวตุ่นที่เก่าไม่แพ้กัน นางคือธิดาสุดท้องของจอมพญามาร ผู้ถูกเนรเทศจากนรกภูมิเพราะดันไปสมคบคิดกับเจยจื่อหลงก่อเื่วุ่นวายะเืทั้งสามภพ
ทั้งสองคืออดีตเทพและมารผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับต้องมาอยู่ในร่างมนุษย์ปุถุชนตัวน้อย ความทรงจำในภพชาติก่อนยังคงแจ่มชัด แต่พลังอำนาจกลับถูกผนึกไว้จนแทบไม่เหลือ พวกเขาถูกลิขิตให้ต้องบำเพ็ญตบะ สั่งสมคุณธรรม และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ เพื่อล้างความผิดที่เคยก่อไว้
ความรู้สึกแรกที่ได้ััโลกนี้คือความเย็นชื้นของพื้นดินแข็งกระด้าง กลิ่นอับของใบไม้หมักหมมและไอดินแทรกซอนเข้าสู่โพรงจมูก เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก สิ่งแรกที่เห็นคือรากไม้ใหญ่ชอนไชพันเกี่ยวอยู่เหนือศีรษะ สกัดกั้นแสงอาทิตย์ยามอัสดงจนเหลือเพียงลำแสงสีส้มหม่นสาดส่องลงมาเป็หย่อมๆ
เจยจื่อหลงขมวดคิ้วน้อยๆ ความทรงจำสุดท้ายคือแสงสีทองเจิดจ้าที่สาดใส่ร่าง ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบไป เขาพยายามยันกายลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกถึงความอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน แขนขาเล็กสั้นผิดส่วน ไร้ซึ่งพลังเทพอันคุ้นเคย ความตระหนกแล่นริ้วเข้าสู่จิตใจ แต่ด้วยพื้นฐานความเป็โอรส์ เขาจึงพยายามข่มความรู้สึกนั้นไว้แล้วสำรวจร่างกายตนเอง
มือเล็กๆ ขาวผ่องแต่เปรอะเปื้อนดิน เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็เพียงผ้าป่านเนื้อหยาบสีมอซอเก่าคร่ำคร่า ผิดจากอาภรณ์ทิพย์ที่เคยสวมใส่ลิบลับ นี่คือ... ร่างของเด็กมนุษย์?
"อือ..." เสียงครางแ่เบาดังขึ้นข้างๆ
เจยจื่อหลงหันไปมอง ร่างเล็กอีกร่างหนึ่งกำลังขยับตัวอย่างงัวเงีย เด็กหญิงในชุดผ้าป่านสีตุ่นคล้ายกันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตสีนิลกาฬคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นสภาพรอบกายและร่างกายของตนเอง
"นี่มัน... อะไรกัน?!" วีอันอันดีดตัวลุกพรวด แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดทำให้เซถลาเกือบล้มลง เจยจื่อหลงรีบยื่นมือไปประคองไว้
"อันอัน! เ้าเองรึ?" แม้จะอยู่ในร่างเด็ก เสียงของเจยจื่อหลงก็ยังคงทุ้มนุ่มแต่แฝงอำนาจบางเบา
"จื่อหลง!" วีอันอันตาโต "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเราถึงกลายเป็แบบนี้? พลังของข้า... พลังมารของข้าหายไปไหน?!" นางพยายามรวบรวมพลัง แต่กลับรู้สึกว่างเปล่า มีเพียงความอ่อนล้าเข้ามาแทนที่
ทั้งสองมองหน้ากัน ความจริงอันโหดร้ายค่อยๆ กระจ่างชัดในใจ นี่คือบทลงทัณฑ์จากการฝ่าฝืนกฎ์และนรกภูมิ พวกเขาถูกส่งมาจุติใหม่ในร่างเด็กมนุษย์ ถูกริบพลังอำนาจจนเกือบหมดสิ้น ณ ดินแดนโลกมนุษย์อันแสนโสมมนี้
"ดูเหมือน... เราคงต้องชดใช้กรรมกันจริงๆ เสียแล้ว" เจยจื่อหลงถอนหายใจแ่เบา แม้จะเคยหยิ่งทระนง แต่สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องยอมรับชะตากรรม
วีอันอันหน้ามุ่ย กำหมัดน้อยๆ อย่างขัดใจ "ชดใช้กรรมในร่างเด็กอ่อนแอไร้พลังเนี่ยนะ? ท่ามกลางสถานที่บ้าๆ แบบนี้เนี่ยนะ?" นางกวาดตามองรอบๆ อย่างรังเกียจ
สถานที่ที่พวกเขาตื่นขึ้นมา ดูเหมือนจะเป็โพรงใต้รากต้นไม้ใหญ่ ในป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์และพงหนาม อากาศเย็นชื้น มีเสียงแมลงและสัตว์เล็กๆ ดังระงมอยู่รอบตัว ไกลออกไป ได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้ คล้ายเสียงร่ำไห้ของภูตผี บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกอ้างว้าง เปลี่ยวเหงา และแฝงอันตราย
"เราต้องหาทางออกจากที่นี่ก่อน" เจยจื่อหลงกล่าว พยายามตั้งสติ "อยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ปลอดภัย"
ทั้งสองพยุงกันค่อยๆ คลานออกจากโพรงใต้รากไม้ เมื่อมายืนอยู่ด้านนอกจึงเห็นภาพที่กว้างขึ้น ป่าแห่งนี้ดูเก่าแก่และลึกลับ ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้า แสงแดดแทบส่องลงมาไม่ถึงพื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้งทับถมหนา มีเสียงนกกลางคืนร้องแว่วมาแต่ไกล กลิ่นสาบจางๆ ของสัตว์ป่าลอยมาตามลม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าย่ำใบไม้แห้งและเสียงพูดคุยห้าวห้วนก็ดังใกล้เข้ามา
"เร็วเข้า! ก่อนฟ้าจะมืด ตรวจดูแถวนี้ให้ทั่ว! บางทีอาจมีพวกชาวบ้านหนีมาซ่อนตัวอยู่!"
"ถ้าเจอผู้ชายฆ่าทิ้ง ผู้หญิงกับเด็กจับตัวไว้! นายท่านต้องพอใจแน่!"
เจยจื่อหลงและวีอันอันตัวแข็งทื่อ สบตากันอย่างตื่นตระหนก พวกเขารีบหลบเข้าหลังพุ่มไม้หนาทึบทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต แม้ในยามที่เผชิญหน้ากับทัณฑ์์หรือเพลิงนรก ก็ไม่เคยหวาดหวั่นเท่านี้ เพราะยามนั้นพวกเขายังมีพลังอำนาจล้นเหลือ แต่บัดนี้... พวกเขาเป็เพียงเด็กน้อยสองคนที่ไร้ทางสู้
เงาร่างสูงใหญ่หลายร่างในชุดเกราะหนังเก่าคร่ำคร่า ถือดาบและหอกเดินผ่านไปไม่ไกลนัก ใบหน้าของพวกมันดูหยาบกร้านและโเี้ ดวงตาเต็มไปด้วยความละโมบและอำมหิต พวกมันคือกลุ่มโจรป่า หรืออาจเป็ทหารเลวที่ออกปล้นสะดมชาวบ้าน กลิ่นคาวเืจางๆ โชยมาจากตัวพวกมัน เป็หลักฐานยืนยันถึงการเข่นฆ่าที่เพิ่งผ่านมา
เจยจื่อหลงกดร่างวีอันอันให้นิ่งที่สุด ลมหายใจของทั้งสองแทบจะหยุดลง รอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยไกลออกไปจนลับหู จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
วีอันอันตัวสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็ความกลัวและขยะแขยง "จื่อหลง... พวกมัน..."
"ข้ารู้" เจยจื่อหลงพยักหน้า แววตาฉายความเ็า "นี่สินะ โลกมนุษย์ที่ท่านพ่อและท่านพญามาร้าให้เรามาเรียนรู้... เต็มไปด้วยความโหดร้ายและป่าเถื่อน"
ความรู้สึกสลดใจระคนความขุ่นแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของทั้งสอง จากเดิมที่เป็เพียงการยอมรับชะตากรรม บัดนี้กลับมีความคิดบางอย่างเริ่มผุดขึ้นมา... ความคิดที่จะไม่ยอมจำนนต่อความเลวร้ายนี้
"เราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้" เจยจื่อหลงตัดสินใจ "เราต้องไปจากป่านี้ หาที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ และ... หาทางเอาตัวรอดให้ได้"
"แล้วเราจะไปไหน?" วีอันอันถาม เสียงยังสั่นเครือ
"ข้าไม่รู้" เจยจื่อหลงยอมรับตามตรง "แต่เราต้องไปข้างหน้า อย่างน้อยก็ต้องหาแหล่งน้ำและอาหารก่อน"
เขามองไปยังทิศที่กลุ่มโจรเดินจากไป แล้วหันไปมองทิศตรงกันข้าม "เราไปทางนั้น"
เด็กน้อยสองคน อดีตเทพและมารผู้ยิ่งใหญ่ในร่างมนุษย์ จับมือกันแน่น ก้าวเดินออกจากที่ซ่อนอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางป่าทึบยามโพล้เพล้ที่อันตรายแฝงอยู่ทุกย่างก้าว อาภรณ์ผ้าป่านหยาบมอซอไม่อาจปกปิดแววตาที่เริ่มเปลี่ยนไป