สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 135 คำทำนายและชุดเกราะเวทมนตร์

            ซุนเฟยก็พลันดีใจขึ้นมา “ท่าน...ในที่สุดก็สามารถระบุชุดเกราะนี้ได้แล้ว?”

     

            ตาเฒ่าเคนยัดชุดเกราะเวทมนตร์คืนซุนเฟยแล้วพยักหน้า ขณะที่เขาหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ไม่ผิด ข้าสามารถระบุชุดเกราะนี้ได้...และข้าก็ยังถือโอกาสดัดแปลงเวทมนตร์บางส่วนเล็กน้อยด้วย ตอนนี้ ต่อให้ผู้สร้างเจ้าชุดเกราะนี่มายืนอยู่ตรงหน้า เขาก็จำไม่ได้หรอกว่าเป็นชุดเกราะที่ตัวเองเคยสร้าง...ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ลำดับการโคจรเวทมนตร์ที่แฝงมากับอักขระเวทมนตร์และขั้นตอนการทำงานของเวทมนตร์ของชุดเกราะนี่มันทั้งแปลกทั้งประณีตจนน่าตกใจ...แต่ข้าก็สามารถมองมันออกได้ ความจริงแล้วทักษะนี้กับหลักการเวทมนตร์ของแผ่นดินโร้กก็คล้ายๆ กัน...นายท่านซุนเฟย ข้าคิดว่าข้าได้ค้นพบประตูสู่เวทมนตร์ชนิดใหม่โดยบังเอิญเข้าแล้ว ถ้าผลักมันเข้าไป บางทีอาจจะได้รับพลังที่แม้แต่พระเจ้ายังต้องตัวสั่นเลยก็ได้!”

     

            เมื่อได้ยินคำพูดโอ้อวดของตาเฒ่าเคน ในใจของซุนเฟยพลันกระตุกขึ้นมา เดิมทีบันทึกการฝึกฝนของนักเวทฉบับคัดลอกที่ซุนเฟยคิดจะมอบให้อาคาร่าก็เปลี่ยนเป็นส่งไปให้เคนแทน “ถ้าอย่างงั้น ท่านสามารถค้นพบอะไรจากสมุดเล่มนี้ไหม?”

     

            “นี่คือ...”

     

            ตาเฒ่าเคนรับบันทึกการฝึกฝนของนักเวทมาอย่างสงสัย เมื่อเขากวาดสายตามอง ทันใดนั้นดวงตาก็เปล่งประกายเหมือนหมาป่าขนเทาที่กำลังหิวกระหาย แล้วบังเอิญได้พบกับหมูอวบอ้วนจอมขี้เกียจ “อา พระเจ้า ที่แท้ก็เป็นแบบนี้...นี่มัน...โอ้ การออกแบบนี่มันอัจฉริยะชัดๆ...นี่เป็นเวทมนตร์ที่น่าทึ่งมาก และวิธีการก็ยังกว้างขวาง...โอ้ พระเจ้า ยังสามารถใช้งานจริงได้อีก....ฮึๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว มันเป็นแบบนี้นี่เอง...การออกแบบนี่มันอัจฉริยะจริงๆ”

     

            หลังจากอุทานด้วยท่าทางคลุ้มคลั่ง ตาเฒ่าเคนเคราขาวก็ทำตัวเหมือนพวกนักวิทยาศาสตร์ที่คลั่งการทดลองแบบสุดกู่ เขาเลิกสนใจซุนเฟย เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับบันทึกในมือ ขณะที่หมุนตัวเดินกลับไปที่เต็นท์ของตัวเองพลางทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ด้วยสมุดเล่มนี้ ข้าจะเปลี่ยนแปลงและสร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมา โอ้ว ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่แน่ว่า ข้าอาจจะสามารถช่วยท่านเปิดแหวนมิติแปลกๆ วงนั้นได้...”

     

            ตาเฒ่าเคนเหมือนพายุ มาเร็ว ไปเร็ว

     

            ซุนเฟยได้แต่ส่ายหัว

     

            ที่ 'ค่ายโร้ก' ตาเฒ่าเคนกับแม่ชีอาคาร่าทั้งสองคนต่างมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทฤษฎีเวทมนตร์อย่างลึกซึ้งเป็นเหมือนศาสตราจารย์ที่เก่งกาจในความคิดของซุนเฟย เนื่องจากโครงสร้างเวทมนตร์ของโลกDiablo กับแผ่นดินอาเซรอทมีการทำงานที่แตกต่างกันเล็กน้อย หากตาเฒ่าเคนสามารถถอดหลักการเวทมนตร์ของแผ่นดินอาเซรอทออกแผนการมากมายของซุนเฟยต่อจากนี้ก็สามารถทำให้บรรลุผลได้

     

            “ข้าอยากไปโลกแห่งแสงสว่าง อยากลองสร้างน้ำยาบางอย่างที่นั่น ท่านให้เอเลน่าไปกับข้าเถอะนะ!”

     

            สำหรับแม่ชีอาคาร่าแล้ว นางอยากรู้อยากเห็นเรื่องที่สร้างน้ำยาบนแผ่นดินอาเซรอทแล้วมันสามารถกลายพันธุ์ได้มากกว่า บางทีนางกับตาเฒ่าเคนก็ไม่แตกต่างกันเท่าไรหรอก ดูท่าว่าปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีในการสร้างม้วนคัมภีร์และน้ำยากำลังจะค้นพบประตูสู่การสร้างน้ำยาใหม่ ถ้าโชคดี นางคิดว่าตัวเองอาจจะค้นพบน้ำยาชนิดใหม่ที่ไม่มีเคยมีก่อน

     

            ซุนเฟยไม่ลังเลสักนิด

     

            หลังจากที่เก็บไอเทมตรงหน้า เขาก็เปิดใช้งานทักษะเทพเจ้า ทักษะ 'อัญเชิญ' เมื่อประตูมิติเปิดออกก็ส่งแม่ชีอาคาร่าและเอเลน่าไปที่เมืองแซมบอร์ดแองเจล่าลมกรดทมิฬ และพวกเด็กๆ ที่เฉลียวฉลาดก็พาแม่ชีอาคาร่าขึ้นไปบนภูเขาด้านหลังของเมืองแซมบอร์ดที่นั่นมีสมุนไพรและพืชคลุมดินจำนวนมาก อาคาร่าเหมือนได้ค้นพบโลกใหม่นางก็เริ่มทำตัวเป็น ‘เสินหนงชิมสมุนไพรนับร้อย1’

     

            ซุนเฟยกลับมาที่โลก Diablo

     

            เขาออกจาก 'โหมดคนเถื่อน' กลับมาที่หน้าจอโฮโลแกรมสามมิติแล้วเลือก 'โหมดจอมเวท' ในบรรดาตัวละครทั้งเจ็ดตัวของโลก Diablo มีตัวละครจอมเวทตัวละครเดียว...ที่ยังไม่ได้ทำเควสแต่ก็เหลือเพียงแค่สองเควสสุดท้ายเท่านั้น ในเวลาสามชั่วโมงกว่าๆ ที่เหลือมันก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเคลียร์เควส ‘สังหารเดอะเคานต์เตส’ และ‘สังหารแม่ชีแอนเดเรียผู้ร่วงหล่น’ และนั่นก็เท่ากับว่าซุนเฟยได้เคลียร์เควสทั้งหมดของแผนที่ 'ค่ายโร้ก' ในทุกตัวละครได้สำเร็จรางวัลนั่น บางทีเขาอาจจะได้มาเร็วๆ นี้

     

            การสังหารและอัพเลเวลเริ่มต้นขึ้น



                ……



            สองชั่วโมงต่อมา

     

            “อ๊า!!!”

     

            ลึกลงไปในห้องใต้ดินของ 'อารามศักดิ์สิทธิ์' ที่ 'ที่ราบสูงไท้หมัว' เสียงร้องโหยหวนที่โศกเศร้าและไม่ยินยอมลอยออกมาจากที่นี่มันดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดินโร้ก เมื่อเสียงโหยหวนสิ้นสุดลง ลาสบอสแอนเดเรียก็ตกตายด้วยมือของซุนเฟยเป็นครั้งที่เจ็ด เลือดสีแดงสดไหลลงพื้นห้องใต้ดิน แผ่นดินสั่นสะเทือนจนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นดินก่อนที่เปลวไฟจะลุกไหม้ศพของแอนเดเรียมอนสเตอร์และปีศาจที่อยู่รอบๆ ต่างพากันกรีดร้องออกมาท่ามกลางเปลวไฟที่เผาไหม้ตัวเองจนกลายเป็นเถ้า

     

            และนี่ก็เป็นครั้งที่เจ็ดแล้วที่ซุนเฟยได้เห็นน้ำตาไหลออกมาจากหางตาของแอนเดเรีย

     

            นั่นเป็นน้ำตาแบบไหนกัน!

     

            หยาดน้ำตาแวววาวดุจคริสตัลเต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์และตกต่ำ สวยงามกับสิ้นหวัง จงรักภักดีและทรยศ หวนกลับและเรียกร้อง หยาดเลือดกับหยดน้ำตา ไฟและดาบ ความอิจฉาและความเคียดแค้น ทั้งหมดนี้ชวนให้ผู้คนรู้สึกหลงใหล....โลกใบนี้ยังมีโศกนาฏกรรมความรักที่โลกไม่เข้าใจอยู่อีกมากมาย ซุนเฟยจมอยู่ในภวังค์แปลกๆ ความรู้สึกเก่าๆ ก็พลันระเบิดออกมา เหมือนกับมีเสียงคำรามของจิตวิญญาณที่มีชีวิต กำลังรุกรานเข้ามาในจิตใจของซุนเฟย

     

            ภพตรงหน้าซุนเฟยพลันเปลี่ยนไป

     

            การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกะทันหัน

     

            เมื่อหกครั้งก่อนไม่ว่าจะเป็นคนเถื่อน พาลาดิน ดรูอิดหรือตัวละครอื่นๆ หลังจากสังหาร ‘สังหารแม่ชีแอนเดเรียผู้ร่วงหล่น’ เสร็จแล้วก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จิตใต้สำนึกตอนนี้ก็พลันแปรปรวนขึ้นมา ทำให้ซุนเฟยไม่สามารถหลบหนีหรือต่อต้านได้

     

            ด้านหน้าของซุนเฟยก็ปรากฏเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว มันเหมือนกำลังดูหนังสามมิติ

     

            มีเด็กสาวกำพร้าพ่อแม่คนหนึ่งกำลังเดินอยู่ในถิ่นทุรกันดารเพียงคนเดียว เด็กน้อยทั้งเหนื่อยทั้งหิว ใกล้จะตายในไม่ช้า ทว่าก็มีนักบวชใจดีคนหนึ่งเก็บเด็กน้อยคนนี้มาเลี้ยง หลังจากวันนั้น เด็กน้อยผู้โชคร้ายก็อาศัยอยู่ในอารามศักดิ์สิทธิ์บนที่ราบสูงไท้หมัว ตอนแรกนางเป็นเพียงลูกเป็ดขี้เหร่ ต้องทำงานที่ทั้งสกปรกทั้งเหนื่อยที่สุดเพื่อให้ตัวเองกินอิ่มท้อง เมื่อเวลาไหลผ่านไป จากลูกเป็ดขี้เหร่ก็กลายเป็นนางหงส์ผู้งดงามที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง แม้แต่นักบวชที่เคร่งศาสนามากที่สุดก็ยังต้องเสียสมาธิในการสวดภาวนาเพียงเพราะรอยยิ้มของนาง ชื่อของหญิงสาวคนนี้ได้กระจายไปทั่วแผ่นดินโร้ก นางกลายเป็นเทพธิดาในใจของชายทุกคน กลายเป็นศัตรูของผู้หญิงทุกคน

           

            อารามศักดิ์สิทธิ์อาศัยความสวยของนางมาสนับสนุนและพัฒนาอารามจนกลายเป็นกองกำลังสำคัญของสวรรค์ในการต่อต้านนรก

     

            ในกิจกรรมที่สำคัญของอารามศักดิ์สิทธิ์ จะมีผู้ชายมากมายหลายคนที่ต้องการขึ้นมาที่ราบสูงไท้หมัวเพียงเพื่อจะมายลโฉมของนางกับตาสักครั้ง เมื่อนางปรากฏกายบนแท่นพิธีสูง พวกผู้ชายก็จะพากันโห่ร้องนับไม่ถ้วน แต่มีผู้ชายคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมสีแดงกลับหันหลังเดินจากไป...นางจดจำผู้ชายคนนั้นไว้

     

            ต่อมา เรื่องโชคร้ายก็เกิดขึ้น

     

            ในขณะที่กำลังสวดภาวนา โคมไฟน้ำมันบนโบสถ์ก็ร่วงลงมาโดนใบหน้าผู้หญิงคนนั้น นางถูกเปลวไฟเผาไหม้ดวงตาของนาง เหล่าแม่ชีที่พากันอิจฉาความงามของนางจงใจรักษานางอย่างล่าช้า...ทำให้นางเสียโฉม สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็ทำให้นางแปลกใจ เมื่อนางสูญเสียความงามไปก็กลายเป็นตัวตลกของทุกคนบนแผ่นดิน เมื่อสาวน้อยไม่มีประโยชน์ต่อโบสถ์ก็ไม่มีใครในอารามศักดิ์สิทธิ์เหลียวแล เพื่อให้อยู่รอด นางจำเป็นต้องทำงานที่ทั้งสกปรกและเหนื่อยยากอีกครั้ง ต้องทนใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงหัวเราะและเย้ยหยัน แม้แต่ทหารรับจ้างที่ระดับต่ำที่สุดยังพากันมองและหัวเราะเยาะนาง “ดูสิ นี่ไง นังผู้หญิงน่าเกลียดคนนี้นี่แหละที่เป็นสาวงามที่สุดของแผ่นดินโร้ก...”

     

            เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ ได้เห็นรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดบนหน้าของนาง นางจึงไปอ้อนวอนของให้ช่างตีเหล็กช่วยสร้างหน้ากากเหล็กขึ้นมา

     

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สาวงามที่สุดในแผ่นดินโร้กก็สวมหน้ากากสีดำและใช้ชีวิตไม่ต่างกับสุนัขตัวหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง ผู้ชายในชุดคลุมสีแดงก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของนาง

           

            “เจ้าคือแอนเดเรีย?” เขาถามอย่างแปลกใจ

     

            นางตกตะลึงไปชั่วครู่ สวมหน้าการแบบนี้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงรู้จักนางได้?

     

            “ดวงตาของเจ้ายังคงงดงาม!”

     

            ช่างเป็นคำตอบที่เรียบง่าย น้ำตาของนางค่อยๆ ไหลลงมา งดงาม คำพูดนี้ช่างให้ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยทั้งไม่คุ้นเคย เป็นเวลานานเท่าไรแล้วที่นางไม่ได้ยินคนอื่นพูดคำนี้? ที่แท้ดวงตาของนางก็ยังคงงดงามเหมือนเดิม...

     

            “อยากได้ใบหน้าเดิมกลับคืนมาไหม?” ผู้ชายคนนั้นถาม

     

            “อยาก...แต่จะเป็นไปได้อย่างไร? หรือว่าเจ้าสามารถทำได้?” หญิงสาวเผยรอยยิ้มขื่นขม

     

            “แน่นอนว่าข้าทำได้” ผู้ชายคนนั้นดึงผ้าคลุมหน้าตัวเองออก พลังที่น่าเกรงขามก็พลันแผ่กระจายออกมา พื้นดินที่เหยียบอยู่ก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย “เพราะว่าข้าคือเจ้าแห่งอสูรเดียโบล!”

     

            สาวน้อยตัวสั่น...หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับเจ้าแห่งอสูรที่น่ากลัวเดียโบล แต่ไม่นานนางก็ค่อยๆ สงบสติลง

     

            หลังจากนั้น นางก็สามารถฟื้นฟูความงามของตัวเองกลับมาได้ โดยมีพลังแข็งแกร่งของปีศาจแฝงมาด้วย นางใช้พลังที่แข็งแกร่งและความงามควบคุมอารามศักดิ์สิทธิ์ แล้วเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นนรก กลายเป็นด่านหน้าสำหรับนรก นางได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างและกลายเป็นปีศาจสาวที่ผู้คนต่างหวาดกลัว และเกือบทำลายแผ่นดินโร้ก

     

            ใช่แล้ว นางตกหลุมรักเจ้าแห่งอสูร

     

            น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รักนาง เพราะเขารักเพียงแต่ภรรยาที่ตายไปแล้วของเขาเท่านั้น

     

            เพื่อเขาแล้ว นางยอมฟื้นฟูความงามและความรุ่งโรจน์ของตัวเอง ยอมตกต่ำและจมสู่หยาดน้ำตาและโลหิต...จากนั้นนางก็พยายามฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้พิษร้ายของตัวเองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถช่วยชายคนนั้นในการต่อสู้ระหว่างนรกและสวรรค์

     

            นามของนางนั้นคือ แอนเดเรีย

     

            'ดอกไม้โร้ก' คนก่อนหน้าเอเลน่า

     

            ในฐานะที่ซุนเฟยเป็นผู้ชม เขาเป็นพยานความรักที่ 'ดอกไม้โร้ก' แอนเดเรียมีให้แก่เจ้าแห่งอสูรนี่เป็นการเดินทางที่แปลกประหลาดมาก ซุนเฟยรู้สึกเหมือนกลายเป็นแอนเดเรียสามารถมองอดีตที่ผ่านมาของอดีต 'ดอกไม้โร้ก' คนนี้ได้รู้สึกถึงอารมณ์ไร้หนทาง โมโห เกลียดชัง โกรธเกรี้ยว...สุดท้ายซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา หญิงสาวคนนี้ช่างน่าสงสารนัก นางผิดหรือเปล่า?

     

            นี่คือโชคชะตา

     

            ซุนเฟยรู้สึกเห็นใจหญิงสาวที่ถูกเขาสังหารถึงเจ็ดครั้ง

     

            ในช่วงเวลาที่เกิดอารมณ์พวกนี้ ทันใดนั้นก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นมา ภาพที่อยู่ข้างหน้ายุ่งเหยิงเหมือนเลนส์บิดงอ จากนั้นก็ค่อยๆ จัดระเบียบใหม่ สาวงามที่ทำให้ผู้คนตกตะลึง อยู่ในชุดพลิ้วไหวราวกับเทพเซียน ปรากฏกายอยู่ด้านหน้าซุนเฟย ซุนเฟยจำนางได้ นี่คือแอนเดเรียหลังจากที่ฟื้นความงามขึ้นมา ไม่ใช่ปีศาจสาวมีพิษก่อนหน้านี้ ความงามของนางตอนนี้น่าหลงใหลและทำให้ผู้คนไม่กล้าละสายตาไปจากนาง หลังจากที่ซุนเฟยทะลุมิติมา ผู้หญิงตรงหน้านี่แหละสวยที่สุดแล้ว

     

            “รับของขวัญจากข้าไป รักษาผู้หญิงของเจ้าไว้นะ 'ดอกไม้โร้ก' ทุกคนจะต้องพบเจอกับความยากลำบากอย่างที่ไม่มีมาก่อน นักรบหนุ่ม ภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึงหากเจ้าเชื่อในรัก ได้โปรดคุ้มครองนางด้วย อย่าให้นางต้องทำผิดเหมือนที่ข้าทำ!”

     

            เมื่อหญิงสาวคนนั้นพูดจบก็โบกชายเสื้อ ก่อนที่ทั้งร่างจะปกคลุมไปด้วยแสงสีดำแล้วหายไป และปรากฏชุดเกราะเวทมนตร์ที่สวยงามประณีต

     

            ซุนเฟยตาค้าง

     

            นี่เป็นชุดเกราะเวทมนตร์

     

            เป็นชุดเกราะที่ครบชุดไม่มีส่วนใดขาดหายไป และบนชุดเกราะก็มีพลังที่ทรงอำนาจแผ่ออกมา

     

            บนชุดเกราะเวทมนตร์นี้มีหน้ากากสีดำวางไว้ นั่นเป็นหน้ากากที่แอเดเรียไปขอร้องให้ช่างตีเหล็กทำขึ้นมาเพื่อใส่ปกปิดใบหน้าของตัวเอง

                    ----------------------

            1 ‘เสินหนงชิมสมุนไพรนับร้อย’ ตามตำนานของจีนโบราณได้กล่าวถึงที่มาของใบชาไว้ว่า “เสินหนง” (神农) หรือ เทพแห่งการเกษตร ในตำนานจีน ในยุคอดีตกาลมีครั้งหนึ่งได้ชิมพืชพรรณทั่วแผ่นดินจนโชคร้ายถูกพิษของเหล่าพืชเข้าเล่นงานถึง 72ชนิดภายในวันเดียวแต่สุดท้ายพิษเหล่านั้นเสินหนงขับพวกมันออกไปด้วยใบชา (神农尝百草,日遇七十二毒,得荼而解。) และนี่คือจุดเริ่มต้นของการดื่มชา (โดยเทพตามความเชื่อซึ่งก็ถือเป็นการยกย่องสรรพคุณของใบชาว่าเทียบเคียงยา แต่ไม่ใช่ยา)

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน