ภาพความทรงจำวนย้อนกลับมา นับั้แ่จำความได้ จน่ชีวิตที่อยู่กับปู่ของเขา ความข้นแค้นของเมืองชายแดนที่พร้อมจะพรากชีวิตของเขาไปได้ทุกเมื่อ การที่ต้องทนดูถูกเหยียดหยามจากคนอื่นๆ ในสำนักฝึกยุทธ์ จนได้มาพบกับอาจารย์ของเขาผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล จากถูกตามล่าจากเหล่านักฆ่า จนสุดท้ายได้ร่วมผจญภัยเสี่ยงชีวิตเป็ตายด้วยกันมา เหตุการณ์เมื่อครั้งบุกทะลวงไปยังสำนักบัวหิมะยังตราตรึงใจ สุดแล้วกลับพลัดพรากแยกย้าย ภาพเื่ราวทับซ้อนกันไปมา จนเทียนฟางต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะด้วยความเ็ปจนอดที่จะร้องครางออกมาเบาๆ ไม่ได้
เทียนฟางลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะพบว่าตอนนี้เขาอยู่ในห้องหินแห่งหนึ่งมันมีขนาดไม่ใหญ่นักเพียงพอให้คนหนึ่งถึงสองคนอยู่เท่านั้น เทียนฟางค่อยๆ ขับลุกขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากตั้งสติและปรับลมหายใจให้เป็ปกติแล้ว เขาก็เริ่มสำรวจบริเวณโดยรอบ
ห้องหินแห่งนี้มีขนาดประมาณสามคูณสามเมตร มองดูจากร่องรอยก็พบว่ามันไม่ได้เป็สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่ต้องเกิดจากฝีมือของมนุษย์อย่างแน่นอน ผนังบางส่วนราบเรียบราวกับถูกตัดด้วยของที่คมกล้ายิ่ง บางส่วนเป็หลุมบ่ออันเกิดจากแรงอัดกระแทก เทียนฟางคาดเดาว่ามันคงเป็ร่องรอยที่เกิดจากการใช้พลังประเภทเพลงหมัด สิ่งของที่เขาค้นพบไม่ได้มีสิ่งใดที่มีประโยชน์ต่อเขาเลย ยกเว้นแผ่นหิน ที่จารึกถ้อยคำยาวเหยียดจนแน่นขนัด ทั้งยังมิใช่แผ่นเดียว แต่มันมีมากนับสิบกว่าชิ้น เทียนฟางใช้มือปัดฝุ่นผงที่เกาะติดแผ่นหินออก ก่อนจะเริ่มอ่านสิ่งที่ถูกจารึกเอาไว้
“แผ่นหินนี้เป็สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ ดูเหมือนว่าจะเป็ความหวังเดียวของข้าในตอนนี้ ดูจากฝุ่นที่เกาะอยู่ห้องหินแห่งนี้ คงถูกทิ้งร้างมานานมากแล้ว มาดูกันเถอะว่ามันเป็เื่ราวอันใดกันแน่”
ถ้อยอักษรร้อยเรียงเป็ระเบียบงดงาม สะท้อนกับแววตาของเทียนฟางราวกับกำลังเริงระบำท่วงทำนองของอดีตกาล
“วันที่เจ็ด นับั้แ่ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งการทดสอบของเทพเมฆา ข้าค้นพบว่าที่แห่งนี้อันตรายกว่าที่คาดไว้ เพียงก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งการทดสอบ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจิติญญาปฐีตกตายในทันที ที่แห่งนี้ไม่ยินดีต้อนรับพวกมัน!!”
“วันที่สิบห้า ตอนนี้กำลังพลของเราหลงเหลือเพียงสิบคนเท่านั้น สิบคน! จากผู้คนทั้งสิ้นห้าสิบสองชีวิต เพียงสิบห้าวัน หลงเหลือผู้ฝึกยุทธ์ขั้นผสานลมปราณเพียงเจ็ดคน ขั้นครึ่งก้าวสู่จิติญญาปฐีหนึ่งคน และขั้นรวบรวมลมปราณอีกสองคน ใช่นั่นรวมถึงข้าด้วย”
“วันที่ยี่สิบแห่งการทดสอบ พวกเราจบสิ้นแล้ว! หัวหน้าของพวกเราสิ้นชีพ ครึ่งก้าวสู่จิติญญา ระดับผสานลมปราณขั้นสูงสุดยังไม่อาจมีชีวิตรอด! แล้วพวกเราจะทำเช่นไรคงไม่ต้องคาดเดา”
“วันที่ห้าสิบสอง ทุกคนล้วนตกตายสิ้น! ตอนนี้เหลือข้าเพียงลำพัง”
“วันที่หนึ่งร้อยสี่สิบสาม ข้าไม่รู้ว่าข้าอยู่รอดมาได้เช่นไร เหตุไฉนข้าไม่ตกตาย หรือจริงๆ ข้าตายไปเนิ่นนานและนี่เป็โลกแห่งิญญากันนะ เหตุไฉนข้าถึงไม่ตกตาย!”
“ข้าไม่รู้วันเวลาอีกแล้ว ร่างของข้ากำลังจะสูญสลาย นี่เป็ของขวัญสุดท้ายที่คนไร้ประโยชน์อย่างข้าจะทำได้ หวังว่าในวันข้างหน้ามันจะมีประโยชน์กับผู้ที่มายังที่แห่งนี้...หึหึหึ มันจะมีประโยชน์อันใดสุดท้ายทุกคนก็ต้องตกตาย...ไม่!! จะต้องมีคนรอดชีวิตในสักวันหนึ่ง ดวงิญญาของพวกเราจะได้รับการเซ่นสรวงและถูกปลดปล่อย!”
เทียนฟางไล่สายตาไปตามถ้อยคำบนแผ่น อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ เพียงถ้อยคำของแผ่นหินแผ่นแรกมันก็พบเจอกับเื่ราวที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้แล้ว และสิ่งที่จารึกไว้ในแผ่นอื่นๆ เล่า!
โดยไม่ต้องลังเลใจใด ๆ เทียนฟางใช้เวลากว่าหกชั่วยามในการนั่งอ่านแผ่นหินทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ในห้องแห่งนี้ทันที จนในที่สุดเขาก็วางแผ่นหินแผ่นสุดท้ายลง ก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการที่ต้องหนังอ่านจารึกหลายชั่วยาม หากแต่เกิดจากอารมณ์หลากหลายประการที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก ทั้งความเห็นใจ หวาดหวั่น หรือแม้แต่ความหวัง ที่ยามนี้ปรากฏชัดภายในแววตาทั้งสองข้างของเทียนฟาง
“ไม่คาดคิดว่าจะมีเื่ราวที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ เคยเกิดขึ้นที่นี่”
ความคิดหลายอย่างค่อยๆ ผุดขึ้นในหัวของเทียนฟาง เขาค่อยๆ เรียบเรียงเื่ราวและปะติดปะต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้ทีละส่วน จนในที่สุดก็สามารถคาดเดาเื่ราวได้ทั้งหมดแม้ว่าจะมีบางส่วนที่ขาดหายและไม่ถูกต้องไปบ้าง แต่เนื้อความโดยรวมจะต้องไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน
นั่นคือ เมื่อหลายพันปีก่อน มีสำนักฝึกยุทธ์แห่งหนึ่งนามศาลาบุปผาขจร ได้ค้นพบสุสานโบราณแห่งนี้ แต่เพราะการแก่งแย่ง่ชิงกัน ณ ขณะนั้นรุนแรงยิ่ง จึงจำเป็ต้องสำรวจสุสานแห่งนี้ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่ข่าวนี้จะแพร่สะพัดไปถึงหูของผู้ที่มีอำนาจหรือแม้แต่ฝ่ายที่หลบซ่อนอยู่ในความมืด อนิจจา เพราะความเร่งรีบ สำนักศาลาบุปผาขจรยังมิทันได้เตรียมการใดๆ ข่าวที่ตั้งใจปกปิดกลับแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว สุสานโบราณแห่งนี้กลายเป็ศูนย์กลางของนักแสวงโชคจากทั่วสารทิศและเพื่อชดใช้กับความผิดที่ปิดบังเื่ราวเอาไว้สำนักของมันถูกบีบบังคับให้เข้าไปสำรวจสุสานโบราณเป็คณะแรก เื่สมควรเป็เื่ที่น่ายินดี หากมิใช่เพราะว่ามีผู้ค้นพบว่า สุสานแห่งนี้คือดินแดนแห่งการทดสอบของเทพเมฆา!