แสงอาทิตย์ยามเช้าอันเจิดจ้าสาดส่องลงมาสะท้อนกับลานโลหะแผ่นหนาของลานจอดอากาศยาน ณ ศูนย์บัญชาการภาคพื้นหมายเลข 7 ไอความร้อนจากท่อไอเสียลอยขึ้นเป็สาย
สุ้มเสียงของเครื่องยนต์ไอพ่นไอพ่นขับดันแนวตั้งจากยานลำเลียงพล VTOL หลายสิบลำแผดคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณลานกว้าง เ้าหน้าที่ภาคพื้นดินในชุดช่างเครื่องและชุดป้องกันเกราะเบากำลังวิ่งวุ่นโกลาหล ขนย้ายกล่องตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเสบียงอาหารแห้ง อุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉิน และชิ้นส่วนเครื่องจักรกลหนักนาโนเทคโนโลยีขึ้นสู่ห้องสัมภาระท้ายยานอย่างเร่งรีบจนฝุ่นตลบ
รินในชุดเครื่องแบบทหารสีดำสนิทประดับตราสัญลักษณ์ V.I.F. ยืนกอดกล่องเอกสารเหล็กแน่นอยู่ข้างเสาทางเดินเชื่อม พลางเอียงคอจดจ้องมองภาพความโกลาหลตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและมึนงง
“เอ๋...? กัปตันคะ ภารกิจเร่งด่วนของหน่วย Vanguard ในวันนี้...ไม่มีรายงานการปรากฏตัวของการ์เลนอสเหรอคะ?” รินเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“ไม่มี”
โอลิเวียที่เดินกระแทกส้นเท้าผ่านหน้าไปเอ่ยตอบสั้นๆ โดยที่ใบหน้ายังคงก้มมองตรวจสอบรายการสิ่งของในหน้าจอแท็บเล็ตไม่วางตา “ภารกิจอย่างเป็ทางการในวันนี้คือการ คุ้มกันขบวนลำเลียงเสบียงและอุปกรณ์ยังชีพ เข้าสู่พื้นที่เขต สีเหลือง (Y Zone)”
“...อ้าว คุ้มกันขบวนเสบียงแค่นั้นเองเหรอ?” รินพึมพำพลางลดกล่องเอกสารลงต่ำ
เพียะ!
“โอ๊ย!”
รินร้องลั่นพลางยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเองป้อยๆ เมื่อแฟ้มเอกสารปกแข็งในมือของโอลิเวียถูกตวัดฟาดเข้ากลางหน้าผากของเธออย่างแม่นยำดุจจับวาง
“อย่าได้ริอาจพูดคำว่าแค่นั้น ออกมาเด็ดขาด เ้าหน้าที่สมาชิกริน” โอลิเวียลดแท็บเล็ตลง แววตาหลังกรอบแว่นฉายประกายดุจัด พลางถอนหายใจยาวด้วยความเอือมระอา “เพราะมีทหารใหม่ที่รักสนุกแต่โง่เง่าอย่างเธอนี่แหละ ถึงชอบทึกทักไปเองว่า หน้าที่และเกียรติยศของหน่วย Vanguard คือการออกไปเข่นฆ่าตามล่าพวกการ์เลนอสโชว์เท่ไปวันๆ”
“ก็...ก็ฉันแค่เห็นว่ามันฟังดูเป็ภารกิจที่ง่ายและปลอดภัยกว่าเดิมนี่นา...” รินเบ้ปากบ่นอุบอิบ เสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“ง่ายอย่างนั้นเหรอ?”
คราวนี้เป็สุ้มเสียงทุ้มต่ำของอายาโกะที่เดินทอดน่องเข้ามาสมทบจากด้านหลัง หญิงสาวผมดำจ้องมองรุ่นน้องสาวด้วยสายตาและสีหน้าที่จริงจังผิดปกติจากทุกทีจนรินััได้ “ถ้างั้นก็เก็บปากของเธอเอาไว้ แล้วลองไปใช้ดวงตาคู่นั้นมองเห็นสภาพความเป็จริง ของโลกภายนอกในพื้นที่ Y Zone ด้วยตัวเองก่อน...แล้วคราวนี้ค่อยมาพูดคำว่าสมรภูมิมันง่ายอีกรอบนะ ยัยหนู”
บรรยากาศรอบตัวพลันดิ่งวูบลงสู่ความอึมครึม จนรินเริ่มรู้สึกเสียวสันหลังและใจคอไม่ค่อยดีขึ้นมาอย่างกะทันหัน
สองชั่วโมงต่อมา ท่ามกลางกระแสลมเหนือน่านฟ้า
ยานลำเลียงพล VTOL ความเร็วสูงกำลังบินตัดผ่านม่านเมฆบนท้องฟ้าสีครามสดใส รินนั่งกอดเข่าอยู่บนเบาะโดยสารติดขอบหน้าจอกระจกนิรภัย ทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องล่างอย่างตั้งใจ
ในตอนแรกลึกๆ เธอแอบคิดว่าภาพที่จะได้เห็นคงจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้าและสิ่งก่อสร้างล้ำยุคเหมือนเช่นที่มหานครโครเนแซนเดรีย ทว่า...ยิ่งยานลำเลียงบินห่างไกลออกจากเขตฐานทัพหลักออกไปมากเท่าไร ภาพเบื้องล่างที่ปรากฏสู่สายตากลับแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละโลก
อาคารบ้านเรือนพังทลายหักโค่น ผิวถนนคอนกรีตแตกร้าวซ้อนทับก้นบึ้ง ซากเมืองร้างขนาดมหึมาจำนวนมากมายมหาศาลทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บางแห่งหลงเหลือเพียงแค่โครงเหล็กกล้าสีดำไหม้เกรียม ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ารกชัฏ...มองดูราวกับเป็สุสารถาวรวัตถุขนาดใหญ่ั์ของอารยธรรมมนุษย์ที่เคยรุ่งเรือง
เมดิสันที่กำลังนั่งตรวจเช็กระบบสื่อสารเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอหมองลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาราวกับเป็เื่เล่าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “...มันคือร่องรอยของการโจมตีระดับมหานครน่ะ”
“...”
“เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อสิบสามปีก่อน...”
รินนิ่งงันไปในพริบตา...พื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาที่เธอเห็นอยู่เบื้องล่างนี้ ในอดีตมันเคยเป็เมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริงๆ งั้นเหรอ?
“...จำนวนประชากรและผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น...ยืนยันตัวเลขคร่าวๆ ที่ประมาณสามล้านคนจ้ะ”
คำพูดเรียบๆ ทว่าหนักอึ้งของเมดิสัน ส่งผลให้ห้องโดยสารภายในยาน VTOL ทั้งลำตกอยู่ในความเงียบงันในทันที มีเพียงเสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ที่ช่วยย้ำเตือนถึงความโหดร้ายของอดีต
ในเวลาต่อมา ยานลำเลียงเริ่มปรับองศาไอพ่นและลดระดับเพดานบินลง
เบื้องหน้าของพวกเธอคือเมืองขนาดเล็กแห่งหนึ่ง...หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องตามความเป็จริง มันคือชุมชนผู้รอดชีวิต ขนาดใหญ่เสียมากกว่า กำแพงเหล็กกล้าขึ้นสนิมแผ่นหนาสูงลิบลิ่วถูกสร้างขึ้นมาล้อมรอบอาณาเขตของเมืองเอาไว้ทั้งหมด ราวกับกรงขังขนาดั์ หอคอยเฝ้าระวังภัยตั้งตระหง่านอยู่ทุกๆ ระยะพิกัดสายตา ปากกระบอกปืนใหญ่ต่อต้านการ์เลนอสขนาดมหึมาหันเล็งออกไปสู่ภายนอกกำแพงอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมรับศึก

เมื่อประตูกลท้ายยานเปิดออกและล้อแตะถึงพื้น รินก้าวฝ่าเท้าเดินตามทีม Vanguard ออกมาด้านนอก... และในวินาทีนั้นเอง เธอก็ได้ประจักษ์ชัดถึงความจริง ที่ถูกบดบังเอาไว้หลังจากที่เธอใช้ชีวิตในพื้นที่ G Zone มาโดยตลอด
ภาพของเด็กๆ จำนวนมากในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดรุ่งริ่ง กำลังยืนต่อแถวยาวเหยียดท่ามกลางฝุ่นละอองเพื่อรอรับส่วนแบ่งอาหารกลางวัน บางคนผอมโซจนเห็นกระดูกซี่โครงโผล่นูน บางคนสูญเสียอวัยวะจนต้องใส่แขนขาเทียมที่ทำจากเศษเหล็กราคาถูก และบางคนมีผ้าก๊อซเก่าๆ ปิดดวงตาเอาไว้ข้างหนึ่ง...แววตาของเด็กเ่าั้ไร้ซึ่งความสดใสของวัยเยาว์ ทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าดุจคนที่ผ่านสนามรบมาตลอดทั้งชีวิต
“...” รินลำคอแห้งผาก พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว เพราะภาพเหล่านี้มันทำให้เธอนึกย้อนกลับไปในเหตุการณ์ Dimension War และมันช่างคล้ายกันราวกับว่าเหตุการณ์ในตอนนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ภาพความรันทดเหล่านี้...ไม่เคยถูกหยิบยกไปปรากฏอยู่ในรายงานข่าวของรัฐบาล ไม่เคยมีอยู่ในสื่อโฆษณาชวนเชื่ออันสวยหรูของส่วนกลาง และไม่เคยถูกบันทึกไว้ในตำราเรียนประวัติศาสตร์ในห้องเรียนที่เธอเคยศึกษาเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอถูกปลูกฝังว่ามนุษย์ทุกคนอพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่ G Zone หมดแล้ว
“ยินดีต้อนรับครับ...ท่านทหารหน่วย Vanguard ทุกท่าน” ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบเ้าหน้าที่ท้องถิ่นซีดๆ เดินแกมวิ่งเข้ามาหา ก่อนจะค้อมศีรษะลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม “พวกเราตั้งตารอคอยเสบียงและยารักษาโรคในรอบนี้มานานกว่าสองสัปดาห์เต็มแล้วครับ...”
“เกิดปัญหาอะไรขึ้นระหว่างทางขนส่งงั้นเหรอ?” กัปตันแบล็คเบิร์ดเอ่ยถามเสียงเข้ม
ชายคนนั้นทำได้เพียงส่งรอยยิ้มเจื่อนๆ แฝงความสมเพชตัวเองกลับมา “เส้นทางคมนาคมหลักทางตะวันออก...ถูกฝูงการ์เลนอสพุ่งเข้าโจมตีตัดขาดครับ คาราวานขนส่งธรรมดาผ่านไม่ได้เลย...แถมหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ถูกส่งออกไปช่วยกู้ภัยก็ขาดการติดต่อ จนพวกเราในกำแพงเมืองเลยจำเป็ต้องยอมลดปริมาณอาหารและน้ำดื่มต่อวันลงครึ่งหนึ่งมาได้อาทิตย์กว่าแล้วครับ...”
รินหันขวับไปมองภาพเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังประคองชามซุปใสๆ เดินกลับไปหาครอบครัว พลันเกิดความรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินขนาดั์มากดทับไว้ในทรวงอกอย่างบอกไม่ถูก
ใน่เวลาบ่ายของวัน
ในขณะที่สมาชิกทีมคนอื่นๆ กำลังช่วยดูแลการกระจายเสบียงและซ่อมแซมระบบพลังงานป้องกันเมือง รินได้รับมอบหมายภารกิจย่อยให้ช่วยขนย้ายกล่องอาหารยังชีพไปยังสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าท้ายเขตเมือง
ภายในโครงสร้างอาคารปูนเก่าๆ ที่มีรอยร้าวรอบด้าน เธอพบเด็กๆ อายุไม่เกินสิบขวบกว่าเจ็ดสิบชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างแออัด แม้จะมีเสียงหัวเราะและเสียงวิ่งเล่นดังขึ้นมาบ้างตามประสา ทว่าเมื่อรินสบตาคู่นั้น...แววตาของพวกเด็กๆ กลับดูเป็ผู้ใหญ่และนิ่งเฉยเกินวัย ราวกับดวงตาของคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายและความสูญเสียอันรุนแรงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“...พี่สาว...พี่สาวเป็ทหารที่คอยต่อสู้กับพวกสัตว์ประหลาดข้างนอกใช่ไหมคะ?”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ เรือนผมสีน้ำตาลซีดคนหนึ่งเดินเตาะแตะเข้ามาดึงขอบเสื้อเครื่องแบบของเธอพลางเอ่ยถาม รินชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ ปรับสีหน้าแล้วระบายรอยยิ้มอบอุ่นส่งกลับไป “ใช่แล้วจ้ะ พี่สาวคนนี้คือคนที่ต่อสู้กับพวกสัตว์ประหลาดข้างนอกนั้นเอง”
“พี่สาวเก่งมากไหมคะ?”
“อืม...ก็...น่าจะเก่งในระดับหนึ่งเลยล่ะนะ!” รินเบ่งกล้ามแขนทำท่าทางทะเล้นเพื่อให้เด็กน้อยคลายเครียด
“งั้น...ถ้าพี่สาวเก่งขนาดนั้น พี่สาวจะช่วยไปปราบพวกสัตว์ประหลาดข้างนอกนั่นให้หมดไปจากโลกเลยได้ไหมคะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของรินพลันแข็งค้างชะงักงันไปในพริบตา “...เอ๊ะ?”
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงจดจ้องมองตรงมาที่เธอด้วยดวงตากลมอีกลูกที่ใสซื่อบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความหวังสูงสุด “เพราะว่า...ถ้าพี่สาวปราบพวกมันได้จนหมดสิ้นแล้ว...คุณแม่...คุณแม่ของหนูที่โดนพวกมันฆ่าตายไปในป่าคราวนั้น…เพื่อปกป้องหนู…”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนลิ่มแหลมคมที่ปักทะลวงเข้ากลางหัวใจของรินจนกระตุกวูบและชาหนึบ...เธอยืนนิ่งงัน ลำคอตีบตันจนไม่รู้ว่าจะเค้นสุ้มเสียงใดตอบกลับไปดี ไม่ว่าจะเลือกตอบความจริงอันโหดร้าย หรือเลือกที่จะโกหกเพื่อรักษาน้ำใจ... มันก็ไม่ใช่ คำตอบ ที่เด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนี้้าเลยแม้แต่น้อย
สุดท้าย...รินทำได้เพียงค่อยๆ ทรุดเข่าลงกับพื้นปูนเย็นเฉียบ ยื่นฝ่ามืออันสั่นเทาออกไปลูบเรือนผมของเด็กหญิงคนนั้นเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก
“...พี่...พี่เสียใจด้วยนะจ๊ะ...” มีเพียงคำขอโทษอันแสนสั่นเครือและไร้กำลังเท่านั้นที่เล็ดลอดออกมา
ยามเย็นคล้อยต่ำ ดวงตะวันสีส้มแก่กำลังจะลับขอบฟ้า
ในขณะที่ภารกิจลำเลียงเสบียงและการแจกจ่ายของหน่วยใกล้เสร็จสิ้น รินขึ้นมาคุกเข่ายืนอยู่บนยอดกำแพงเมืองเหล็กกล้า ทอดสายตาอันหม่นหมองมองออกไปข้างนอกทิวทัศน์ไกลโพ้น โลกเบื้องนอกกำแพงสูงตระหง่านแห่งนี้เต็มไปด้วยซากหักพังของอาคาร ผืนป่ารกร้างดำมืด และความเงียบสงัดยามโพล้เพล้ที่ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง
กัปตันแบล็คเบิร์ดก้าวฝ่าเท้าเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเธอ แผ่นหลังกว้างต้านรับกระแสลมหนาว “…เป็ยังไงบ้างวันนี้ ทุกอย่างราบรื่นดีใช่มั้ยครับ?” เขาเอ่ยถามเสียงเรียบกึ่งเป็ห่วง
รินเงียบกริบไปพักใหญ่ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านเส้นผมสีแดงเพลิง ก่อนจะเอ่ยตอบออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา “...ทุกอย่าง….ทุกอย่างราบรื่นดีค่ะกัปตัน”
“?”
“...คนธรรมดาๆที่ไม่ได้มีพลังพิเศษ ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของศูนย์บัญชาการหลักในพื้นที่ G zone... พวกเขาต้องใช้ชีวิตรอดอยู่ร่วมกับความกลัวและความลำบากขนาดนี้เลยงั้นเหรอคะ...”
สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านคมกำแพงเมือง แบล็คเบิร์ดยังคงทอดสายตาคมกริบมองออกไปไกลแสนไกล “และนี่ยังไม่ใช่พื้นที่ที่ย่ำแย่และเลวร้ายที่สุดของโลกใบนี้หรอกนะ ริน”
“...”
“บนโลก Veonestra ใบนี้...บนพื้นที่สีเหลืองยังมีอีกหลายร้อยชุมชน หลายเมืองที่ไม่มีแม้กระทั่งกำแพงเหล็กกล้าคอยป้องกันภัย และมีอีกหลายชีวิต...ที่ล้มตายไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้องเรียน หรือไม่มีแม้กระทั่งองค์กร V.I.F. เข้าไปยื่นมือช่วยเหลือเลยด้วยซ้ำ เพราะมองว่าไม่คุ้มค่าในเชิงยุทธศาสตร์ตั้งรับ ทำให้มีหลายครั้งที่ทางสภาสูงตัดสินใจตัดหางปล่อยวัดอาณานิคมเ่าั้ให้ถูกทำลายไป”
รินกำหมัดทั้งสองข้างแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ความรู้สึกหนักอึ้งและอัดอั้นตันใจในยามนี้ มันช่างทารุณและทรมานยิ่งกว่าตอนที่เธอต้องออกไปเผชิญหน้าต่อสู้กับการ์เลนอส Class 2 เมื่อวานนี้เสียอีก เมื่อเธอรู้ว่าบางครั้ง องค์กร V.I.F. จำเป็จะต้องทำเื่ที่โหดร้ายทางศีลธรรมโดยการปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตาย โดยที่พวกเขาไม่แม้แต่จะหยิบยื่นมือเข้าไปช่วย เพียงเพราะไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนในการรักษาเสถียรภาพทางภูมิศาสตร์แนวป้องกัน
จนเธอตระหนักได้ข้อหนึ่ง ศัตรูตรงหน้าไม่ได้มีแค่สัตว์ประหลาดรูปร่างอัปลักษณ์ที่เธอจะใช้เปลวเพลิงลีซิลนอสเผาทำลายให้สิ้นซากได้...แต่มันคือ ความจริงและกฏเกณฑ์อันบิดเบี้ยวของโลกใบนี้
โลกอันแสนโหดร้ายที่กำลังถูกกลืนกินและกัดเซาะทำลายลงไปทีละเล็กทีละน้อย...ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี และไม่มีมนุษย์โลกคนใดล่วงรู้ได้เลยว่า โครงสร้างความเป็อยู่ทั้งหมดนี้มันจะพังทลายทลายลงสู่นรกภูมิอย่างสมบูรณ์แบบในวันไหน
ทว่า...ในขณะที่รินกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดอันแสนเศร้าหมองนั้นเอง
วี้—!! วี้—!! วี้—!!
เสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของไซเรนเตือนภัยประจำเมืองระดับฉุกเฉินสูงสุดก็แผดเสียงร้องเตือนกระชากมิติขึ้นอย่างกะทันหันะเืเลื่อนลั่น!
เ้าหน้าที่ทหารท้องถิ่นและทีม Vanguard ทุกคนบนกำแพงหันขวับดิ่งสายตาไปทางหอคอยตรวจการณ์ใจกลางเมืองทันที ก่อนที่เสียงะโผ่านเครื่องขยายเสียงจะแผดร้องลนลาน
“ตรวจพบปฏิกิริยามิติผันผวน! มีฝูงสัตว์ร้ายการ์เลนอสปรากฏตัวขึ้นนอกเขตป่า!!” “จำนวน...จำนวนมหาศาลมากผิดปกติ!! พวกมันกำลังวิ่งมุ่งตรงมาทางกำแพงเมืองทิศเหนือแล้วค๊าบ!!”
พริบตาเดียว รอยยิ้มและความสงบสุขระยะสั้นของเหล่าชาวเมืองพลันมลายหายวับไปราวกับภาพลวงตา เสียงเด็กทารกร้องไห้ระงม ประชาชนผู้บริสุทธิ์วิ่งกระหืดกระหอบอพยพหนีตายเข้าสู่หลุมหลบภัยใต้ดินกันอย่างโกลาหล เ้าหน้าที่ท้องถิ่นรีบกระชากอาวุธปืนประจำกายขึ้นเล็งเตรียมสู้ตาย
รินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระทึกกระหน่ำ...เพราะนี่คือครั้งแรกที่เธอได้ประจักษ์ชัดและเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วยสายตาของตัวเอง ว่าสำหรับผู้คนบนโลก Veonestra แห่งนี้...
ไม่ใช่เหตุการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นปีละหน หรือเดือนละครั้ง...แต่มันคือสิ่งแปลกปลอมมรณะที่สามารถมาเยือนและพรากเอาชีวิตของพวกเขาไปได้ในทุกๆ วัน...ในทุกลมหายใจเข้าออก
และท่ามกลางเงามืดมิดยามวิกาลที่กำลังคืบคลานอยู่นอกกำแพงเมืองอันห่างไกล...ั์ตาสีฟ้าครามเย็นเยียบหลายสิบคู่ของการ์เลนอสฝูงใหญ่ ค่อยๆ เรืองแสงสว่างวาบขึ้นมาทีละดวง...ทีละดวง..พวกมันกำลังจ้องเขม็งตรงมายังแหล่งชุมชนมนุษย์ ราวกับฝูงหมาป่านักล่าทมิฬที่กำลังแสยะยิ้มเลือกชิ้นส่วนของเหยื่ออันโอชะในกำมือ!
[จบตอนที่ 18: สู่เขต Yellow Zone]