ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    9 ปะทะยอดบัณฑิตอันดับสามแห่งเทียนหยาง

                        “ ขอบคุณมากพี่ชาย อาซ้อ  โรงเตี๊ยมของพวกท่านช่างน่าอยู่จริง ๆ  ว่าแต่พี่เจ้าหลงไปไหนแล้วล่ะ”            เสียมหลอหลงกล่าวขอบคุณที่เถ้าแก่จางพร้อมฮูหยินมารอให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี  รวมทั้งถือโอกาสเดินสำรวจภายในโรงเตี๊ยมไปในตัว               “ อ๋อ  อาหลงเขาขอตัวกลับไปบ้านก่อน  พรุ่งนี้จะแวะมาหาใหม่ในตอนเช้า “             จางหู่เอ่ยตอบ  พร้อมพาชายหนุ่มซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนใหม่เดินชมโรงเตี๊ยมไปด้วย            โรงเตี๊ยมแสงดาวแห่งนี้ เป็นโรงเตี๊ยมขนาดกลาง ไม่เล็กไม่ใหญ่ เป็นโรงเตี๊ยม 2 ชั้น  สภาพโดยรวมดูแล้วน่าอาศัย มีร้านอาหารและเหลาสุราในตัว  เพียงแต่ตอนนี้แทบจะร้างผู้คน มีแขกเข้ามาพักเพียงแค่ไม่กี่ห้องเท่านั้น  ลูกจ้างในร้านทั้งพ่อครัวและเสี่ยวเอ้อก็ทยอยลาออกเป็นว่าเล่น  เพราะถูกข่มขู่ไม่เว้นวัน รวมทั้งไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะดำเนินกิจการต่อได้ ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นสภาพเช่นนี้  อีกไม่นานก็คงต้องปิดกิจการอย่างแน่นอน           “ คุณชายคงไม่รังเกียจและถือสาที่ต้องพักโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ที่ใกล้จะเจ๊งแห่งนี้หรอกนะเจ้าคะ”            ฮูหยินจางเอ่ยถามผู้มีพระคุณ  พร้อมกับเล่าสภาพกิจการของโรงเตี๊ยมในปัจจุบันให้กับชายหนุ่มฟังอย่างไม่ปิดบังว่าพวกเจ้าหนี้ต้องการจะฮุบโรงเตี๊ยมแห่งนี้เพื่อไปทำบ่อนการพนัน โดยพยายามกดดันทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โรงเตี๊ยมดำเนินการต่อได้ ทั้งข่มขู่ลูกจ้างในร้านให้ลาออก มิเช่นนั้นจะทำร้ายร่างกาย รวมทั้งส่งอันธพาลมาก่อกวนแขกที่มาพัก  ทำให้แขกค่อย ๆ ลดลงจนทุกวันนี้แทบจะไม่มีแขกเข้ามาพักเลย                                “ พี่ชาย ข้าขอเรียกท่านว่าพี่หู่ได้ไหม ไหน ๆ เราก็เป็นหุ้นส่วน ลงเรือลำเดียวกันแล้ว“            อาหลงเอ่ยถามเถ้าแก่จางก่อนจะหันไปถามฮูหยินอีกคน ซึ่งคนทั้งสองมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด  ก่อนจะตอบคำถามชายหนุ่มด้วยความเกรงใจ            “ พวกเรามิบังอาจ  คุณชายเป็นผู้มีพระคุณล้นฟ้า.....”            “ พี่หู่ อาซ้อ ข้าถือคติช่วยคนต้องช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง  ข้าจะช่วยพลิกฟื้นโรงเตี๊ยมแสงดาวแห่งนี้ของพวกเราให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองและคึกคักอีกครั้ง ข้าสัญญา”         เถ้าแก่จางยังพูดไม่ทันจบ  ก็โดนอาหลงชิงกล่าวตัดหน้า  รวมทั้งทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าจางหู่และฮูหยิน   ทำให้สองสามีภรรยาตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่จางหู่จะรีบประคองชายหนุ่มให้ลุกขึ้นพร้อมเอ่ยวาจา             “ เอินกง(ผู้มีพระคุณ)อย่าทำเช่นนี้  เอาล่ะ ในเมื่อท่านให้เกียรติข้าถึงเพียงนี้ ถือเป็นวาสนาของข้า ที่ฟ้าส่งท่านมาช่วยข้า  พี่ชายก็ไม่ขอปฏิเสธเจ้าอีกแล้ว  น้องหลง”              “ พี่หู่ อาซ้อ  พรุ่งนี้เช้ารบกวนพวกท่านเรียกคนงานในร้านทุกคนให้มาประชุมพร้อมกัน  ข้ามีเรื่องที่จะคุยและทำความเข้าใจกับพวกเขา เพื่อปรับปรุงให้โรงเตี๊ยมของเราพลิกฟื้นกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง”                อาหลงเอ่ยปากขอแรงพี่หู่กับอาซ้อ ซึ่งทั้งคู่ตกปากรับคำที่จะดำเนินการให้ จากนั้นจึงเรียกอาห่าวซึ่งเป็นเสี่ยวเอ้อคนใหม่ให้ช่วยถือกระเป๋าสะพายและกีตาร์พาเถ้าแก่เสียมหลอไปยังห้องพักที่จัดเตรียมไว้ชั้นบน  พร้อมกำชับอาหลงให้รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงมาทานข้าวที่เตรียมไว้ด้านล่าง                 “ เชิญเถ้าแก่ด้านบนขอรับ  ข้าจะนำทางท่านไปยังห้องพักของท่านที่เถ้าแก่จางเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ”                  อาห่าวเอ่ยพร้อมเดินนำทางชายหนุ่มขึ้นไปยังห้องพักชั้นบน  โดยระหว่างเดินไปยังห้องพัก  อาห่าวอดที่จะเหลือบมองกระเป๋าและเจ้าเครื่องดนตรีประหลาดไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามให้มากความ                   เมื่อถึงห้องพัก ซึ่งมีขนาดกว้างขวาง  และน่าพักอาศัย รวมทั้งมีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน  แถมยังมีห้องอาบน้ำในตัว  ถ้าเทียบกับสมัยโลกปัจจุบัน ถือว่าเป็นห้องพักในโรงแรมห้าดาวได้เลย                      อาห่าวค่อย ๆ วางกระเป๋าและกีตาร์ของชายหนุ่มอย่างระมัดระวัง  ก่อนจะขอตัวลงไปเตรียมอาหารมื้อเย็น ณ ห้องอาหารด้านล่าง                  “ อ้อ  เดี๋ยวก่อนอาห่าว  ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้าสักหน่อย?”                  “ มีอะไรหรือขอรับเถ้าแก่ เชิญท่านถามได้เลย ถ้าข้ารู้ข้าจะตอบท่านแน่นอนขอรับ”                  อาหลงสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของอาห่าว  จึงได้รู้ว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติพี่น้อง ต้องร่อนเร่ขอทานเขากิน  เมื่อวันก่อนผ่านมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ด้วยไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน ทำให้เป็นลมหมดสติอยู่หน้าโรงเตี๊ยม   โชคดีที่ฮูหยินใจดีให้คนพาเขาเข้ามาพักในร้าน พอตื่นขึ้นมาก็ให้เขาได้กินข้าวปลาอาหารจนอิ่มท้อง  เมื่อรู้ว่าเขาไม่มีที่ไปจึงรับให้เขาเป็นเสี่ยวเอ้อที่นี่                                        “ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะอาห่าว?”                   ชายหนุ่มสอบถามเสี่ยวเอ้อน้อย พร้อมกับเปิดกระเป๋าเพื่อนำเสื้อผ้าที่มีเพียงหนึ่งชุด  เป็นสีฟ้าเหมือนกับที่เขาสวมใส่อยู่ออกมาเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ                                “ ปีนี้ข้าอายุได้ 16 ปีแล้วขอรับเถ้าแก่”                   “ แล้วในอนาคตเจ้าอยากจะเป็นอะไรล่ะน้องชาย  เป็นพ่อค้าหรือว่าขุนนาง?”                    “ ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากจะเป็นขุนนางตงฉินขอรับ  จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี   แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ เพราะข้าไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย”                     อาห่าวตอบเถ้าแก่หนุ่มที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย  เมื่อนึกชะตาชีวิตของตนเองที่อาภัพและไม่โชคดีเหมือนคนอื่น ๆ           “ แล้วถ้าข้าจะช่วยให้เจ้าได้มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนคนอื่น ๆ ล่ะ เจ้าสนใจมั้ย?”              เสียมหลอหลงเอ่ยถามหนุ่มน้อยตรงหน้า พร้อมจ้องมองเขาอย่างรอคอยคำตอบ ซึ่งอาห่าวมีสีหน้าที่ดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่สักพักก็กลับมาสีหน้าเศร้าหมองเช่นเดิม ก่อนจะเอ่ยกับเจ้านายตนเองว่า          “ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ  ข้ารู้ตัวเองดี  คิดอย่างงั้นก็เท่ากับฝันกลางวัน”          อาหลงยิ้มให้กับอาห่าวอย่างมีเมตตา ก่อนจะตบบ่าเขาเป็นเชิงให้กำลังใจ  จากนั้นจึงบอกกับเสี่ยวเอ้อน้อยว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป  ชายหนุ่มจะเป็นคนสอนหนังสือให้กับเขาเอง สร้างความยินดีให้กับอาห่าวยิ่งนัก  จึงรีบคุกเข่าโขกศีรษะเรียกอาหลงเป็นอาจารย์ไม่ขาดปาก            “ เอาล่ะ ไว้พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มสอนหนังสือเจ้าเอง  ว่าแต่ข้าขอถามเจ้าอีกเรื่อง........”           จากนั้นอาหลงจึงสอบถามกับอาห่าวว่า ในเมืองเทียนหยางมีหอใดบ้างที่ขายเฉพาะศิลปะไม่ขายเรือนร่าง  ก่อนที่อาห่าวจะเล่าให้ฟังว่าในเมืองเทียนหยางแห่งนี้ มีหอที่ขึ้นชื่อที่สุดอยู่สองแห่ง หนึ่งคือหอหงส์ดรุณ  ที่มีสาวงามสะคราญโฉมมากมาย มีทั้งขายศิลปะและขายเรือนร่าง ซึ่งเป็นที่ที่ชายหนุ่มน้อยใหญ่แวะเวียนไปใช้บริการมากที่สุด ถึงแม้ว่าสนนราคาจะแพงหูฉี่  ส่วนอีกหนึ่งคือหอจำเพาะปราญช์ ซึ่งที่แห่งนี้สงวนไว้เฉพาะบัณฑิตหรือผู้ที่มีความรู้เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้ ส่วนพ่อค้า คนธรรมดาทั่วไป ถึงแม้จะมีเงินทองมากมายแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าไปได้  รวมทั้งสาว ๆ ในหอนี้ก็ล้วนแต่ขายศิลปะไม่ขายตัว             “ ท่านอาจารย์ต้องการจะไปหอหงส์ดรุณหรือหอจำเพาะปราชญ์ล่ะขอรับ เอาไว้ท่านทานข้าวเสร็จ ข้าจะนำทางท่านไปเอง”             อาห่าวถามโดยเปลี่ยนสรรพนามเจ้านายของตนเป็นท่านอาจารย์แทน  ส่วนอาหลงก็ใช้ความคิดสักพักก่อนจะตอบลูกจ้างหนุ่มน้อยพ่วงตำแหน่งลูกศิษย์ด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ            “ ข้าอยากจะลองไปสัมผัสหอหงส์ดรุณดูสักหน่อย เราต้องเดินทางไปอีกไกลไหมกว่าจะไปถึงที่นั่น?”            ชายหนุ่มตอบพร้อมกับเอ่ยถามระยะทางกับอาห่าว  ซึ่งเสี่ยวเอ้อหนุ่มบอกกับเขาว่าหอหงส์ดรุณรวมทั้งหอจำเพาะปราชญ์อยู่ไม่ไกลจากที่นี่  สามารถเดินไปจากที่นี่แค่ไม่กี่อึดใจก็ถึงแล้ว          “ งั้นข้าจะอาบน้ำแต่งตัวก่อน  จากนั้นค่อยลงไปกินข้าวกับพี่หู่ อาซ้อ รวมทั้งพวกเจ้าด้วย เอาล่ะ  เจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะอาห่าว”             อาห่าวรับคำท่านอาจารย์  ก่อนจะเดินออกไปและค่อย ๆ งับประตูเบา ๆ  จากนั้นลงไปเตรียมอาหารด้านล่าง               ณ จวนเจ้าเมืองเทียนหยาง            “ ท่านพ่อ ท่านคิดว่าพี่หลงเป็นยังไงบ้าง?”              แม่นางหลิว หรืออดีตขอทานน้อยเสี่ยวชิงเอ่ยถามใต้เท้าหลิวผู้เป็นบิดา  ซึ่งคนทั้งคู่รวมทั้งท่านยายกำลังนั่งรับประทานมื้อค่ำอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาภายในจวนที่พัก             “ พ่อคิดว่าน้องหลงคนนี้เป็นคนดีที่หาได้ยาก  เปี่ยมไปด้วยความสามารถและยังเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ  เจ้าถามทำไมเหรอชิงเอ๋อลูกพ่อ”             หลิวว่านซานกระเซ้าบุตรีของตน  ทั้ง ๆ ที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่านางมีใจให้กับน้องหลงของตนเข้าให้แล้ว            “ เอ่อ...ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกแค่อยากฟังความเห็นของท่านพ่อเท่านั้น”            นางกล่าวตอบบิดาอย่างเขินอาย ปรางแก้มของนางเริ่มแดงเป็นลูกตำลึงสุก ดูไปแล้วช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอม            “ ชิงเอ๋อ ในฐานะที่พ่ออาบน้ำร้อนมาก่อน  ย่อมรู้ดีว่าลูกกำลังคิดอะไร  แต่พ่ออยากให้เจ้าเผื่อใจไว้หน่อยก็ดี  เจ้าจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง”           ท่านเจ้าเมืองที่ปรกติเป็นคนยิ้มแย้มอารมณ์ดี ปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเอ่ยกับบุตรีของตนอย่างเป็นห่วง           “ หรือว่าลูกไม่เหมาะสม ไม่คู่ควรกับพี่หลงหรือเจ้าค่ะท่านพ่อ”           นางเอ่ยถามด้วยสีหน้าหวั่น ๆ และดูวิตกกังวลใจในสิ่งที่บิดาของนางได้เอ่ยเตือนด้วยความรักและความหวังดี         “ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกชิงเอ๋อ  ด้วยรูปโฉมและศักดิ์ฐานะของเจ้าย่อมมีชายหนุ่มจำนวนมากที่หมายปองในตัวเจ้า  แต่ยกเว้นน้องหลงไว้หนึ่งคน  เพราะจากที่พ่อได้สนทนากับเขา ทำให้ได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีปณิธานและเป้าหมายในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ต่างจากคนทั่ว ๆ ไป  พ่อเกรงว่าพี่หลงของเจ้าจะเหมาะกับตำแหน่งราชบุตรเขยมากกว่าที่จะเป็นแค่บุตรเขยเจ้าเมืองเท่านั้น”          ใต้เท้าหลิวหยุดพักจิบน้ำสักครู่ จากนั้นจึงหันไปสบตากับแม่ยาย ก่อนจะเอ่ยต่อไปอีกว่า       “ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา  ถ้าพวกเจ้าเป็นคู่กันแล้ว ก็คงไม่แคล้วกันหรอก อีกอย่างเวลาอยู่กับน้องหลง เจ้าต้องระมัดระวังและสำรวมความคิด อย่าลืมว่าพี่หลงของเจ้าสามารถอ่านความคิดและอ่านใจคนได้”         แม่นางหลิวกำลังคิดตามที่บิดาตนเองเอ่ย จากนั้นจึงเห็นว่าสิ่งที่บิดาตนพูดมีเหตุผลไม่น้อยและเป็นเช่นนั้นจริง ๆ จึงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นการตอบรับและชวนกันทานอาหารต่อ                      ณ ท้องถนนเมืองเทียนหยางยามค่ำคืน         “ ถึงแล้วครับท่านอาจารย์  ที่นี่แหละคือหอหงส์ดรุณอันเลื่องชื่อ  ขอให้ท่านสุขสำราญกับเหล่าบรรดาสาวงามนะขอรับ”            อาห่าวกล่าวกับอาจารย์หนุ่มหลังจากที่พาเขามาส่งถึงที่หมาย  โดยก่อนหน้านั้น หลังจากร่วมทานมื้อค่ำกับพี่หู่ อาซ้อ และเหล่าลูกจ้างเสร็จ อาหลงกับอาห่าวก็ออกจากโรงเตี๊ยมเพื่อจะมาที่หอหงส์ดรุณแห่งนี้  แต่ระหว่างทางเขาได้นำปากกาสองด้ามที่เตรียมมาเข้าไปปล่อยในร้านจำนำ ซึ่งคราวนี้เขาทำเงินได้มากถึงห้าเท่าของครั้งก่อน ทำให้เขารับทรัพย์จากเจ้าพู่กันวิเศษเป็นจำนวนรวมถึง 10,000 เลยทีเดียว            โดยเงินที่ได้มานี้เขาจะนำไปปรับปรุงกิจการโรงเตี๊ยม รวมทั้งใช้ในการสร้างซุ้มที่ปรึกษาพยากรณ์  ศาลาเอื้ออาทร รวมทั้งจะสร้างธุรกิจใหม่อื่น ๆ อีกด้วย            “ อ้อ  อาห่าว  ว่าแต่ตอนนี้เป็นเวลาใดแล้ว “             อาหลงเอ่ยถามศิษย์ก้นกุฏิคนแรกของเขา ก่อนที่อาห่าวจะตอบว่าเป็นยามซวี(1 ทุ่ม – 3 ทุ่ม)แล้ว  จากนั้นชายหนุ่มจึงบอกให้อาห่าวกลับไปโรงเตี๊ยมก่อน เดี๋ยวอีกชั่วยามเขาก็จะกลับไปเอง              “ อุ๊ย ! คุณชาย  เชิญท่านด้านในเลยเจ้าค่ะ  ท่านเพิ่งมาครั้งแรกใช่มั้ย ข้าไม่คุ้นหน้าท่านเลย   เด็ก ๆ พาคุณชายเข้าไปข้างในและปรนนิบัติคุณชายให้ดี”           แม่เล้ารีบเข้ามาทักทายต้อนรับชายหนุ่มและคล้องแขนเขาส่งให้สาว ๆ พาเข้าไปด้านในซึ่งด้านในแบ่งเป็นหลายโซน โซนทั่วไปเป็นที่สำหรับลูกค้าทั่ว ๆ ไป คล้าย ๆ ห้องอาหาร มีสาวงามคอยปรนนิบัติดูแลอยู่ตรงกลางของห้องโถง  ส่วนโซนด้านซ้ายมือเป็นห้องพิเศษหลาย ๆ ห้อง สำหรับผู้ที่นิยมความเป็นส่วนตัว โดยโซนนี้มีราคาแพงที่สุดและสาวงามก็เลอโฉมกว่าโซนอื่น ๆ   ส่วนทางด้านขวามือเป็นโถงเล็ก ๆ  ซึ่งจัดไว้สำหรับแขกที่เป็นบัณฑิตและผู้ทรงความรู้ได้ถกเถียงปัญหาและแลกเปลี่ยนความรู้กัน เปรียบเสมือนการจำลองหอจำเพาะปราชญ์มาไว้ที่นี่เพื่อเป็นการเอาใจผู้ที่พลาดและไม่มีโอกาสได้เข้าไปที่นั่น        “ คุณชาย ท่านต้องการจะนั่งตรงไหนเจ้าคะ  โถงกลาง ห้องพิเศษ หรือโถงสำหรับบัณฑิต เยี่ยนเอ๋อจะนำท่านไป”        สาวงามนามเยี่ยนเอ๋อ เอ่ยถามแขกหนุ่มหน้าใหม่ที่หล่อเหลา ก่อนที่ชายหนุ่มจะให้สัญญานว่าตนต้องการไปที่โถงบัณฑิต          “ คุณชายท่านจะไม่เบื่อแย่หรอเจ้าคะ  ด้านนี้มีแต่เหล่าบัณฑิตแย่งกันอวดภูมิความรู้ ดูไปก็น่าขำปนสมเพช  เยี่ยนเอ๋อเห็นทุกวันจนชินแล้วเจ้าค่ะ”           อาหลงยิ้มน้อย ๆ โดยไม่ตอบคำถามของสาวงามนางนี้ ได้แต่เดินตามนางไปที่โต๊ะที่ว่างอยู่หนึ่งโต๊ะตรงด้านหลังพอดี  หลังจากนั่งประจำโต๊ะ อาหลงจึงสั่งกับแกล้มพร้อมเหล้าชั้นดีและชาชั้นเลิศมาอย่างละหนึ่งชุด  จากนั้นจึงตั้งใจฟังการถกความรู้ที่กำลังเป็นไปอย่างดุเดือด          “ มีใครจะประลองปัญญากับข้าอีกมั้ย  ถ้ามีก็เชิญแสดงตัวมาได้เลย?”          บัณฑิตหนุ่มหน้าตาจัดว่าหล่อเหลาผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างอวดดี หลังจากที่ตนได้กำราบบัณฑิตคนอื่น ๆ มานับสิบคน ทำให้ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา  บัณฑิตคนอื่น ๆ ต่างไม่พอใจในท่าทางอวดดีและหยิ่งผยองของเขา แต่ก็ไม่มีกล้าเสนอหน้าออกไปต่อกรกับเขาสักคน            “ คุณชายท่านนี้เป็นยอดบัณฑิตอันดับสามแห่งเมืองเทียนหยาง นามว่า ซ่งติง ส่วนอันดับหนึ่งและอันดับสองคือซ่งคุนและซ่งผานเป็นพี่ใหญ่กับพี่รองของเขา คนทั้งสามถูกเรียกว่าสามยอดบัณฑิตแห่งเทียนหยางเจ้าค่ะ”             แม่นางเยี่ยนเอ๋อเล่าภูมิหลังของบัณฑิตหนุ่มผู้อวดดีให้แขกรูปงามของนางฟัง พร้อมทั้งรินสุราและยกถึงมุมปากของชายหนุ่ม            “ แม่นางเยี่ยนเอ๋อ เชิญเจ้าดื่มเถอะ ข้าสั่งสุราชั้นดีเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ  ส่วนตัวข้าขอเป็นชาหลงจิ่งก็แล้วกัน”            อาหลงกล่าวพร้อมกับเป็นฝ่ายยกจอกสุราป้อนถึงมุมปากของนาง  ซึ่งเมื่ออาหลงได้มีโอกาสมองหน้านางเต็ม ๆ จึงเห็นว่านางจัดว่าเป็นสาวงามนางหนึ่ง ผิวของนางขาวราวกับหยวก ริมฝีปากอวบอิ่ม ผมดำขลับดังเส้นไหม ชายใดพบเห็นล้วนต้องสะดุดดตาในความงามและเสน่ห์อันเย้ายวนของนาง            “ คุณชาย ท่านช่างเอาอกเอาใจเก่งยิ่งนัก นับว่าเป็นบุรุษที่รู้ใจสตรี นับว่าเยี่ยนเอ๋อโชคดีจริง ๆ”            นางดื่มสุราที่ชายหนุ่มบรรจงป้อนจนหมดจอก ก่อนจะส่งสายตาหวานเยิ้มให้กับเขา พร้อมทั้งรินชาหลงจิ่งที่ส่งกลิ่นหอมจรุงใจใส่ถ้วยยกขึ้นถึงมุมปากของเขาอีกครั้ง         “ คุณชายท่านนั้น ไม่ทราบว่าจะให้เกียรติประลองปัญญากับข้าสักเล็กน้อยได้ไหม”           ซ่งติง หรือคุณชายสามแห่งตระกูลซ่ง เอ่ยท้าทายให้บัณฑิตแปลกหน้าที่เขาไม่เคยเห็นหน้าขึ้นมาร่วมสนุกกัน            “ หรือว่าท่านไม่กล้า  ท่านคงจะกลัวชื่อเสียงของข้าจนไม่กล้าออกมาแสดงความทุเรศให้ทุกคนได้สมเพชเวทนา”      คุณชายซ่งผู้ถือดียิ่งกล่าวก็ยิ่งไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย จนบัณฑิตคนอื่น ๆ แทบจะทนไม่ได้  ได้แต่หันมามองที่เสียมหลอหลง บัณฑิตผู้มาใหม่เป็นจุดเดียวว่าจะกล้ารับคำท้าของบัณฑิตอันดับสามแห่งเทียนหยางหรือไม่          “ คุณชาย ท่านอย่าไปสนใจคำท้าของคุณชายซ่งเลย  ที่นี่คงไม่มีใครเอาชนะเขาได้หรอกเจ้าค่ะ”         หลังจากนั่งนิ่ง ๆ ฟังคุณชายซ่งติง ผู้กวนซ่งติงสมชื่อกล่าวโอ้อวดยกตนข่มท่านมานาน  ในที่สุดอาหลงก็หันไปยิ้มให้แม่นางเยี่ยนเอ๋อที่นั่งข้าง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปคำนับบัณฑิตคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่รอบ ๆ จากนั้นจึงหันไปคำนับคุณชายซ่งผู้สูงส่ง             “ โบราณว่า ผู้รู้มักไม่อวด  ผู้อวดมักไม่รู้ ไม่ทราบว่าคุณชายจัดอยู่ในประเภทใด? “