“พ่อเ้าทรงเป็เยี่ยงไรบ้าง…” ทรงโน้มกายลงถามหมอยาใจชุ่ม ผู้ซึ่งรับหน้าที่หมอหลวงดูแลพระอาการประชวรมาั้แ่ต้น
“เป็เช่นทุกวันพระเ้าข้า วันนี้ดีขึ้นมาหน่อย เสวยอาหารไปได้มาก แต่ร่างกายยังไม่มีเรี่ยวแรง ตอนนี้ข้าพเ้าได้ปรับสูตรยาใหม่ เพิ่งใช้ไปได้เพียงสองวัน”
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายยื่นส่งห่อผ้าให้กับหมอยาใจชุ่ม “รับไปซิ นี่เป็เห็ดหลินจือของพวกฮ่อ มันเพิ่งเอามามอบให้กูได้เพียงไม่กี่วัน เห็นว่าได้ต่อมาจากพวกเมี่ยวทางเหนืออีกที กูปันให้พ่อเ้ามหาชีวิตหมดเลย”
หมอยาใจชุ่มรีบก้มลงกราบแทบบาท ก่อนที่จะรับห่อผ้าเห็ดหลินจือ ที่แค่เพียงััมันก็รับรู้ได้ในทันที ว่าภายในห่อผ้ามีสารลับซ่อนอยู่ หมอยาใจชุ่มสบพระเนตรคมกล้าเล็กน้อย แล้วรีบหลบต่ำในทันที ด้วยเกรงจะสำแดงพิรุธให้คนอื่นได้เห็น
“นั่นใคร อินทร์สรงมาแล้วฤา”
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย หยุดชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงของพระบิดาเอ่ยทัก แต่กลับไม่ใช่นามตน
“หามิได้เ้าพ่อ เป็ลูกเองเ้าข้า ขุนอินทร์ถวาย…”
“อ้อ…เป็อินทร์ถวายดอกฤา มานี่ มาใกล้ ๆ พ่อหน่อย ทุกวันจะเป็น้องเ้าอินทร์สรง ไม่คิดว่าวันนี้จะเป็เ้าที่มาด้วยตนเอง”
เ้าขุนอินทร์ถวายรีบเข้าไปหมอบนั่งข้างพระแท่นบรรทม ที่มีกระถางกำยานวางเอาไว้ทั้งสี่มุม เพื่อเป็การขับไล่แมลงและสิ่งอัปมงคลแลภูติผีชั่วร้าย ผู้ที่นอนนิ่งอยู่ดูชราร่วงโรย พระวรกายที่เคยกำยำแ่าไปด้วยมัดกล้าม ยามนี้กลับเหี่ยวย่นไปตามเวลา ผมที่เคยดกดำ กลับบางลงและมีสีขาวขึ้นแซมปะปนมากกว่าสีดำ
เหล่าข้าราชบริพารที่ไม่มีหน้าที่หลัก ต่างถอยร่นออกไปด้านนอกห้อง เหลือไว้เพียงหมอยาใจชุ่ม และคุณท้าวนางกำนัลใกล้ชิดเท่านั้น
“ขออภัยเ้าพ่อ หลายวันมานี้ ลูกช่วยเ้าพี่คำหลวงเตรียมทัพทำศึก เลยมิได้มาเข้าเฝ้าพระองค์”
“หน้าที่ของพวกเ้า มีอันใดให้ต้องขอโทษกันเล่า แค่เ้าทั้งสอง ดูแลงานแทนกู นี่ก็นับว่าดีมากแล้ว”
เ้าอินทร์สรงที่เพิ่งมาถึง รีบเข้าไปหมอบกราบข้างพระที่บรรทม โดยมิได้สนใจเลยว่า ขณะนี้เ้าขุนอินทร์ถวายกำลังสนทนาอยู่กับพระเ้าหลวงฝนแสนห่าผู้เป็บิดา
“นั่นใคร…”
“ลูกอินทร์สรงเองพระเ้าค่ะเ้าพ่อ”
“มาแล้วรึ ดีเลย เ้าขุนอินทร์ถวาย บัดนี้อินทร์สรงใหญ่แล้ว สมควรเรียนรู้งานการบ้านเมือง ่นี้มึงก็ดูแลงานทุกอย่างแต่เพียงลำพัง คงอีกนานกว่าคำหลวงพี่เ้าจะกลับคืนสุวรรณโคมคำ จะดีกว่าหรือไม่ หากจะเอาอินทร์สรงไปเรียนรู้งาน อย่างไรแล้วอนาคตพวกมึงเขาพี่น้อง ก็ต้องช่วยเหลือแบ่งเบาภาระต่อกัน”
เ้าขุนอินทร์ถวายเหล่ตามองเ้าอินทร์สรง ผู้มีศักดิ์เป็น้องชายต่างมารดา ที่กำลังยิ้มแย้มหน้าระรื่น แต่ภายในใจของเ้าขุนอินทร์ถวายกลับรู้สึกขุ่นมัว ไม่สดใสเช่นดั่งใบหน้าของเ้าอินทร์สรง เ้าขุนอินทร์ถวาย พยายามสลัดความคิดเลวร้ายออกจากใจ
‘บางทีนี่อาจเป็อคติที่เข้ามาครอบงำใจกู กูไม่ควรตัดสินใครด้วยอารมณ์นำพา อย่างน้อยอินทร์สรง ก็มีเืพ่อกูผสมอยู่ แม้นแม่มันจะเป็นางงูพิษ มันก็คงไม่เลวร้ายหนักหนาดอกกระมัง’
“ได้พระเ้าข้า ตอนนี้มีงานก่อสร้างซ่อมบำรุงแนวกำแพงเวียง หากอินทร์สรงจะเรียนรู้งานเมือง ตรงนั้นเป็จุดที่ควรเริ่มต้น ภายในจะอยู่รอดปลอดภัย รั้วรอบกำแพงวังเวียงต้องแ่าแข็งแรงเสียก่อน”
“ดี ได้ยินหรือไม่อินทร์สรง ไปตามที่พี่เ้าบอก หากกูมีเรี่ยวแรงดี กูก็จักไปดูงานนี้ด้วยตนเองเช่นกัน”
“พระเ้าข้าเ้าพ่อ ลูกจะไปช่วยงานเ้าพี่ขุนอินทร์ถวาย ตามแต่ที่พี่ท่าน้าสั่งสอนใช้งานพระเ้าข้า”
สองพี่น้องต่างมารดาเดินออกมาพร้อมกัน แต่กลับไม่พูดคุยกันแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งเดินมาจนถึงลานหน้าพิมานหลวง เ้าขุนอินทร์ถวายที่อดกลั้นอยู่นาน จึงใช้โอกาสนี้เอ่ยถามขึ้น
“เื่นี้เป็ความ้าของเ้าพ่อหรือตัวมึง” ชายหนุ่มยิ้มหน้าระรื่นราวทองไม่รู้ร้อน “ต้องเป็ข้าอยู่แล้ว ่นี้เ้าพี่ทั้งสองยุ่งการศึก ข้าเองก็เป็ชาย เป็ราชบุตรองค์หนึ่ง หากไม่ทำสิ่งใดเลย คงดูจะเป็คนไร้ค่าหาประโยชน์มิได้”
“ดี…เป็ความ้าของมึงเองก็ดี เช่นนั้นก็เร่งตามกูมา”
เมื่อเดินออกมาจวนจะถึงหน้าประตูพิมานหลวง เ้าขุนอินทร์ถวายที่ชะลอฝีเท้าเพื่อก้าวข้ามธรณีประตู กลับถูกเ้าอินทร์สรงชนจากด้านหลังอย่างแรง จนหน้าคะมำ
ไอ้แสนเป็งแม่ทัพองครักษ์ประจำองค์เ้าขุนอินทร์ถวาย ที่ยืนรออยู่ เห็นเช่นนั้น ก็รีบเข้าไปรับร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นาย ที่กำลังเซถลาล้มลง ไว้ได้ทันเวลา พร้อมกับยื่นมือผลักร่างของเ้าอินทร์สรง ให้ออกห่างผู้เป็นาย
“เฮ้ย…ไอ้ขี้ข้า มึงถือดีอะไรมาผลักอกกู…" เ้าอินทร์สรงพุ่งตัวเข้าผลักร่างไอ้แสนเป็งอย่างแรง เพื่อตอบโต้ที่ตนถูกผลักเมื่อครู่ เ้าขุนอินทร์ถวายเห็นท่าไม่ดี จึงเอาองค์เข้าขวางไว้
“ไอ้อินทร์สรง ตัวมึงเป็นาย ทำเช่นนี้กับบ่าวไพร่มิควรเลยหนา”
"เ้าพี่…น้องมิได้ตั้งใจนะพระเ้าข้า…” เ้าอินทร์สรงรีบคุกเข่าลง ราวเกรงกลัวในพระบารมีของโอรสองค์รอง ที่ต่างระดับชั้นกว่าตน แต่ก็ไม่วายที่จะมองไปทางไอ้แสนเป็ง แม่ทัพหน่วยองครักษ์หลวง ด้วยสายตาโกรธเคือง
ไอ้แสนเป็งเองก็รีบคุกเข่าลงพนมมือนบไหว้ ต่อผู้มีศักดิ์เป็ถึงราชบุตรทั้งสอง “ข้าพเ้าเป็ขี้ข้ารองบาทแห่งองค์อินทร์ถวาย ผู้เป็นายแห่งข้าจะล้ม ข้าจำต้องอารักษ์ขาต่อเ้าขุนอินทร์ถวายเป็หลัก ขอเ้าอินทร์สรงโปรดอภัย ที่ข้าจาบจ้วงต้ององค์ให้ระคายเคือง”
“พอเถิดไอ้แสนเป็ง กูเข้าใจมึงมิได้ขุ่นเคืองอันใด ไอ้อินทร์สรงเองก็เถิด ตามึงมิมีดูทาง ฤา ไม่เห็นรึ ว่ากูกำลังก้าวเท้าข้ามธรณีประตู เหตุใดจึงไม่รู้จักสำรวมซึ่งธรรมเนียม ทิ้งระยะให้ห่างจากตัวกู”
“ข้าใจลอย จึงมิทันระวังตัว เ้าพี่อินทร์ถวายโปรดอย่าถือสา”
“เออกูไม่ถือสามึง ตัวมึงจงละโทษแก่คนของกูได้เสียเถิด แสนเป็งมันก็หาได้ตั้งใจผลักมึงไม่ เื่นี้ก็แล้วกันไปเถิด ไอ้แสนเป็งเองแม้นเป็เพียงแม่ทัพองครักษ์ แต่ชาติกำเนิดของมัน หากนับเรียงตัวกันแล้ว ก็ล้วนแต่เป็ญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น ว่าแต่มึงเถิดไอ้อินทร์สรง ไหนเล่าม้าของมึง”
เ้าขุนอินทร์ถวายกวาดตาไปโดยรอบ แต่กลับมองไม่เห็นม้าของเ้าอินทร์สรง ที่ควรมารอท่าอยู่หน้าประตูพิมานหลวง
ตัวเ้าอินทร์สรงเองก็แสดงท่าทีตื่นตระหนกร้อนใจ รีบออกไปยืนมองหาม้า พร้ะโกนร้องเรียกให้บ่าวจูงม้าของตน “ไอ้ขี้ข้าตนใดเอาม้ากูไป เร่งเอามาส่งกูบัดเดี๋ยวนี้…” เสียงะโดังลั่นด้วยความโกรธ จนทุกคนต่างเอือมระอาในกิริยาที่เ้าอินทร์สรงแสดงออกมา
“พอเถิดไอ้อินทร์สรง วันนี้มึงเองก็หาได้มีใจจักตามกูไปแต่แรกไม่ วันนี้ก็ยังมิต้องตามกูไปดอก กูยังมีอีกหลายงานต้องเร่งทำ หากต้องมาค่อยท่ามึงแต่เพียงผู้เดียว กูคงเสียเวลานัก วันพรุ่งเพลานี้ หากมึงตั้งใจที่จะแบ่งเบางานการกูจริง มึงก็จงไปคอยท่ากูอยู่ที่ฝั่งประตูเมืองเวียงชัยเถิด”
พูดจบ เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย ก็เดินไปยังม้าของตน พร้อมะโขึ้นไปบนหลังม้า กระตุกเชือกบังเหียนออกคำสั่ง ม้าสีดำตัวใหญ่ก็วิ่งควบจากไป พร้อมม้าตัวอื่นของผู้ติดตาม โดยไม่มีใครสนใจให้ม้าแก่เ้าอินทร์สรง ที่ได้แต่ยืนมองดูเหล่าคณะของเ้าขุนอินทร์ถวายที่เร่งจากไปด้วยความไม่พอใจ
แต่เมื่อคณะของเ้าขุนอินทร์ถวาย เคลื่อนออกไปไม่ทันพ้นสายตา ใบหน้าที่ดูบึ้งตึงขึงขังกลับเปลี่ยนเป็แย้มยิ้มในทันที ในกำมือของเ้าอินทร์สรง ปรากฏเส้นพระเกศาที่ถูกเกี่ยวดึงออกมาโดยที่เ้าขุนอินทร์ถวายไม่ทันรู้องค์