รัชทายาทหลบไป ข้าน่ะสนใจฮ่องเต้!

    ให้เราไปส่งเจ้าดีหรือไม่ ^^

            “มู่เจี้ยนเทียนคือรักแรกของปิงปิง”

              ‘เจ้าก็คือรักแรกของเราเช่นกัน’ สายตาคมกริบมองกลุ่มผมของสตรีในอ้อมกอด ความรู้สึกรักที่มิเคยพานพบทำให้หัวใจพองโตได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่งนางเป็นสตรีแรกรุ่น ความน่ารักสมวัยนั้นช่างหลอกล่อให้เขาหลงใหลนางได้มากมายในเวลาอันสั้น ที่สำคัญคือ ‘นางช่างเก่งกาจในเรื่องกระตุ้นความรู้สึกผู้อื่นเสียจริงๆ’ สองมือโอบกอดสตรีของตนเองด้วยความรู้สึกทั้งหวงทั้งห่วงอย่างที่มิเคยมอบให้สตรีใดมาก่อน “จีฮุน” 

              ฟุ่บ!! “_” องครักษ์เงาขั้นหนึ่งจีฮุน นั่งคุกเข่าก้มหน้า รอฟังคำสั่ง 

              “คัดองครักษ์เงาสตรีทั้งขั้นหนึ่งและขั้นสองให้ครบหนึ่งร้อยคน” เอ่ยเสียงดังฟังชัด “ติดตามปิงปิง ของเรา”

              “เพคะ” ฟุ่บ!! หายตัวไปอย่างรวดเร็ว 

              หวังปิงปิงสะดุ้งกับคำสั่งการนั้น “ฝ่าบาท” เรื่องใหญ่เช่นนี้ช่างเกินความคาดหมายของนางนัก  

              “หืม” มองใบหน้านวลแดงก่ำ 

              “ปิงปิงรับไม่ไหว” ส่ายหน้า 

              “รับสิ่งใด” ^^ ยกยิ้ม “ตัวเราน่ะรึ?” 

              หวังปิงปิงหน้าแดงยิ่งกว่าเก่า นางผละออกจากอ้อมกอดแกร่งแล้วกล่าวค้าน “หมายถึงองครักษ์เจ้าค่ะ หาใช่ฝ่าบาท” 

              “นึกว่าเกี้ยวเราจนสำเร็จแล้ว จะรับเรามิได้เสียอีก” ^^ 

              ก้มหน้างุด กล่าวเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน “รับได้สิเจ้าคะ” 

              “หืม” รั้งสตรีตัวน้อยเข้าหา “ใยจึงมิกล่าวคำออกมาให้ดังๆ” เอียงหูทำท่าราวกับบุรุษวัยเดียวกันกับนาง “เรารอฟังอยู่”

              “รับได้เจ้าค่ะ”

              “รับผู้ใด”

              ปึ่กๆ ทุบหน้าอกแกร่ง “ฝ่าบาทแกล้งปิงปิงแล้ว” 

              “หึหึหึ” กอดร่างนุ่มนิ่มที่ยังอยู่ในชุดนางกำนัลผูกผมสองข้าง “แค่เจ้าที่เราจะแกล้งเช่นนี้” ลูบหลังลูบไหล่ “ที่จริงแล้วเรายังสงสัยว่าเจ้าไปเอาชุดนางกำนัลมาจากผู้ใด” จำได้ว่าชุดเช่นนี้มีเพียงนางกำนัลในวังหลวงเท่านั้นที่ใช้ เห็นนางใส่แล้วลักลอบมาหาเขาทุกครั้งแต่กลับมิเคยสอบถาม

              “หากบอกไปแล้วจะมิลงโทษนางใช่หรือไม่เจ้าคะ”

              “เราจะทำเป็นไม่รู้” ^^

              “พี่…” ซุบซิบ 

              “เช่นนั้นรึ” สายพระเนตรทอดมองออกไปยังทางเดินหน้าตำหนัก ก่อนที่ขันทีคนสนิทจะเดินเข้ามารายงาน หากมองไม่ผิดเขาเห็นสี่สุ่ย ยิ้ม

              “เต๋อเฟยมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

              ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนมีท่าทีสงบนิ่งขึ้นมาราวกับกำลังแสดงเป็นตัวเอกในโรงละคร “ยุยพาปิงปิงของเราไปเปลี่ยนชุดด้านใน” 

              “พะยะค่ะฝ่าบาท” ขันทียุยรีบเดินนำพร้อมสั่งการขันทีรุ่นเล็กให้จัดหาชุดงดงามในเวลาเร่งด่วน

    ทุกอย่างเกิดขึ้นในเวลาเพียงสองจิบชา สตรีร่างเล็กนามว่าหวังปิงปิงก็งดงามได้ดั่งภาพวาดในชุดกระโปรงสีชมพูหวาน ใบหน้านวลมิมีผู้ใดแตะต้องนอกจากแม่นางน้อยนั้นจัดการตกมันด้วยตนเอง นางใช้แป้งชนิดพิเศษจากต่างแดนลบรอยฝ่ามือ ลบบาดแผลตรงริมฝีปาก (แป้งพัฟของฝรั่ง) ก่อนจะเก็บทุกอย่างไว้กับสาวใช้แล้วเดินออกไปด้านนอกเพื่อเผชิญหน้ากับ…พายุอีกหนึ่งลูก  

              “ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้มิถูกต้องนะเพคะ” ต้วนชิงหลิว เต๋อเฟยผู้รู้ข่าวเกี่ยวกับสตรีสกุลหวังรีบเดินทางมาขอเข้าเฝ้าทันทีทั้งๆ ที่มิมีรับสั่ง ก่อนหน้านั้นร่วมสองเดือนที่เหล่าสนมทั้งสามมิได้ถูกเรียกให้เข้ามาถวายการรับใช้เลย นั่นหมายความว่าฝ่าบาท…ทรงเปลี่ยนไป สาเหตุนั้นอาจเป็นเพราะสตรีที่มิเปิดเผยตัวนางนั้น

              “สิ่งใดคือไม่ถูกต้อง”

              “ก็เรื่องที่พระองค์ทรงคบชู้อย่างไรเล่าเพคะ!!”

              หวังปิงปิงผู้ก้าวออกมาจากด้านหลัง ได้ยินคำนี้ก็ถึงกับตกตะลึง ‘คำว่าชู้นั่นหมายถึงต้องร่วมรักกันแบบหลบซ่อน แม้นางจะลอบเข้าหาฝ่าบาทแต่นางยังบริสุทธิ์ผุดผ่องนะ!!’ “พระสนมกล่าวผิดแล้วเจ้าค่ะ!! ข้าและฝ่าบาทหาได้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งตามที่ถูกกล่าวหาว่าคบชู้ แต่ตัวข้าหวังปิงปิงขอยืดอกยอมรับอย่างไม่อายว่าข้าลักลอบเข้ามาในวังเพราะเกิดหลงรักพระองค์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากผู้ใดจะผิดก็คือข้าที่ผิดเป็นคนแรก” ก้าวไปยืนข้างๆ เก้าอี้ของฮ่องเต้แต่กลับถูกอีกฝ่ายดึงให้ไปนั่งเคียงคู่กัน แน่นอนว่าสนมผู้นั้นมองนางอย่างเกลียดชัง 

              “เจ้าน่ะรึหลงรักฝ่าบาท” เบ้ปากและแสดงสีหน้าออกมาว่าไม่เชื่อ “โทษหลอกลวงเบื้องสูงคือประหาร แสดงว่าเจ้าคงคิดมาดีแล้วสินะคุณหนูหวัง” ต้วนชิงหลิวข่มขู่ 

              ฮ่องเต้มองสนมผู้กล่าวหาว่าตนคบชู้ แถมยังกล้าสั่งลงโทษปิงปิงของเขาต่อหน้า ‘หึ’ ผู้ใดจะหาว่าลำเอียงก็คงใช่ เหนือสิ่งอื่นใดเขาต้องจัดการสตรีที่ไม่อยู่นิ่งๆ ผู้นี้อีกคนเสียก่อน “ประหารผู้ใด” 

              “หวังปิงปิงอย่างไรเล่าเจ้าคะ!!” ชี้หน้าสตรีรุ่นหลาน 

              มู่เจี้ยนเทียนส่ายหน้าอย่างรำคาญ แต่อีกมุมหนึ่งในความคิดนั้น ‘เต๋อเฟยกล้าเข้ามาหาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้ก็ดี’ กฎของวังหลวงก็คงต้องว่าไปตามกฎ ไม่ต่างกับด้านนอก ‘ภรรยาห้ามลบหลู่ดูหมิ่นสามี!!’ ซึ่งครั้งนี้เขาคงจะมอบบทลงโทษสถานเบาให้นางไปก่อน แต่ถ้ายังก่อเรื่องขึ้นมาอีก...? เรียกขันทีคนสนิทข้างกาย “สี่สุ่ย นำตัวเต๋อเฟยออกไปตบปากห้าสิบครั้งข้อหาใส่ความว่าเราคบชู้” มองสนมด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “และจำเอาไว้ให้ดีว่าหากเราไม่เรียกอย่าเสนอหน้าเข้ามาในตำหนักนี้เด็ดขาด”

              “ฝ่าบาท!!” สนมฝีปากกล้าถูกขันทีร่างใหญ่สองคนลากตัวออกไปยังหน้าตำหนักทันทีก่อนเสียงร้องตะโกนจะดังก้องเข้าหูคนด้านใน “พระองค์ทรงลุ่มหลงนางใช่หรือไม่เพคะ กรี๊ด!!” 

              แม้ความโกลาหลจากไปแต่มิได้ทำให้ปิงปิงดีใจนัก “ทำเรื่องใหญ่อีกแล้ว เช่นนี้ปิงปิงจะมิถูกหมายหัวรึเจ้าคะ” แค่นางเข้าวังในวันนี้กลับทำทั้งฮองเฮา ทั้งสนมถูกทำโทษไปถึงสองคน นึกไปถึงโทษของสนมเมื่อครู่ที่ฝ่าบาททรงรับสั่ง ‘ตบหน้าถึงห้าสิบครั้ง เป็นนางคงสลบไปตั้งแต่ตบที่ห้าแล้วกระมัง’ ตากลมมองบุรุษรูปงามที่ยังคงยิ้มหวานใส่ แม้ลึกๆ แล้วนางก็แอบกลัวพระองค์เช่นกัน ดังนั้นนางจะไม่ยอมทำผิดให้ฝ่าบาทลงโทษนางแน่

              “เจ้ายังไม่รู้รึว่าถูกหมายหัวตั้งแต่แรก” ^^ กอดเอวสตรีตัวน้อย

              ก้มหน้าอายๆ ไม่ยักรู้ว่าฝ่าบาทจะกล้าออกลายหลังจากปรับความเข้าใจกับนางเมื่อครู่ ‘จะมือไวไปนะเจ้าคะ’ “ปล่อยนะเจ้าคะ วันนี้มีแต่เรื่อง ปิงปิงขอตัวกลับก่อนดีกว่า” แบมือออกไปหาคนข้างๆ “ขอยาทาแก้ฟกช้ำด้วยเจ้าค่ะ” ^^ 

              “ให้เราไปส่งเจ้าที่จวนดีหรือไม่” เก็บตลับยาให้สตรีตัวน้อยแต่ยังไม่ยอมส่งให้ “นานมากแล้วที่มิได้ไปหาศิษย์พี่ ร่ำสุราสักสองไห สนทนาเรื่องของเจ้ากับเราสักครู่แล้วค่อยกลับวัง”