สามีของฉันเป็นพระเอกในนิยาย

    ตอนที่ 5 รองเท้าในฝัน

    หลังจากที่เธอเดินเข้ามาใกล้ๆกับการ์ดสีทองนั้น เธอก็พบว่ามันไม่ได้มีสิ่งผิดปรกติใดๆ"เอาล่ะ ฉันควรเริ่มอย่างไรดี ฉันถึงจะรู้ว่าฉันหลุดเข้ามาในนี้ได้อย่างไร และไม่ต้องคิดหรอกนะ ว่าฉันจะหลงระเริงไปกับสิ่งที่สวยงามในนิยายเรื่องนี้ ฉันไม่สนใจหรอก ช่วยพาฉันกลับบ้านที ได้โปรดเถอะ" เพียงขวัญพูดขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ และกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ โดยไม่คาดคิด เสียงนั้นก็เหมือนจะได้ยินสิ่งที่เธอกำลังร้องขอ"เธอแน่ใจหรือ ว่่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่เธอใฝ่ฝัน?" น้ำเสียงที่เยือกเย็นของชายชราที่ฟังแล้วต้องขนลุกชันขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น เพียงขวัญก็อึ้งไปสักครู่ ชีวิตจริงของเธอนั้นหดหู่ไม่ต่างจากเพียงขวัญในนิยายสักเท่าไหร่ และในช่วงเวลานี้เธอรู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างได้ถาโถมเข้ามารุมเร้า สร้างความกดดันในชีวิตเธอ จนหลายครั้งเธอแอบรู้สึกสิ้นหวังจนแทบไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อีกต่อไปเลยด้วยซ้ำเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง "และถ้าเธอกลับไป นั่นหมายความว่าเธอจะไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีกครั้ง""แล้วฉันต้องทำยังไง?""เธอมีเวลาเพียง 30 วันที่นี่ มีคนต้องการความช่วยเหลือ เธอจะได้กลับไปเมื่อภารกิจของเธอสิ้นสุดลง"ขณะที่เพียงขวัญกำลังเผยอริมฝีปากเพื่อเอ่ยถามขึ้น แต่เสียงปริศนานั้นก็ได้หายเงียบไปเสียสนิทราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเฮ่อ! นี่มันอะไรกัน ชีวิตฉันยิ่งกว่านิยายเสียอีกแน่นอนว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปรกติ แต่ทว่าเมื่อนึกถึงมันอีกครั้ง ก็น่าตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับเพียงขวัญเพียงขวัญครุ่นคิดอยู่สักครู่ และนึกถึงสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเธอมาอยู่ที่นี่ ในฐานะเพียงขวัญผู้หญิงที่ซับซ้อนในนิยายเรื่องหนึ่ง ในความทรงจำของร่างเดิมเธอสัมผัสได้เพียงว่า เพียงขวัญใฝ่ฝันอยากมีชีวิตที่สุขสบายและมีทุกอย่างที่เธอต้องการ และที่สำคัญที่สุดเธอไม่ต้องการให้อะไรมาพรากสามีของเธอไปจากเธอฉันต้องเริ่มต้นอย่างไร? ไม่สิ ฉันต้องรู้ก่อนว่าฉันหลุดเข้ามาอยู่ในช่วงตอนไหน ฉันเข้ามาอยู่ในร่างเธอในช่วงเวลาไหนของนิยาย มันดูเหมือนไม่ใช่สองสามหน้าแรก แม่ของภูวดลตอนนี้อยู่ที่ไหน? ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือว่าเธอเสียชีวิตไปแล้ว เพราะฉันไม่พบเธอที่คฤหาสน์หลังนี้ หรือว่า........ฉันดันหลุดเข้ามาในตอนที่กำลังจะติดคุก?เสียงปริศนานั้นได้บอกเธอว่าเธอจะอยู่ที่นี่ 30 วัน จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 31 มาถึง นี่มันคือในช่วงเวลาหลังจากแม่ของภูวดลเสียชีวิตหลังจากอุบัติเหตุหรือไม่? แล้วเพียงขวัญหายไปไหน? ชายชราเจ้าของเสียงที่เยือกเย็นเป็นใคร?เพียงขวัญพยายามนึกถึงความทรงจำของร่างเดิม เผื่อว่าจะมีข้อมูลอะไรที่เธอสามารถเข้าใจได้มากกว่าในตอนนี้ แต่ก็ไม่มีแม้แต่สัญญาณ ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งมืดมน เธอพบเพียงความทรงจำเฉพาะชีวิตที่ดี ความสะดวกสบาย และความรู้สึกดีๆระหว่างเธอและภูวดลเท่านั้นเมื่อเพียงขวัญตั้งสติอยู่สักพัก สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบัตรเครดิตสีทองที่วางอยู่ ทันใดนั้นความโลภก็ครอบงำจิตใจของเธอขึ้นมา เธอเดินไปหยิบบัตรขึ้นมาแล้วจ้องมองมันอย่างสนใจ จากนั้นก็โยนมันใส่เข้าไปในกระเป๋าพร้อมกับเดินออกจากห้องไปวันแรกนี้เธอตัดสินใจที่จะใช้โอกาสที่ดีๆนี้เพื่อมอบรางวัลให้กับตัวเธอเองก่อน ยังเหลืออีก 29 วันน่าจะมีเวลามากพอสำหรับการช่วยเหลือใครสักคน ช๊อปปิ้งซะหน่อยก็แล้วกันว่ะ!"ป้าคะ ฉันจะออกไปข้างนอก" เพียงขวัญพบว่ามีรถหรูจอดอยู่ที่โรงจอดรถหลายคัน และแน่นอนว่าเจ้าของร่างเดิมมีใบอนุญาติขับขี่แล้ว แต่ในความทรงจำของร่างเดิมนั้น ไม่พบว่าเคยขับรถด้วยตัวเอง"อ่อค่ะคุณผู้หญิง เดี๋ยวป้าไปบอกให้สมบัติเตรียมรถออกให้ค่ะ" พูดจบบังอรก็ก้มศรีษะลงแล้วเดินไปด้านหลังเพื่อแจ้งคนขับรถไม่นานชายหนุ่มวัยกลางคนก็ขับรถเบนซ์สีดำมาเทียบหน้าประตูทางออก เขาเดินลงมาจากรถพร้อมกับเปิดประตูด้านหลังเพื่อรอให้เพียงขวัญเข้าไปนั่งด้านใน"วันนี้ไม่ต้องขับรถให้ฉันนะ ฉันจะขับรถไปเอง" เพียงขวัญพูดจบพร้อมกับปิดประตูรถที่สมบัตินั้นเปิดรอเธอ จากนั้นเธอก็เดินไปที่ฝั่งด้านหน้าของคนขับอย่างไม่ลังเล แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็วสมบัติที่ยืนงงอยู่กับที่ถึงกับพูดอะไรไม่ออก แม้ว่าเขาจะรู้ว่าเพียงขวัญนั้นมีใบอนุญาติขับรถ แต่เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นเธอขับรถมาก่อน เขาคิดมาตลอดว่าเธอขับรถไม่เป็น แต่วันนี้สิ่งที่เขาเพิ่งได้เห็นนั้นแทบจะแตกต่างกันสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคนกันเลยหลังจากที่ยืนมองรถที่วิ่งออกไปต่อหน้าต่อตาแล้ว สมบัติก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาบังอรซึ่งเป็นป้าของเขา "ป้า...ป้า..แย่แล้ว" เขาตะโกนเสียงดังลั่น"อ้าว! อะไรของแกวะ ฉันบอกให้แกไปขับรถให้คุณผู้หญิงแล้วแกกลับมาทำไม?" บังอรตะคอกเสียงใหม่หลานชายของเธอด้วยความโกรธ"ก็คุณผู้หญิงน่ะสิป้า เธอขับรถไปด้วยตัวเองแล้ว' "ห๊ะ! ตายล่ะ เป็นไปได้ยังไงวะ ปรกติไม่เคยเห็นเธออยากขับรถเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้นผีเข้าหรือไง" บังอรยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกของเธอ คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัว ทำให้สมบัติที่หันมองซ้ายขวาไปมาหลายรอบ แล้วก็รีบวิ่งตามผู้เป็นป้าเข้าไปในครัวทันที................เพียงขวัญขับรถออกจากบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และใช้เวลาขับรถเพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีเธอขับรถไปที่ห้างสรรพสินค้าแล้้วเลี้ยวเข้าบริเวณลานจอดรถ เธอพบที่ว่างในชั้นใต้ดิน จากนั้นก็หยิบกระเป๋าเดินตรงไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปในส่วนของด้านในห้างสรรพสินค้าลิฟต์หยุดที่ชั้นสามประตูลิฟต์เปิดออกและเพียงขวัญก็ออกไปโดยสวมรองเท้าส้นสูงคู่เล็ก หลังจากผ่านไปสองสามก้าวเธอหันหน้าไปอีกด้านและพบกับรองเท้าผ้าใบสีขาวที่สะดุดตา รองเท้าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่เธอใฝ่ฝันอยากได้มากในชีวิตในตอนนั้นเธอรู้สึกละอายใจกับเงินในกระเป๋าของเธอ เธอไม่กล้าแม้แต่จะเดินผ่านเข้าไปดูมันใกล้ๆ เนื่องจากราคาของมันถ้าเทียบกับเงินเดือนของเธอแล้ว ราคาของมันน่าจะเทียบได้กับเงินเดือนทั้งเดือนของเธอ ถ้าเธอซื้อรองเท้าคู่นี้เธอต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอนตอนนี้เห็นรองเท้าคู่เดิมอีกครั้งซึ่งทำให้เพียงขวัญรู้สึกตื่นเต้นมาก เธอต้องการซื้อรองเท้าทั้งๆที่เธอรู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่มีเงินซื้อมันและก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมฉันไม่มีปัญญาซื้อมันเสียที ฉันมักจะมีความเสียใจอยู่ในใจ นาน ๆ ทีมีคนอิจฉา ฉันทำงานไม่ไหวอยากมีเงินซื้อรองเท้า เธอชอบรองเท้าคู่นั้นมากและต้องการตอบสนองความปรารถนาเล็ก ๆ ของเธอ"โห! โคตรสวยเลย ทำไมอยากได้ขนาดนี้ อยากได้ อยากได้" เพียงขวัญจ้องมองมันอย่างไม่ละสายตาพลางบ่นพึมพำในใจเพียงขวัญเดินเข้าไปในร้านและพนักงานขายก็เห็นเธอสนใจ พนักงานสังเกตจากเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ กระเป๋าที่เธอถือ หรือแม้แต่ผิวพรรณของเธอเห็นเพียงแว็บแรกก็รู้ว่าเธอเป็นคนรวย ทันใดนั้นดวงตาก็สว่างขึ้น รอยยิ้มที่หวานที่สุดบนใบหน้าของเธอ เข้ามาทักทายเธอและถามเบา ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องการ"คุณผู้หญิงสนใจคู่ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ?"“ฉันอยากลองรองเท้าคู่นั้น” เพียงขวัญยกนิ้วให้รองเท้าที่วางโชว์อยู่ด้านหน้ากระจกพนักงานแนะนำสินค้าเดินเข้าไปที่ด้านใน จากนั้นสักพักเธอก็ออกมาพร้อมกับกล่องรองเท้าในมือ"คุณผู้หญิงสามารถลองสวมใส่ก่อนได้นะคะ" เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าเท้าของเพียงขวัญนั้นน่าจะสวมใส่ไซส์ที่เล็กที่สุด ไม่น่าเชื่อว่ามันจะพอดีเพียงขวัญค่อยๆนั่งลง แล้วก้มสวมรองเท้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นเดินไปมาสองสามก้้าว "คุณใส่แล้วดูดีมากเลยค่ะ เข้ากับชุดที่ใส่มาวันนี้เลย" พนักงานถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมออกมาเพียงขวัญมองตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกดีมาก เมื่อสวมใส่แล้วให้ความรู้สึกเบาสบายมากๆเธอชอบสวมรองเท้าผ้าใบมากกว่ารองเท้าส้นสูง เธอคิดว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงสวย แต่เธอเหมาะกับอะไรที่ดูเท่ๆและคล่องตัวมากกว่าคน ๆ นี้ดูสวยและใส่อะไรก็ดูดีไปซะทุกอย่าง นอกจากนี้ พนักงานขายยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า "คุณใส่รองเท้าคู่นี้แล้วสวยมากจริงๆค่ะ"แน่นอนว่าเพียงขวัญอยากจะซื้อ เธอไม่เหมือนเมื่อก่อนที่วงเงินในบัตรมักจะเต็มอยู่เสมอ“คู่นี้ราคาเท่าไหร่คะ” เพียงขวัญเริ่มต้องการตัดสินใจพนักงานสาวมองไปที่ป้ายราคาและยิ้มพร้อมกับพูดว่า: "ไม่แพงมาก 29000 บาท"เมื่อได้ยินราคานี้ เพียงขวัญก็ตะลึง รองเท้าที่เธอสวมใส่อยู่นี้คือราคา 29000! โอ้แม่เจ้า..ตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากได้มันขึ้นมาในทันที บางทีถ้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับเธออาจจะไม่เข้าใจ รองเท้าหนึ่งคู่ที่ราคาแพงขนาดนี้? หลังจากที่เพียงขวัญรู้ว่ารองเท้าราคา 29000 บาท ความต้องการซื้อก็ลดลงอย่างกะทันหัน สำหรับคนอย่างเธอที่เคยเป็นคนยากจนเธอรู้สึกว่ามันแพงมาก แม้ว่าตอนนี้จะมีบัตรเครดิตที่สามีมอบให้เธอก็ตาม แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันแพงมากอยู่ดีพนักงานเห็นว่าเธอนิ่งเงียบและไม่ตอบสนองใดๆ เธอคิดว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่นั้นก็ราคาเป็นหมื่น และกระเป๋าที่เธอถือก็มีราคาเป็นแสน เธอสามารถซื้อรองเท้าราคานี้ได้อย่างสบายๆ หรือเป็นเพราะราคาถูกเกินไป ไม่เหมาะกับเธอ? หรือกลัวเสียภาพลักษณ์์?พนักงานสาวก็อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มค่า รวมถึงข้อดีและข้อเสียของรองเท้า ให้เธอฟังโดยละเอียดเดิมทีเพียงขวัญชอบรองเท้าคู่นี้มาก แต่เธอรู้สึกลังเลเพราะคิดว่าราคาแพง หลังจากฟังคำแนะนำของพนักงานขายแล้วความปรารถนาที่จะลดลงก็เพิ่มขึ้น และฉันก็อยากจะได้มันจริงๆแค่เธอไม่เคยซื้อรองเท้าราคาแพงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันก็เลยต้องคิดเยอะๆ แม้ว่าจะเป็นบัตรเครดิตที่ไม่จำกัดวงเงิน และถ้าเทียบกับเศรษฐีอย่างภูวดลแล้วเงินจำนวนนี้ก็ไม่ได้สูงอะไรมากมาย แต่เธอก็ยังไม่สบายใจเล็กน้อย เธอควรจะถามเขาก่อนดีไหม?เพียงขวัญต้องการใครสักคนที่จะตัดสินใจแทนเธอ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดไปที่โปรแกรมไลน์ แล้วเปิดชื่อที่เธอบันทึกไว้ว่่า "สามี"