แม่หลินหิ้วกระติกน้ำร้อนออกมาแล้วเห็นคนที่รุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอหลายคนกำลังชะเง้อมองรอบบ้าน
“ฉันว่านะพี่หลินครอบครัวพี่รวยแล้วจริงๆ มีของดีเต็มบ้านไปหมด คนเมืองหลายคนคงเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ดูพูดเข้าคนเมืองที่ไหนจะสนใจของเก่าผุพังในบ้านฉันหลายอย่างเป็นสิ่งที่อาหนิงซื้อกลับมาจากร้านขายของเก่าทั้งนั้น”
“อย่าปิดบังพวกเราเลยร้านขายของเก่ามีของดีๆ ที่ไหน”
“ทำไมจะไม่มีวิทยุเครื่องนี้อาหนิงของฉันซื้อมาจากร้านขายของเก่าแต่ตอนซื้อกลับมามันใช้งานไม่ได้ คราวก่อนที่พี่รองเธอมาเยี่ยมบ้าน เขาช่วยซ่อมให้ตอนนี้จึงใช้ฟังข่าวได้แล้ว”
พูดจบแม่หลินก็เปิดวิทยุเธอกดปุ่มลงไป “อาหนิงบอกว่า สถานีนี้จะเปิดเพลงเก่าๆ เพลงเพราะมาก พวกเธอลองฟังดูสิ”
วิทยุเริ่มบรรเลงเพลงของยุคสมัยนี้คนในบ้านพากันร้องคลอตาม ซึ่งแน่นอนว่าเสียงร้องไม่ได้ไพเราะน่าฟัง
“อย่าเอ็ดไปวิทยุเครื่องนี้ดีจริงๆ ไว้ลูกชายฉันกลับมาเมื่อไร ฉันจะให้เขาไปหาที่ร้านขายของเก่าดูว่าพอจะซื้อกลับมาได้สักเครื่องไหม”
“อย่าเลยลูกชายเธอมีฝีมือเหมือนเจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านนั้นหรือ ซ่อมวิทยุเป็นด้วยหรืออย่าคิดว่ามันคือเรื่องง่าย เดี๋ยวจะกลายเป็นเสียเงินเปล่า”
“ที่เธอพูดมาก็จริง”
สวีหว่านหนิงแอบอยู่ในห้องครัวเมื่อได้ยินพวกคุณป้าทั้งหลายเปลี่ยนไปคุยเรื่องวิทยุแทนเธอก็อดยกนิ้วให้แม่หลินในใจไม่ได้
“เฮ้อดูฉันสิ!”แม่หลินเห็นบรรยากาศเริ่มได้ที่แล้วก็เคาะศีรษะตัวเองหนึ่งที “ฉันรับปากเฉวียนเฉวียนว่าจะทำเนื้อแช่แข็งให้เธอกินอีกสองวันเธอก็จะกลับมาที่บ้านแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้เตรียมของเลย!”
“ไม่เห็นเป็นอะไรพวกเราช่วยเป็นลูกมือให้ได้ ใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายก็คงทำเสร็จแล้ว”
“ไม่ได้ไม่ได้!” แม่หลินโบกมือ “เฉวียนเฉวียนบอกแล้วว่าจะต้องกินเนื้อแช่แข็งฝีมือฉันเท่านั้นถ้าให้พวกเธอช่วย เกิดรสชาติผิดเพี้ยนไปตรงไหน แล้วลูกโวยวายกับฉันจะทำยังไง”
แม่หลินพูดถึงขนาดนี้แล้วต่อให้หน้าด้านแค่ไหน คนพวกนี้ก็คงไม่กล้าอยู่ต่อ
แน่นอนว่าหลักๆเป็นเพราะตอนนี้ตระกูลหลินมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคอยหนุนหลัง หลินอันเองก็มีหน้าที่การงานที่ดีพวกเขาไม่กล้ามีเรื่องขัดแย้งกับตระกูลหลิน
“เอาละถ้ายังไงวันนี้ฉันคงไม่รบกวนเวลาพวกเธอแล้ว”
แม่หลินรับซาลาเปาข้าวเหนียวของพวกเขาเอาไว้ก่อนจะหยิบซาลาเปาข้าวเหนียวของตัวเองใส่จานของพวกชาวบ้านคนละสี่ลูกแล้วเดินไปส่งที่หน้าบ้าน
จนกระทั่งประตูบ้านปิดสนิทสวีหว่านหนิงถึงเดินออกมาจากห้องครัว
เมื่อเห็นแม่หลินถอนหายใจเธอก็ยิ้มพลางกล่าว “ฉันเห็นแม่รับมือได้สบายๆ เลยนึกว่าแม่ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับพวกป้าๆเสียอีก”
“กลัว!ทำไมจะไม่กลัว!” แม่หลินทำสีหน้าตื่นตระหนก “ลูกก็รู้ว่ายายแก่พวกนี้ปากร้ายแค่ไหน พูดจาไม่มีเหตุผลรองรับแม่ไม่อยากสุงสิงกับพวกเขาเลย ไม่แน่อาจจะเผลอทำให้ใครไม่พอใจก็ได้”
แต่เห็นได้ชัดว่าสวีหว่านหนิงพยายามไม่สุงสิงกับคนกลุ่มนี้มากกว่าเธอเสียอีก
แล้วเธอจะทำอยางไรได้สวีหว่านหนิงคือสะใภ้ของเธอ คนเป็นแม่สามีอย่างเธอมีหน้าที่ตามใจ
“จริงสิคะหลินเฉวียนจะกลับมาพรุ่งนี้จริงเหรอคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่หลินหายวับไปทันทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความกังวล
“ถ้าดูจากหลายปีที่ผ่านมาก็น่าจะกลับมาช่วงวันสองวันนี้แต่เฉวียนเฉวียนไม่ได้เขียนจดหมายมาให้แม่สองเดือนแล้วแม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง”
ไม่เหมือนกับบ้านหลินครอบครัวสามีของหลินเฉวียนมีจำนวนสมาชิกเยอะมาก แค่พี่น้องก็มีกันถึงหกคน
เธอแต่งงานกับลูกชายคนที่สามซึ่งมีทั้งพี่และน้อง อีกทั้งตัวเธอเองก็เป็นคนซื่อตรง ยืดหยุ่นไม่เป็น ดังนั้นคนในครอบครัวสามีจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเธอมากนัก
เพราะตอนหลินเฉวียนแต่งงานไม่ได้เรียกร้องสินสอดให้ตายก็จะแต่งงานกับไต้เหว่ยให้ได้ คนตระกูลไต้จึงเห็นเธอเป็นลูกไก่ในกำมือชีวิตหลังแต่งงานจึงไม่มีความสุขมากนัก
อยากกลับบ้านสักทียากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์
สองปีแรกหลังแต่งงานคนตระกูลไต้เคยถึงขั้นบอกให้เธอตัดขาดกับตระกูลหลิน ห้ามไปมาหาสู่กับครอบครัวอีก
ตอนหลังหลินอันสร้างผลงานในกองทัพและได้เลื่อนตำแหน่งคนตระกูลไต้เห็นแก่ผลประโยชน์จึงเริ่มทำดีกับหลินเฉวียนบ้างอย่างน้อยทุกปีก็จะอนุญาตให้เธอกลับมาอยู่ที่บ้านแม่ได้สักวันสองวัน
แม้หมู่บ้านต้าเจียงกับหมู่บ้านหมิงกวงที่หลินเฉวียนอยู่จะใช้เวลาเดินทางเพียงสองชั่วโมงกว่าเท่านั้นแต่แม่หลินได้เจอหน้าลูกสาวแค่ปีละครั้ง แม้ปากจะไม่พูด แต่ในใจย่อมคิดถึงตลอดวลา
ครั้งนี้แม่หลินไม่ได้รับจดหมายจากหลินเฉวียนมาสองเดือนแล้วหัวใจของเธอจึงรู้สึกกระวนกระวาย
“พวกเรารอดูก่อนค่ะถ้าวันที่ 26 เดือน 12 หลินเฉวียนยังไม่กลับมาฉันจะไปหาเธอที่หมู่บ้านหมิงกวงพร้อมกับแม่”
คำพูดของสวีหว่านหนิงสร้างความมั่นใจให้กับแม่หลิน
“ได้ถ้าถึงตอนนั้นหลินเฉวียนยังไม่กลับบ้าน พวกเราจะไปหาเธอเอง!”
“แต่ตอนนี้คงต้องทำเนื้อแช่แข็งให้เสร็จก่อนเกิดเธอกลับมาแล้วไม่ได้กิน คงโกรธแม่แน่ๆ”
สวีหว่านหนิงอยากช่วยแต่ถูกแม่หลินปฏิเสธ
“แม่ทำเองได้ลูกไปพักเถิด”
สวีหว่านหนิงเห็นว่ายังเช้าอยู่จึงเข้าไปในตัวเมือง
ชุ่ยเฟินออกจากโรงพยาบาลแล้วทารกน้อยอยู่ในตู้อบหลายวันจนกระทั่งตัวเลขต่างๆ ปกติดีแต่น้ำนมของชุ่ยเฟินมีไม่มาก ทารกน้อยกินไม่อิ่ม ร่างกายจึงผ่ายผอมลงจากตอนแรกเกิดหนูน้อยนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ดูแล้วช่างน่าสงสาร
“พี่สะใภ้มาแล้วเหรอคะ”
ชุ่ยเฟินนั่งพิงหัวเตียงพลางยิ้มอย่างอ่อนแรง
“ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“ฉันสบายดีค่ะแผลก็ไม่ค่อยเจ็บแล้ว ลุกเดินเหินได้บ้างแต่ลูกชายที่น่าสงสารของฉันไม่ได้กินอิ่มเลยสักวันแม้แต่เสียงร้องไห้ก็เบาหวิวราวกับเสียงหนูร้อง”
พูดไปพูดมาชุ่ยเฟินก็ร้องไห้โฮ
เธอรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่เอาไหนและสงสารลูกน้อย
สำหรับเรื่องนี้สวีหว่านหนิงเองก็จนใจ
ช่องมิติของเธอไม่มีนมผงสำหรับเด็กมีแต่นมแพะกับนมวัว อีกทั้งยังมีแบบไม่จำกัด ไม่มีวันหมด
แต่ปัญหาคือยุคนี้ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเลี้ยงวัวกับแพะเธอคงอธิบายไม่ได้ว่าไปเอานมวัวกับนมแพะมาจากไหน
อีกอย่างชุ่ยเฟินกับตงจื่อใช้ชีวิตอยู่ในตัวเมือง เธออยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงซึ่งต้องใช้เวลาขี่จักรยานเกือบสองชั่วโมงกว่าจะมาถึงเธอคงเอานมมาส่งให้พวกเขาทุกวันไม่ได้
“ฉันได้ยินพวกคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านบอกว่าให้ต้มโจ๊กข้าวฟ่างดู ต้มนานสักหน่อยแล้วตักน้ำมันที่อยู่ด้านบนสุดมาป้อนให้เด็กกินได้”
ชุ่ยเฟินขมวดคิ้วทำสีหน้าลำบากใจ“ฉันก็รู้จักวิธีนี้ค่ะ แต่ข้าวฟ่างเป็นธัญพืชนอกจากจะต้องใช้ตั๋วธัญพืชแล้ว ที่สถานีธัญพืชเองก็มีสินค้าอยู่ไม่มาก”
“เรื่องนี้เธอไม่ต้องห่วงเรื่องข้าวฟ่างฉันจะหาวิธีให้ เธอแค่ดูแลตัวเองกับลูกให้ดีก็พอ”