ทิวากรเดินเตร็ดเตร่ในห้วงนั้นด้วยหัวใจที่เหมือนถูกตัดขาดจากทุกอย่าง
“นี่มันที่ไหนกัน... ทำไมถึงรู้สึกว่า...เวลามันไม่ขยับเลย”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น…ชัดเจน เยือกเย็น แต่ลึกซึ้ง
“เวลาในโลกของข้า ไม่ไหลเหมือนโลกของเ้า”
เงาของศศิรปรากฏขึ้นจากหมอกิญญาเขายืนอยู่ในระยะห่างพอประมาณ ใบหน้านิ่งเรียบไม่อาจอ่านความรู้สึก
ทิวากรหันไปหา “โลกของคุณงั้นเหรอ…?”
ศศิรพยักหน้าช้า ๆ
“ห้วงของิญญา… ไม่มีพระอาทิตย์ ไม่มีนาฬิกา ไม่มีวันพรุ่งนี้ไม่มีเมื่อวาน”
“ที่นี่คือ ‘ระหว่าง’… ระหว่างการมีชีวิต กับการหลุดพ้น”
“หนึ่งนาทีในโลกมนุษย์อาจเท่ากับหนึ่งร้อยชั่วลมหายใจที่นี่ หรือบางครั้งอาจเพียงเสี้ยวความคิด
"ไม่... ไม่จริง! ผมยังไม่ตาย!ผมยังหายใจอยู่!"
เสียงของทิวากรกรีดร้องสั่นเครือยากเหลือเกินที่จะทำใจยอมรับความจริงนี้
ศศิรยังคงยืนนิ่งกับปฏิกิริยาปฏิเสธความจริงอย่างหัวชนฝาของอีกฝ่าย ไม่หวั่นไหวต่อเสียงร้องหรือแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขา
“ถ้าเ้ายังไม่แน่ใจ...”
“ข้าจะให้เ้าดูอีกครั้ง”
ทันใดนั้น ภาพรอบกายก็เริ่มสั่นไหว
คลื่นแห่งห้วงเวลาแปรเปลี่ยนละลายเหมือนหมึกสีดำในน้ำใส
เสียงลมหายใจของโรงพยาบาลเข้ามาแทนที่
เสียงเครื่องวัดชีพจรดัง ติ๊ด... ติ๊ด...อย่างเชื่องช้า
ห้องสีขาวสว่างจ้า และร่างหนึ่ง...ร่างของเขาเอง
ทิวากรยืนนิ่ง ใบหน้าไร้สีเืเมื่อได้เห็น “ตัวเอง” นอนอยู่บนเตียง
สายต่าง ๆ พันเกี่ยวทั่วร่างเครื่องช่วยหายใจแนบอยู่บนใบหน้า
สัญญาณชีพยังเต้น... แต่เบาเหลือเกิน
คล้ายจะหยุดลงทุกเมื่อ
เขาก้าวเข้าไปใกล้ มือเอื้อมออกโดยไม่รู้ตัว
“ผม... นั่นคือผมจริง ๆ เหรอ...?”
เสียงของเขาเบาราวกระซิบ
ศศิรไม่ตอบ แต่แววตาเย็นสงบของเขาก็ชัดเจนพอจะยืนยันความจริงนั้น
นิ้วมืออันสั่นเทาที่ยื่นไปแตะปลายเตียงกลับทะลุผ่าน
ราวกับโลกนั้นไม่อนุญาตให้เขาแตะต้องอีกต่อไป
ศศิรพูดขึ้นเบา ๆ
“เ้าถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลทันเวลา...แต่ิญญาของเ้ายังล่องลอยอยู่ที่นี่เพราะบางสิ่งในใจยังไม่จบ”
ทิวากรกลืนน้ำลายฝืดคอ
“แล้วผม...ยังจะกลับเข้าไปได้ไหม?”
ยมทูตหนุ่มหลบตา
เขาเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยว่า
“นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังพยายามหาคำตอบเช่นกัน”
"แต่... แต่ผมยังรู้สึก ยังมีความคิดยังเ็ปอยู่เลย! ไม่เข้าใจ ทำไมผมถึงยังอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงยังไม่ไปไหน?!"
ศศิรขยับเดินเข้าใกล้เพียงครึ่งก้าว ก่อนกล่าวเรียบ ๆ ว่า
"อย่างที่ข้าบอกไป…เพราะเ้ายังมีสิ่งที่ยังค้างคา...ความรู้สึกนั้นเป็แรงที่เหนี่ยวรั้งิญญาของเ้าจากการเดินทางไปสู่ปลายทาง"
ทิวากรนิ่งไป ราวกับถูกตบด้วยถ้อยคำที่ไม่คาดคิด เขาหลุบตาลงชั่วขณะหนึ่งราวกับกำลังกลืนก้อนบางอย่างที่ติดอยู่ในลำคอ
ในห้วงความเงียบนั้นความทรงจำในวัยเยาว์ไหลย้อนเข้ามาราวสายน้ำที่ไหลทวนกระแสทิวากรไม่เคยได้เล่นซนกับเด็กคนอื่น ไม่เคยได้วิ่งเล่นตามทุ่งกว้างหรือทำตัวเปื้อนเลอะเทอะตามใจชอบทุกวันของเขาคือระเบียบ คำสั่ง และหน้าที่
ั้แ่ยังเล็ก เขาถูกสอนให้รู้จักคำว่า "ความเหมาะสม"ก่อนจะเรียนรู้คำว่า "ความสุข"ทุกก้าวย่างในชีวิตของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะต้องเรียนที่ไหน คบใคร กินอะไรพูดคำใด และแม้กระทั่งจะยิ้มเมื่อไหร่
เขาไม่เคยได้รับอิสระในการเลือกใช้ชีวิต ทุกย่างก้าว ทุกการตัดสินใจล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยคำว่า "หน้าที่" และ"เกียรติยศของตระกูล"
ในหูของเขายังดังก้องถ้อยคำของคุณหญิงแม่ที่เคยกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
"ลูกต้องระลึกไว้เสมอว่า... ชื่อเสียงของตระกูล ณวังตะวัน สำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัว"
"อย่าทำให้แม่ขายหน้าอย่าลืมว่าเราไม่ได้มีสิทธิ์เลือกแบบคนธรรมดา"
คำเ่าั้ฝังลึกยิ่งกว่ารอยแผลทางกายใด ๆและเป็หนึ่งในเหตุผลที่เขาไม่เคยรู้สึกว่า ชีวิตของเขาเป็ของตัวเองจริง ๆ
"ถ้าอย่างงั้น...ผม...ขอเวลาอีกหน่อยได้ไหม"
ศศิรเลิกคิ้วเล็กน้อย "เพื่อสิ่งใด?"
ทิวากรหลบสายตา ไม่ตอบทันทีริมฝีปากขบเม้มแน่นเหมือนลังเลจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ก่อนจะพรั่งพรูออกมารวดเดียวเสียงสั่นเครือแต่เปี่ยมด้วยอารมณ์
"ผมยังไม่ได้ขอโทษแม่เลย...ยังไม่ได้บอกลาเอมิกา... ยังไม่ทันได้บอกความรู้สึกกับคนที่ฉันรักด้วยซ้ำ!ฉันยังไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง... ไม่เคยได้เดินทางไปไหนคนเดียวไม่เคยได้ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองสักครั้งผม...ยังไม่ได้หัวเราะอย่างเต็มที่มานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ...ผม...ผมยังไม่พร้อมจะจากโลกนี้ไปเลย... ได้โปรด..."
น้ำเสียงที่วิงวอนนั้นฟังแล้วปวดร้าวราวกับเสียงของคนที่จมอยู่ในห้วงน้ำและไขว่คว้าลมหายใจสุดท้าย
ศศิรเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง ดวงตาคมเข้มนั้นไหววูบบางสิ่งในแววตาไม่เ็าเหมือนเคย หากแต่คล้ายแฝงความเหนื่อยล้า... และเวทนา
ในฐานะยมทูต เขาพบเจุ์มากมาย ทั้งร่ำไห้ สาปแช่ง อ้อนวอนหรือแม้แต่เงียบงันไร้เสียง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความลุ่มหลง...กับวัฏสงสารของชีวิต
มนุษย์พวกนี้ต่างก็ยึดติด...กับความฝัน ความรัก ความกลัวและความเสียใจ แม้กระทั่งยามที่ร่างกายสิ้นชีพ หัวใจของพวกเขายังไม่ยอมรับว่าถึงเวลาแล้วจริง ๆ
ศศิรขบขันกับความเปราะบางนั้นพร้อมกับความรู้สึกเวทนาเลือนรางที่ผุดขึ้นในอก...มนุษย์...สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแออย่างน่าขัน แต่ก็กล้าหาญอย่างน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน
"มนุษย์...เ้าทุกคนก็มักพูดแบบนี้เสมอเมื่อถึงเวลาไม่มีใครเคยพร้อม ไม่มีใครอยากปล่อยวาง แล้วจะมีจุดจบได้อย่างไรถ้าทุกดวงิญญาต่างยึดติดเหมือนเ้า..."
เขาขยับเข้ามาใกล้เพียงแค่คืบ น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
"เ้ารู้ไหมว่าข้าต้องพบเจอิญญาแบบเ้าในทุก ๆวัน? คนที่ร่ำร้อง อ้อนวอน ต่อรองทั้งที่หน้าที่ของข้าคือแค่รับเ้าไป มิใช่มาฟังเื่ราวความเศร้าของเ้า!"
ทิวากรนิ่งอึ้งไปกับน้ำเสียงแข็งกระด้างนั้น แต่กลับไม่ถอยหนีกลับยิ่งพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่และจริงใจยิ่งขึ้น
"แต่ผมไม่เหมือนใคร ผมขอแค่เจ็ดวันเจ็ดวันเท่านั้น ผมจะไม่ขออะไรมากไปกว่านี้... ได้โปรด..."
ศศิรจ้องเขานิ่ง ราวกับชั่งน้ำหนักคำพูดทุกถ้อยคำเสี้ยววินาทีหนึ่งในแววตาเยือกเย็นของเขา สะท้อนเงาของความลังเลที่ไม่คุ้นเคย
และสุดท้าย... เขากล่าวเสียงเบาแต่หนักแน่น
"ข้าจะให้เวลาเ้า...เจ็ดวันนับจากนี้"
ทิวากรเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้าง ทั้งใและโล่งใจประหลาด
"แต่จำไว้...ทุกนาทีที่เ้าได้มา...แลกมาด้วยบางสิ่ง"
เขายื่นมือออกไปเบื้องหน้าฝ่ามือเรียวในถุงมือสีดำสนิทเผยให้เห็นสัญลักษณ์คล้ายตราประทับบางอย่างเรืองแสงริบหรี่
"ข้าจะทำสัญญากับเ้า... หากเ้ารับเงื่อนไขนี้ทุกลมหายใจหลังจากนี้ จะอยู่ภายใต้สายตาของข้า"
"เงื่อนไข...?"
ศศิรโน้มตัวลงเล็กน้อย เสียงกระซิบแ่เบาราวกับลมหายใจแต่หนักแน่นพอจะะเืถึงหัวใจ
"เ้าจะมีชีวิตได้อีกเจ็ดวัน... แต่ในเจ็ดวันนั้นข้าจะอยู่กับเ้า ติดตามเ้า...ไม่ว่าที่ไหน เมื่อใดเ้าไม่มีสิทธิ์หลบเลี่ยง"
ดวงตาทั้งสองสบกันนิ่งงัน ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบผ่านระหว่างเงาของความตายกับเสี้ยวชีวิตสุดท้าย
และเมื่อทิวากรยื่นมือออกไปแตะปลายนิ้วของยมทูตเสียงบางอย่างดังก้องในห้วงมิติที่ไร้กาลเวลา...
พันธะสัญญาระหว่างยมทูต...และมนุษย์ก็ถือกำเนิดขึ้น