กลิ่นควันจากฟืนลอยคลุ้ง บรรยากาศการประกอบอาหารของคน3คนกลางทุ่งร้างหน้าป่าใหญ่เป็ไปด้วยความสนุกสนาน ผมช่วยอาจารย์หั่นเนื้อ ส่วนรูอันก็ทำหน้าที่เติมฟืนกับเตรียมอุปกรณ์เช่น พวกหม้อต่างๆที่หยิบออกมาจากถุงย่ามเวทย์มนต์ของอาจารย์ เดิมทีถุงย่ามเวทย์มนต์เป็อุปกรณ์เวทย์มนต์ประเภทนึงที่สามารถใส่ของได้ปริมาณเยอะๆขึ้นกับพลังเวทย์ของผู้ใช้ โดยจุดประสงค์ที่อาจารย์ใช้ไอเท็มนี้ ทั้งที่ใช้เวทย์มนต์มิติได้ก็เพื่อลดจำนวนครั้งในการหยิบของออกมาจากมิติอื่น โดยเอาของที่จำเป็ใส่ถุงย่ามเวทย์มนต์ในถุงเดียวแล้วค่อยเก็บเอาไว้ในมิติส่วนตัว พอเวลาจะใช้ก็สามารถหยิบแค่ถุงมาออกมาทีเดียวจากในมิติที่ตนเองเก็บไว้ได้
“อย่าให้ไฟแรงเกินไปนะจ๊ะ รูอัน”
"ครับ"
“ปกติเวลาไปไหนฉันจะจุดไฟด้วยตะเกียงเวทย์มนต์ตลอด อย่างเช่นเมื่อคืนตอนก่อกองไฟนอนกลางทุ่งหญ้าก็ใช้ตะเกียงนี้เหมือนกัน แต่ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป หน้าที่การจุดไฟให้เป็หน้าที่ของเรเวลละกันนะ เพราะเวทย์มนต์ประจำตัวคือเวทย์มนต์ธาตุไฟนิ จะได้เป็การฝึกเวทย์มนต์แล้วเพิ่มพลังเวทย์ไปในตัวด้วย”
“อ่า..ครับ” ผมพูดพลางหั่นเนื้อหมีกับเสือดำเป็ชิ้นๆ ที่จริงความรู้พื้นฐานการเข้าครัวผมเองก็ได้มาจากพี่เอร่าเป็คนสอนเนี่ยแหละ ส่วนรูอันเกิดเป็ลูกขุนนาง แถมเป็ผู้ชายด้วยเลยไม่ค่อยมีความรู้เื่นี้เท่าไร เลยรับหน้าที่ใส่ฟืน เติมน้ำในหม้อ แล้วก็เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งที่เป็การฝึกแท้ๆแต่ดูเหมือนไปปิ๊กนิกกันเลยแหะ
“จะว่าไปอาจารย์ครับ นอกจากเวทย์มนต์มิติที่อาจารย์ใช้แล้ว เวทย์มนต์อื่นๆที่เป็ธาตุประจำตัวอาจารย์คืออะไรหรอครับ?”
“ธาตุน้ำจ๊ะ”
“แต่ว่าผมไม่ค่อยเห็นอาจารย์ใช้เวทย์ธาตุน้ำเลยนะครับ”
“จะใช้ทำไมล่ะ ในเมื่อใช้เวทย์มิติมันมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่สิคงต้องพูดว่าสกิลหรือเวทย์มนต์จากอาร์ติเฟกซ์ทุกประเภท มันมีประสิทธิภาพสูงกว่าเวทย์มนต์ธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนมากจะใช้เวทย์มนต์ธรรมดาก็ต่อเมื่อถึงคราวจำเป็ต้องใช้และเวทย์นั้นมันไม่มีในอาร์ติเฟกซ์ก็เท่านั้นเอง เช่นเวทย์มนต์สายแอเรียลที่ทำให้คนลอยบนฟ้าได้ อะไรทำนองนั้น”
“นั่นสินะครับ” ผมพูดพลางเห็นด้วย เพราะเอาตรงๆสกิลคัตเตอร์สเปียร์ของผม มันก็แรงกว่าไฟเยอร์โบลต์ซึ่งเป็เวทย์มนต์ปกติจริงๆนั่นแหละ เพียงแต่รูปแบบการทำลายมันต่างกันเท่านั้นเอง
“น้ำเดือดแล้วครับอาจารย์”
“เอาล่ะใส่พวกเนื้อสัตว์ลงไปก่อนเลย”
หลังจากใส่เนื้อสัตว์เสร็จผมก็ทยอยใส่วัตถุดิบอื่นๆลงไป เช่นผักและเครื่องปรุงต่างๆ พอผ่านไปได้สักครึ่ง ชม.อาหารก็สุกเรียบร้อยพร้อมรับประทาน
“ ‘สตูว์เนื้อหมีเสือดำ์’ เสร็จแล้วจ้าาาาาา ”
“ว้าวววว” รูอันทำหน้าตื่นเต้น
"ผมว่าชื่อมันดูแปลกๆแหะ555 "
แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังมีกลิ่นหอมโชยออกมา พวกผมจึงรีบตักอาหารใส่จานแล้วกินกันอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากกินเสร็จเรียบร้อย ผมก็กินผลไม้ต่ออีกเล็กน้อย ก็อื่มพอดี
“เห้อ…บรรยากาศดูสงบสุขจริงๆเลยน้าาาา><” รูอันนอนกางแขนขาแผ่กับพื้นหลังจากกินอิ่ม
“มันก็แค่ตอนนี้แหละนะ ความสงบสุขที่แท้จริงๆ มันก็มีแค่่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละ เพราะแก่นแท้ของโลกนี้แท้จริง มันโหดร้ายและบิดเบี้ยวกว่าที่พวกเธอคิดกันมาก” อาจารย์พูดขณะที่ถือจานอยู่ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าชวนให้รู้สึกถึงความเศร้าเล็กน้อยปรากฎออกมาปนในน้ำเสียงนั่น
มันก็ใช่แหะ ผมเห็นด้วยกับแิของอาจารย์ เพราะชีวิตในวัยเด็กของผมนั้นหากไม่มีอลิเซ่ละก็คงมืดมนต์มาก สำหรับผมแล้วเธอผู้นั้นเปรียบเสมือนความหวังและเป็รักแรกที่ผมรู้สึกได้ เพราะผมเกิดมาบนโลกนี้โดยที่ไม่มีพ่อแม่เลย แต่ทำไมกันนะ? ตอนที่ผมสารภาพรักครั้งแรกกับเธอ เธอถึงได้ปฎิเสธด้วยน้ำเสียงเ็าราวกับรังเกียจผมอย่างไม่เคยมีมาก่อนกันล่ะ ไม่สิ..ที่จริงตอนนั้นเอลิเซ่มีท่าทางแปลกๆด้วย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ… ตอนนั้นน่ะ
“เอาล่ะหลังกินเสร็จได้เวลาเก็บกวาดแล้วจ้าาาา”
หลังอาจารย์พูดจบผมได้ทิ้งความคิดที่กำลังคิดอยู่ในหัวแล้วรีบรวบรวมจานและหม้อมากองไว้รวมกัน
“เรเวล เธอคงอยากเห็นเวทย์มนต์อื่นของฉันนอกจากเวทย์มิติสินะ”
“อะ..ครับ!!!”
“เวทย์มนต์ที่อาร์ติเฟกซ์ของชั้นทำไม่ได้ก็ประมาณนี้แหละ”
‘อควอร์ชาวเวอร์’ หลังสิ้นเสียงร่าย ปรากฎน้ำกลางอากาศในระยะใกล้ภาชนะตกลงมาชำระล้างเศษอาหารต่างๆที่ติดบนจาน หลังจากนั้นอาจารย์ก็ใส่น้ำยาล้างจานลงไป
“อ่าว..พวกเธออย่ามัวแต่มอง รีบช่วยกันขัดสิ”
“ครับ/ครับ” พวกผมรีบเอาฟองน้ำซึ่งก็หยิบมาจากถุงย่ามเวทย์มนต์ของอาจารย์ เพื่อลงมือขัดหม้อและจานต่างๆ ที่จริงอุปกรณ์พวกนี้ผมก็ไม่ได้เอาติดตัวตอนออกเดินทางเลยแหะ เพราะว่ากระเป๋าที่ผมใช้ก็แค่กระเป๋าสะพายข้างธรรมดาเอง เสื้อผ้าก็เตรียมมาไม่เยอะด้วย
หลังจากขัดภาชนะต่างๆจนทั่ว อาจารย์ก็เร่งพลังเวทย์ธาตุน้ำ แล้วปล่อยน้ำธรรมดาออกจากมือเพื่อล้างภาชนะอีกที โดยเวทย์ที่ร่ายครั้งนี้ไม่ใช้บทร่ายเหมือนกับที่ผมใช้ไฟจากพลังเวทย์ธรรมดาจุดฟืน เพราะถ้าเป็แค่ปล่อยพลังเวทย์ออกมาแล้วเปลี่ยนเป็ธาตุต่างๆเฉพาะตัวที่ไม่มีอานุภาพรุนแรง ไม่จำเป็ต้องใช้บทร่าย อย่างเช่นกรณีของรูอันที่ปล่อยลมออกมาจากมือเยอะๆจนสามารถพัดปลาที่ผิวน้ำจนกระเด็นขึ้นมาบนฝั่งได้ แต่ลมนั้นก็ไม่สามารถฆ่าปลา หรือทำให้ปลาตาย
“เอ่อ..อาจารย์ครับ คือว่าถ้าใช้เวทย์มนต์ธาตุน้ำได้แบบนี้ แล้วจะให้พวกผมไปเติมน้ำลงในถุงน้ำทำไมครับ??”
“เพราะว่าน้ำที่เห็นนี้ไม่ใช่น้ำจริงๆไงล่ะ แต่เป็น้ำที่เกิดจากพลังเวทย์เฉยๆ ถึงจะกินเข้าไปได้ หรือเก็บไว้ในภาชนะแบบปิดฝาได้ พอผ่านไปสักพักพลังเวทย์ที่ก่อตัวเป็ธาตุน้ำเ่าั้ก็จะสลายหายไปอยู่ดี เหมือนกับไฟของเธอเวลาจุดฟืนน่ะ ที่จริงสิ่งที่ทำให้ฟืนยังคงไหม้ต่อมันไม่ใช่เวทย์มนต์ของเธอ เพราะเวทย์มนต์ของเธอแค่ช่วยให้ความร้อนกับไม้จนไม้ติดไฟใน่แรกๆเท่านั้นเอง แต่มันต่างกับน้ำตรงที่หลังไฟที่ถูกสร้างจากพลังเวทย์หายไปแล้วความร้อนติดค้างมันจะยังคงอยู่จึงทำให้ฟืนสามารถเกิดไฟจากตัวมันเองแล้วจึงไหม้ต่อไปได้เรื่อยๆตราบใดที่ยังคงมีเชื้อเพลิงอยู่ ”
หลังจากอาจารย์อธิบายจบ พวกผมก็เก็บของใส่ถุงย่ามเวทย์มนต์เสร็จพอดี หลังจากนั้นพวกผมก็นั่งพักเตรียมตัวสำรวจกันอีกครั้ง แต่ในระหว่างนั้นผมได้เรียกอาร์ติเฟกซ์ของตัวเองออกมาแล้วจิ้มไปที่เครื่องหมายบวกสีแดงบริเวณปลายเกือบสุดของหอก เพื่อเช็คค่าประสบการณ์จากการล่าสัตว์ป่าก่อนหน้า ซึ่งมีเยอะมากจนไม่ได้นับและพบว่าค่าExpตอนนี้มีอยู่ 62/100 แหะขาดอีกตั้ง 38 แต้ม กว่าจะขึ้น LV2 และระหว่างดูค่าสเตตัสในตอนนั้นเองผมได้นึกถึงคำถามนึงได้
“เอ่อ..อาจารย์ครับ”
“?”
“คำว่า ‘เทวทัณฑ์’ ตรงค่าเอกสิทธิ์ของอาวุธนี่มันคืออะไรหรอครับ? ”