บทที่ 20 เขาทำได้! สำเร็จแล้ว!
ภาพอันน่าตื่นตะลึงนี้ ทำให้เซียนกระบี่ทั้งสองที่เคยเห็นมามากมายถึงกับตะลึงงัน ไม่สามารถอธิบายสถานการณ์ตรงหน้าได้
“นี่...เ้าเด็กนี่เพิ่งเปิดเส้นลมปราณได้แค่เส้นเดียวไม่ใช่หรือ?” จางซอมซ่ออ้าปากพูดอย่างยากลำบาก “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน” ฉินเอ๋อร์นั่วกดความปั่นป่วนในใจลง พูดพึมพำอย่างเหม่อลอยว่า “บางทีพวกเราทุกคนอาจจะผิดก็ได้ ไม่สิ! ควรพูดว่าตลอดพันปีที่ผ่านมา ทุกคนล้วนผิดพลาด”
“เ้าหมายความว่า…” จางซอมซ่อสะดุ้งราวกับเข้าใจบางอย่าง กล่าวว่า “วิชาเซียนเหินเวหาแตกต่างจากวิชาทั้งหมดในใต้หล้า ตลอดพันปีที่ผ่านมา ทุกคนที่พยายามฝึกฝนวิชานี้ล้วนผิดพลาด แต่เด็กคนนี้กลับบังเอิญค้นพบวิธีฝึกฝนที่ถูกต้อง?”
“นั่นคือคำอธิบายเดียวที่เป็ไปได้” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างสงบ “มิเช่นนั้น ด้วยพร์ทางยุทธ์ของเขา คงเป็ไปไม่ได้ที่จะเปิดจุดเทพซ่อนแรกได้เร็วขนาดนี้”
“รอให้เขาตื่นขึ้นมาแล้วถามดูก็จะรู้”
จางซอมซ่อมองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า พูดติดตลกว่า “เด็กคนนี้โชคดีจริง ๆ ถึงกับบังเอิญพบเจอเื่แบบนี้ได้”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น พลังปราณจาก์และโลกก็ยังคงหลั่งไหลเข้าสู่จุดเทพซ่อนของหลี่จื่อเย่อย่างต่อเนื่อง ทำให้พร์ยุทธ์ของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า เสียงดังกึกก้องราวกับโลกใบเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยพายุฝนฟ้าคะนองและคลื่นทะเลที่โหมกระหน่ำ
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่จื่อเย่ลืมตาขึ้นมา สายตาเปล่งประกายดั่งสายฟ้า แสงเจิดจ้าพุ่งออกมา พลังแท้จริงอันเชี่ยวกรากพุ่งออกมาจากพร์ยุทธ์ในอกอย่างรวดเร็ว แผ่ขยายออกไปโดยรอบอย่างรุนแรง
ฝุ่นผงพลันฟุ้งกระจาย คลื่นน้ำกระเพื่อม พลังอันน่าตื่นตะลึงทำให้ผู้คนต้องเหลียวมอง
“นี่คือผู้ฝึกยุทธ์กระนั้นหรือ?”
หลี่จื่อเย่มองมือทั้งสองของตนเอง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
เขาทำได้! สำเร็จแล้ว!
เขารู้สึกว่าตอนนี้เขาสามารถเอาชนะฮั่วหลินเอ๋อร์ได้ถึงสามคน
“เ้าหนู เ้ากำลังฝันกลางวันอะไรอยู่ น้ำลายจะไหลออกมาแล้ว”
จางซอมซ่อถามหลี่จื่อเย่ที่ดวงตาเปล่งประกาย
หลี่จื่อเย่ได้สติ รีบเช็ดมุมปากแล้วหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ข้าเพิ่งเปิดจุดเทพซ่อน รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย”
“เ้าทำได้อย่างไร?” ฉินเอ๋อร์นั่วก้าวเข้ามาถาม
“ทำอะไรได้อย่างไรหรือขอรับ?” หลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น จึงถามด้วยความสงสัย
“ตามการคาดการณ์ของข้า แม้ว่าข้าและเจี้ยนฉือจะร่วมมือกันสอนเ้า รวมถึงมีสมบัติล้ำค่ามากมายจากตระกูลหลี่ การช่วยให้เ้าเปิดจุดเทพซ่อนแรกก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวัน หากไม่ราบรื่นอาจต้องฝึกฝนถึงหนึ่งปีครึ่งก็เป็ได้”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างใจเย็น “ข้าขอถามเ้า เมื่อครู่ตอนที่เ้าฝึกวิชาเซียนเหินเวหา เ้าคิดอะไรอยู่ในใจ?”
“คิดอะไรน่ะหรือ?”
หลี่จื่อเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วลูบจมูกตอบอย่างเขินอาย “ข้าคิดว่า ทำไมคนเก่งอย่างข้าถึงไม่มีพร์ด้านวิทยายุทธ์ ในขณะที่บุตรแห่ง์และพุทธบุตรนั่นกลับยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ข้าโกรธมาก!”
ฉินเอ๋อร์นั่วและจางซอมซ่อสบตากัน แล้วพยักหน้าคงเป็เหตุผลนี้แหละ
การฝึกวิชาเซียนเหินเวหา เป็ไปได้ว่ายิ่งอารมณ์แปรปรวนรุนแรง ความเร็วในการฝึกก็จะยิ่งเร็วขึ้น การทำจิตใจให้สงบกลับไม่เป็ผลดีต่อการไหลเวียนของพลังที่แท้จริง
“บางทีเมื่อเกิดความปั่นป่วนทางอารมณ์อย่างรุนแรง การไหลเวียนของเืลมอาจเร็วขึ้น และพลังที่แท้จริงของวิชาเซียนเหินเวหาสามารถอาศัยการไหลเวียนของเืลมในเส้นลมปราณเพื่อเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวถึงการคาดเดาของตน
“ช่างน่าประหลาดจริง ๆ” เมื่อจางซอมซ่อได้ยินแล้ว ในใจรู้สึกราวกับกินแมลงวันเข้าไป ไม่สบายใจเลย จึงกล่าวว่า “ข้าฝึกวรยุทธ์มาครึ่งชีวิต วันนี้กลับได้เพิ่มพูนความรู้จากเด็กรุ่นหลังเสียนี่”
ฉินเอ๋อร์นั่วก็ถอนหายใจเบา ๆ ไม่ใช่แค่เจี้ยนฉือเท่านั้น นางก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น หรือพูดได้ว่าตลอดพันปีที่ผ่านมา ทุกคนก็เหมือนกันหมด ภายใต้ความคิดที่ตายตัว ไม่มีใครคิดจะเปลี่ยนแปลง
ด้านข้าง หลี่จื่อเย่ฟังคำพูดของทั้งสอง ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้าง แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองนักแต่มีจุดหนึ่งที่เขาฟังออก
เขานี่มันสุดยอดจริง ๆ!
บางทีหากเขาฝึกฝนอีกปีครึ่ง อาจจะสามารถเอาชนะฮั่วหลินเอ๋อร์สามคนได้จริง ๆ!
“ลองประลองสักสองกระบวนท่าเถอะ!” หลี่จื่อเย่ที่ตื่นเต้นเกินเหตุมองไปทางฉินเอ๋อร์นั่วและจางซอมซ่อแล้วพูดโพล่งออกมา
ฉินเอ๋อร์นั่วถึงกับชะงักไป ส่วนจางซอมซ่อนั้นตะลึงจนตาค้าง
เ้าเด็กคนนี้บ้าไปแล้วหรือ?
“เจี้ยนฉือ”
ไม่นานนัก ฉินเอ๋อร์นั่วได้สติกลับมา กล่าวอย่างสงบว่า “ท่านมาเถิด อย่าได้ทำร้ายจนาเ็สาหัสนัก”
“ข้าจะพยายาม” จางซอมซ่อยิ้มเยาะ มือขวาของเขาโบกไปมา ทันใดนั้นกระบี่โบราณเล่มหนึ่งก็ลอยออกมา
กระบี่ยังไม่ได้ชักออกจากฝัก แต่พลังกระบี่ก็ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง
ในชั่วขณะถัดมา กระบี่เคลื่อนไหว พลังกระบี่แผ่ซ่านไปทั่วสวน คลื่นน้ำม้วนตัวสูงถึงสามสิบจั้ง
บัดซบ! หลี่จื่อเย่เห็นสถานการณ์เช่นนั้น ดวงตาของเขาหดเล็กลงอย่างรุนแรง แล้วหมุนตัววิ่งหนี
อย่างไรก็ตาม มันสายเกินไปเสียแล้ว
“ตูม!”
หลังจากเสียงดังสนั่นจางซอมซ่อก็เก็บกระบี่ คลื่นน้ำในทะเลสาบร่วงหล่นลงมา
บนกำแพงด้านหลังลานบ้านปรากฏรอยยุบรูปร่างคน หลี่จื่อเย่ถูกตีจนจมเข้าไปทั้งตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อนดูอนาถยิ่งนัก!
“เ้านั่นมันอยู่ไหน พวกไร้ประโยชน์!”
ยามค่ำคืนมาเยือน หลี่จื่อเย่ผู้ถูกเจี้ยนฉือสั่งสอนอย่างหนักหน่วงมาก่อนหน้านี้ เดินทางมาถึงเทือกเขาฉีเหลียนด้วยความโกรธแค้นเต็มอก เพื่อมาระบายอารมณ์กับพวกโจรในูเา
ดังนั้น ในยามนี้ท่ามกลางป่าเขาจึงครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากเปิดจุดเทพซ่อนแล้ว พลังภายในในเส้นลมปราณเพียงเส้นเดียวที่หลี่จื่อเย่เปิดได้ก็พลุ่งพล่าน ทำให้ทั้งความเร็วและพละกำลังในการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นไม่น้อย
“นายท่าน เ้านั่นวิ่งไปทางทิศตะวันตกแล้ว!”
หน้าค่ายโจร โจรคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน
“มัวชักช้าอะไรอยู่ ไล่ตามมันไป!”
หัวหน้าโจรตวาดด้วยความโกรธ
“ขอรับ!”
ครั้งนี้เหล่าโจรส่วนใหญ่ต่างกรูกันออกไปไล่ล่า ยกเว้นเพียงไม่กี่คนที่ทำหน้าที่เฝ้าค่าย
ภายในป่า หลี่จื่อเย่ลากฝูงโจรวิ่งหลบไปมาทั่ว จนเวลาผ่านไปสองชั่วยาม พวกเขาก็วิ่งวนไปเกือบทั่วทั้งครึ่งของเทือกเขาฉีเหลียน
“นายท่าน เ้าหนุ่มนั่นมัน้าอะไรกันแน่ ไม่เห็นจะเหนื่อยบ้างเลย”
โจรคนหนึ่งหน้าตาคล้ายลิงที่ยืนอยู่ข้างหัวหน้าโจรเอ่ยถามอย่างเหนื่อยหอบ ขณะมองไปยังร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังจะลับสายตาไป
“ไม่ว่ามันจะทำอะไร จงต้องจับตัวมันมาให้ข้าให้ได้ ข้าจะถลกหนังมันทั้งเป็!”
หัวหน้าโจรประกาศกร้าวแล้วรีบนำคนไล่ตามต่อไป
ลึกเข้าไปในป่า หลังจากพาฝูงโจรวิ่งวนไปมาอยู่ครึ่งค่ำ หลี่จื่อเย่ก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครทันระวังตัว แอบย้อนกลับมายังค่ายโจรอย่างเงียบเชียบ
“ใครน่ะ!”
ภายในค่ายโจรตอนนี้เหลือคนเฝ้าค่ายแค่สิบกว่าคน เมื่อเห็นคนมาก็ใทันที
“โชคชะตาหมุนเวียน คราวนี้ขอดูหน่อยเถอะว่าพวกเ้าจะทำอย่างไร!”
หลี่จื่อเย่มองดูโจรสิบกว่าคนในค่าย ยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วพูดว่า “วางอาวุธลง พวกเ้าถูกข้าล้อมไว้แล้ว ยอมจำนนซะดี ๆ จะได้ไม่ต้องตาย!”
“พี่น้องทั้งหลาย มันมีแค่คนเดียว ฆ่ามัน!!!”
โจรคนหนึ่งเห็นว่าด้านหลังของหลี่จื่อเย่ไม่มีคนอื่นอยู่ จึงรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แล้วะโเสียงดัง
“ฆ่ามัน!”
โจรที่เหลือเห็นดังนั้นก็เริ่มมีความกล้าขึ้นมา จึงถือดาบวิ่งเข้าไปโจมตีหลี่จื่อเย่
“ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์*[1]”
หลี่จื่อเย่แสยะยิ้ม ก่อนจะพุ่งเข้าใส่กลุ่มโจรพร้อมกับกระบี่ในมือ
โจรนั้นขึ้นชื่อเื่ความโเี้ แต่ก็แค่กับชาวบ้านธรรมดาไม่มีกำลังต่อสู้เท่านั้น
ส่วนหลี่จื่อเย่นั้นถือว่าโเี้ยิ่งกว่าโจรเสียอีก
ในความมืดของราตรี ร่างของหลี่จื่อเย่ถือกระบี่ชิงซวง ฟาดฟันแล้วฟันเล่าราวกับคนบ้าคลั่ง ไม่นานนักโจรสิบกว่าคนก็ล้มระเนระนาดอยู่แทบเท้า
แม้หลี่จื่อเย่จะเพิ่งเปิดจุดเทพซ่อน แต่เขาก็ถือเป็นักฝึกยุทธ์คนหนึ่งแล้ว ย่อมแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอย่างเทียบกันไม่ได้ ยิ่งดาบของโจรจะไปเทียบกับกระบี่ชิงซวงของเซียนกระบี่เหมยฮวาได้อย่างไร
ในที่สุด หลี่จื่อเย่ก็ได้ทำตามความฝันในชาติที่แล้วสำเร็จ นั่นคือการต่อสู้แบบหนึ่งรุมสิบ!
“ฮ่าๆๆ!”
เมื่อเห็นโจรทั้งหมดล้มลง หลี่จื่อเย่ก็เปล่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ช่างเป็กลุ่มไก่รองบ่อนอะไรเช่นนี้!
[1] ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ ชอบสุราลงทัณฑ์ เป็สำนวนจีน ในที่นี้มีความหมายนัย ๆ ที่แท้จริงก็คือในเมื่อพูดด้วยดี ๆ ไม่ยอมทำตามก็คงต้องใช้กำลังบังคับ