นางมารน้อยหวนคืน

    ตอนที่ 36 ทัณฑ์โอสถ

    มู่เชียนจิ่วได้แต่ตกตะลึง 


    ทัณฑ์โอสถ!


    ยามที่ผู้มีพรสวรรค์ในสำนักทะลวงระดับตบะบารมี จะมีทัณฑ์สวรรค์เกิดขึ้น หากการรับทัณฑ์สวรรค์เป็นไปอย่างราบรื่น พลังก็จะเหนือกว่าผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกัน


    แต่หากล้มเหลว อย่างเบาก็อาจสูญเสียตบะบารมีไปจนหมด หากขั้นร้ายแรงก็อาจดับสูญได้เลย!


    ดังนั้นอย่ามองแค่ว่าการที่พวกเขามีพรสวรรค์สูงส่งจะน่าอิจฉา เพราะเบื้องหลังความสำเร็จแล้วกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ พวกเขาต้องแลกมากับอะไรหลายอย่างไม่น้อยทีเดียว


    ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปอาจบำเพ็ญเพียรได้ช้ากว่า แต่อย่างน้อยก็ปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทัณฑ์สวรรค์พรากชีวิต


    นอกจากผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ของวิเศษบางชิ้นหรือโอสถขั้นสุดยอดเมื่อถือกำเนิดขึ้น ก็ทำให้เกิดทัณฑ์สวรรค์ได้เช่นกัน


    เหมือนกับสถานการณ์ตรงหน้าในตอนนี้ 


    นี่ก็หมายความว่า โอสถที่มู่เชียนจิ่วหลอมออกมาเป็นขั้นสุดยอด ดังนั้นจึงทำให้เกิดทัณฑ์โอสถขึ้น!


    ทัณฑ์โอสถทำให้ยอดเขาหลักทั้งเจ็ดเกิดการสั่นสะเทือน!


    ศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นต่างเงยหน้าขึ้นมองไปทางยอดเขาอวิ๋นเฟิง


    ที่อื่นท้องฟ้าล้วนสว่างไสว มีเพียงเหนือยอดเขาอวิ๋นเฟิงเท่านั้นที่มีเมฆดำปกคลุม ถึงไม่อยากให้คนสนใจแต่เห็นได้ชัดว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว




    ----------




    ในเรือนหลังหนึ่งบนยอดเขาชุ่ยจู๋ 


    มู่เทียนเซี่ยถูกเสียงฟ้าร้องรบกวนจนจิตใจไม่สงบ สุดท้ายจึงหยุดการบำเพ็ญเพียรลง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด “เสียงดังจริง ๆ!”


    “มีคนจะรับทัณฑ์สวรรค์อย่างนั้นหรือ?”


    “นั่นเหมือนจะเป็นทัณฑ์โอสถใช่หรือไม่?”


    เหล่าศิษย์หญิงของยอดเขาชุ่ยจู๋ต่างถกเถียงกัน เพราะโอสถขั้นสุดยอดหาได้ยากยิ่ง ต่อให้เป็นยอดเขาโอสถของผู้อาวุโสสี่ ก็มีทัณฑ์โอสถปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น!


    “ศิษย์พี่ทุกท่าน พวกท่านดูอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” มู่เทียนเซี่ยเดินมาหยุดที่ข้างกายศิษย์หญิงเหล่านั้น ก่อนจะถามออกมาด้วยสีหน้าเย็นชา


    “ศิษย์น้องมู่ นั่นคือทัณฑ์โอสถ!” ศิษย์หญิงผู้หนึ่งชี้ไปทางกลุ่มเมฆสีดำที่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ พร้อมกับเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น


    มู่เทียนเซี่ยมองไปยังกลุ่มเมฆดำที่อยู่เหนือยอดเขาชิงอวิ๋นเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง พร้อมกับประกายความสงสัยพาดผ่านดวงตา นางรู้มาจากอาจารย์ว่าท่านเจ้าสำนักออกไปข้างนอก เพื่อหารือกับเจ้าสำนักสำนักอื่น ๆ เรื่องการประลองระหว่างสำนัก จนบัดนี้ก็ยังไม่กลับมา


    ‘เช่นนั้นใครกันที่สามารถหลอมโอสถที่ยอดเขาอวิ๋นเฟิงได้?’


    ‘หรือจะเป็นซูจิ่ว?’


    ทันทีที่มีความคิดนั้นผุดขึ้นมา มู่เทียนเซี่ยก็รีบสลัดทิ้งทันที 


    เจ้าซูจิ่วสารเลวนั่นจะหลอมโอสถระดับนี้ได้อย่างไรกัน ต้องเป็นผู้อาวุโสท่านใดท่านหนึ่งขึ้นไปหลอมโอสถที่ยอดเขาอวิ๋นเฟิงเป็นแน่


    ต่อให้จะตีนางจนตายนางก็ไม่มีทางเชื่อ ว่าเจ้าซูจิ่วจะสามารถหลอมโอสถขั้นสุดยอดได้!


    เมื่อคิดถึงซูจิ่ว ดวงตาของคุณหนูใหญ่มู่ก็ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน …ไม่รู้ว่าบิดาของนางเตรียมการไปถึงไหนแล้ว




    ----------




    บนท้องนภา ผู้อาวุโสของเจ็ดยอดเขาทยอยปรากฏกายขึ้น


    “เป็นยอดเขาอวิ๋นเฟิงของท่านเจ้าสำนักจริง ๆ ด้วย” ผู้อาวุโสสูงสุดมองไปทางทัณฑ์โอสถพลางเอ่ยออกมา


    ผู้อาวุโสคนอื่นต่างหันมามองหน้ากัน จิ่งอี๋เอ่ยด้วยความสงสัย “หรือท่านเจ้าสำนักจะกลับมาแล้ว?”


    “ไม่น่าใช่” ตันซิงจื่อจ้องไปทางทัณฑ์โอสถ “หนึ่งพันปีท่านเจ้าสำนักจึงจะหลอมโอสถสักครั้ง โอสถนี้ท่านเจ้าสำนักไม่ได้เป็นคนหลอมแน่นอน ไป พวกเราไปดูกันเถอะ!”


    ผู้อาวุโสทั้งหมดต่างพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็เหาะไปทางยอดเขาอวิ๋นเฟิงในทันที


    ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นหม้อสารพัดนึกลอยอยู่กลางอากาศต่างก็ตกตะลึงราวกับเห็นผี สีหน้าท่าทางของแต่ละคนเรียกได้ว่าช่างน่าขันยิ่งนัก


    “เป็นเด็กนั่นอย่างนั้นหรือ?” ตันซิงจื่อพึมพำด้วยเสียงสั่นเทา “กลิ่นโอสถเช่นนี้คงจะเป็นโอสถเลือดมังกรระดับห้า อีกทั้งยังเป็นโอสถขั้นสุดยอดอีกด้วย!”


    ภายในใจของจิ่งอี๋ยากจะสงบลงได้ นางเพิ่งจะพาเด็กคนนี้กลับมาได้ไม่ทันไร ก็สร้างความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นแล้วหรือ!


    นี่เป็นถึงโอสถระดับห้าขั้นสุดยอดเชียวนะ! 


    “พวกเราลงไปดูกันเถอะ!”


    “ช้าก่อน” ตันซิงจื่อห้ามทุกคนเอาไว้ “พวกเราอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนเด็กคนนั้น” 


    โอสถนี้เพิ่งจะถูกหลอมออกมา หากรับทัณฑ์โอสถไม่สำเร็จ เตาหลอมอาจเกิดการระเบิดได้ หากพวกเขาพรวดพราดลงไปตอนนี้มีแต่จะทำให้เด็กคนนั้นเสียสมาธิเปล่า ๆ


    ผู้อาวุโสสูงสุดพยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นพวกเรารอดูก่อนก็แล้วกัน”


    เหล่าผู้อาวุโสทั้งเจ็ดยอดเขาจ้องเขม็งไปยังกลุ่มเมฆเหนือหม้อสารพัดนึก ความจริงแล้วตั้งแต่ตอนที่มู่เชียนจิ่วเข้ามาในสำนักชิงอวิ๋น พวกเขาก็รู้ถึงตบะบารมีที่แท้จริงของนางแล้ว


    พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มีชีพจรวิญญาณระดับฟ้าเลยแม้แต่น้อย หากเขาสามารถหลอมโอสถระดับห้าได้ เช่นนั้นก็น่าตกใจยิ่งขึ้นไปอีก


    แม้แต่ตันซิงจื่อเอง ครั้นที่เขาหลอมโอสถระดับห้าได้ก็มีตบะบารมีระดับหลอมอธิกแล้ว อีกทั้งโอสถที่หลอมออกมายังเป็นเพียงโอสถขั้นสูงเท่านั้น


    ทว่าเด็กคนนี้มีตบะบารมีแค่ระดับฌานดรุณ กลับหลอมโอสถระดับห้าขั้นสุดยอดออกมาได้!


    หากสามารถหลอมได้สำเร็จจริง ๆ พรสวรรค์ในการหลอมโอสถก็จะเหนือกว่าเขามากแน่นอน


    มีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาเท่านั้น ที่รู้ดีว่านักหลอมโอสถขั้นสูงคนหนึ่งมีความสำคัญต่อสำนักเพียงใด หากเด็กคนนี้ทำได้จริง เขาคงต้องไปคุยกับท่านเจ้าสำนักดูซะแล้ว! 


    จะปล่อยเมล็ดพันธุ์ที่ดีเช่นนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด!




    เวลานี้มู่เชียนจิ่วยังไม่รู้ว่าตัวเองถูกจับตามองอยู่ ตอนที่นางเป็นบรรพจารย์น้อยอวิ๋นก็หลอมโอสถขั้นสุดยอดได้แล้ว แต่มีไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ทำสำเร็จ อีกทั้งยังเป็นโอสถระดับต่ำทั้งสิ้น


    แต่ครั้งนี้นางสามารถหลอมโอสถระดับห้าได้ อีกทั้งยังเป็นขั้นสุดยอด โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย


    *ครืน!*


    ทันใดนั้น เสียงฟ้าคำรนดังมาจากกลุ่มก้อนเมฆสีดำอันน่าพรั่นพรึง ซู่เหยเงยหน้าขึ้นมองทันทีที่ได้ยินเสียงพร้อมกับดวงตาเบิกโพลง ขณะที่มันคิดว่าจะต้องหมุนกายหนีไปนั้น สายฟ้าก็ฟาดฟันลงมาพอดี


    *เปรี้ยง!*


    ซู่เหยร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะกระเด็นไปไกลตามแรงของสายฟ้าที่ฟาดลงมา


    โชคดีที่เป็นเพียงทัณฑ์โอสถ พลานุภาพจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ไม่เช่นนั้นการที่ถูกฟ้าผ่าในระยะเช่นนี้ ต่อให้ไม่ตายอย่างน้อยก็คงแขนขาขาดเป็นแน่


    ทว่าซู่เหยก็ถูกฟ้าผ่าจนขนสีเทากลายเป็นสีดำและชี้ตั้งไปทั้งตัว สภาพตอนนี้ราวกับเม่นกลายพันธุ์อย่างไรอย่างนั้น


    ส่วนลูกไฟน้อยกลับมองดูด้วยความขบขัน เหตุการณ์เช่นนี้เหมือนกับตอนที่มันถูกทัณฑ์โอสถผ่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนอย่างไรอย่างนั้น ได้เห็นคนอื่นถูกฟ้าผ่ามันรู้สึกดีเช่นนี้นี่เอง


    สุดท้ายซู่เหยก็ร้องไห้ออกมา ในที่สุดมันก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดลูกไฟน้อยถึงหลบไปไกลขนาดนั้น!


    มู่เชียนจิ่วยังไม่มีเวลามาสนใจซู่เหย เพราะสายฟ้าที่มีพลานุภาพเพียงเท่านี้ไม่ทำให้มันตายได้หรอก


    สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือโอสถของนาง เพราะเลือดเจียวหลงมีเพียงเท่านี้แล้ว!


    หากล้มเหลวละก็ การหลอมโอสถเลือดมังกรขึ้นมาใหม่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้หลอมอีก


    *วิ้ง!*


    ทันใดนั้นหม้อสารพัดนึกก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โอสถขนาดเท่าตามังกรสามเม็ดพุ่งออกมา


    โอสถสีแดงเข้มราวกับเลือดสามเม็ด หากมองดูดี ๆ แล้วด้านบนจะมีลายเมฆาปรากฏอยู่จาง ๆ ทันทีที่โอสถสามเม็ดปรากฏขึ้น กลิ่นโอสถที่แผ่ออกมาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ


    มู่เชียนจิ่วเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าก็รู้สึกได้ว่าเลือดลมพลุ่งพล่าน หากนางกินเข้าไป กายเนื้อของนางจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกระดับอย่างแน่นอน!




    “โอสถนั่น” มือข้างหนึ่งของตันซิงจื่อกำแน่น ดวงตาจ้องเขม็งไปยังโอสถสีเลือดสามเม็ด “นอกจากจะเป็นโอสถระดับห้าขั้นสุดยอดแล้ว มันยังมีจิตวิญญาณก่อเกิดขึ้นด้วย!”


    ผู้อาวุโสที่อยู่ในที่นี้ต่างก็ตื่นตกใจ มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเหนือกว่าโอสถขั้นสุดยอดก็คือโอสถเทพ เพียงแต่โอสถเทพมีปรากฏแค่เพียงในตำราเท่านั้น!


    แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยเห็นมันมาก่อน ต่อให้โอสถตรงหน้ามีเพียงจิตวิญญาณ แต่ผลลัพธ์ของมันต้องไม่ต่ำกว่าโอสถระดับหกอย่างแน่นอน! 


    ที่สำคัญที่สุดก็คือ เด็กคนนี้อายุยังน้อย แต่กลับสามารถหลอมโอสถระดับนี้ได้แล้ว ใครกล้าพูดบ้างว่าภายภาคหน้าเขาไม่มีทางหลอมโอสถเทพในตำนานได้?


    “ยอดไปเลย หากเซี่ยเอ๋อร์ได้กินโอสถนี้ละก็ บางทีนางอาจมีโอกาสติดสิบอันดับแรกก็เป็นได้!” จิ่งอี๋มีท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่นานนางก็กลับมาเย็นชาดังเดิม


    ยังไม่ต้องพูดถึงว่าโอสถเลือดมังกรนี้หลอมได้สำเร็จหรือไม่ ต่อให้หลอมได้สำเร็จจริง ๆ แต่ด้วยความแค้นระหว่างเซี่ยเอ๋อร์กับเด็กคนนี้ การจะได้โอสถมา เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่าย


    *เปรี้ยง!* 


    เมฆดำด้านบนเกิดการปั่นป่วน และมีสายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้ง เพียงพริบตาก็กลืนก้อนโอสถเลือดมังกรทั้งสามเม็ดเข้าไป


    .


    .


    .

    คล้ายกับเรื่องนางมารน้อยหวนคืน ที่คุณอ่าน