บทที่ 12 ขาดอะไรบางอย่างไป
จ้าวกังตะลึงจนอยากจะคลั่ง “คุณชายลู่ มูลค่าของยาล็อตนี้สูงถึงหกร้อยกว่าล้าน หกร้อยกว่าล้านเชียวนะครับ! คุณชายลองคิดดูอีกทีดีกว่าครับ คุณชายกับประธานสวีก็เป็...”
“ออกไป!” ลู่เฉิงเหวินระบายความเจ็บแค้นและเก็บกดในใจใส่จ้าวกัง พร้อมทั้งยังด่าอีกฝ่ายให้คนอื่นได้ยิน
“หัวหน้าบอดีการ์ดอย่างนายมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับเื่ในบริษัท? กฎระเบียบไม่เป็กฎระเบียบแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
“นี่มันยานะ! เป็ยา! เป็ยาที่ใช้สำหรับรักษาโรค!”
“ฟังคำพูดของฉันให้ดี ยาล็อตนี้ ถ้าใครกล้าเอาออกนอกโรงงานแม้แต่ลังเดียว กล่องเดียว หรือเม็ดเดียว... ฉันจะเด็ดหัวคนคนนั้นออกมาเตะเป็ลูกบอล!”
“ไม่ใช่แค่วันนี้ นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ใครก็ตามที่คิดจะลดปริมาณส่วนประกอบยา ฉันจะส่งไปนอนในคุกให้หมด!”
“อย่าว่าแต่หกร้อยล้านเลย ต่อให้หกพันล้าน หกหมื่นล้าน... ฉันจะให้ยาพวกนั้นกลายเป็ขี้เถ้าในโรงงานยาของพวกเรา แม้แต่ซากยาก็อย่าหวังจะได้ออกจากโรงงาน!”
ลู่เฉิงเหวินมองไปที่สวีเสวี่ยเจียว “คุณคิดว่ายังไง? ประธานสวี”
สวีเสวี่ยเจียวยิ้ม
คราวนี้เป็รอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้ม
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจลู่เฉิงเหวินมากนัก
อีตาคนนี้ ไม่เหมือนเมื่อตอนเด็ก ๆ เลยสักนิด!
ข่าวลือที่บอกว่าเขาชอบข่มเหงรังแกคนอื่น ทำแต่เื่ชั่วพวกนั้น เป็ความจริงเหรอ? เข้าใจผิดอะไรไปรึเปล่า?
อีกทั้งเมื่อกี้ที่ส่งเสียงตวาดด่า เธอรู้สึกว่าเขาเท่ชะมัด
“พี่เฉิงเหวิน ฉันบอกแล้วไงคะ พี่ตัดสินใจได้เลย พี่ว่ายังไงฉันก็ว่าอย่างนั้น”
เมื่อลู่เฉิงเหวินเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยชัยชนะของสวีเสวี่ยเจียวแล้วก็เข้าใจในทันที
‘ยัยตัวร้ายนี่มั่นใจั้แ่แรกแล้วเหรอว่าฉันจะไม่ส่งยาล็อตนี้ออกจากโรงงาน!?’
‘เธอไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของฉันมาบ้างเลยเหรอ? คุณครับ ฉันเป็พวกชอบรังแกคนอื่น ทำร้ายผู้ชายรังแกผู้หญิง ทำแต่เื่ชั่วช้า เป็คนชั่วที่หวังเอาแต่ผลประโยชน์! ทำไมถึงกล้ามาเล่นไม้นี้กับฉัน?’
‘ไม่ใช่สิ! มันต้องมีปัญหาตรงไหนสักแห่ง รับรองได้เลยว่ามันต้องมีปัญหาแน่ ๆ!’
สวีเสวี่ยเจียวลุกขึ้นยืน ยิ้มพลางพูด “พี่เฉิงเหวิน อาทิตย์หน้าวันเกิดฉัน ขอเชิญพี่มาร่วมงานวันเกิดฉันด้วยนะคะ ส่วนเื่ที่บริษัท พี่จัดการด้วยนะ”
หญิงสาวหมุนตัวเดินออกไป
ตอนนี้เธอวางใจได้แล้ว
เธอเข้าใจความคิดของลู่เฉิงเหวินกระจ่างแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าคนคนนี้จะทำเื่เหลวไหลต่อโรงงานยา
เขาไม่มี ‘ความสามารถ’ ที่จะทำเช่นนั้น
หลังขึ้นมานั่งอยู่บนรถ สวีเสวี่ยเจียวก็ไม่อาจสงบใจลงได้
ตอนที่ยัยตัวร้ายคนนี้เห็นด้วยให้ส่งยาล็อตนี้ออกนอกโรงงาน สายตาที่เขามองเธอนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง ราวกับว่าตนเป็คนดีซะเหลือเกิน ส่วนเธอคือตัวร้ายอันดับหนึ่งของประเทศเป่ย
ทว่าวันนี้อีตานี่เท่บาดใจชะมัดเลย
พอนึกถึงท่าทีร้อนรุ่มกลุ้มใจของลู่เฉิงเหวินที่โดนบีบคั้นกดดัน และพยายามคิดจนสมองจะแตกเพื่อเอาชนะ แต่สุดท้ายก็ทำท่าราวกับถูกบีบจนแทบะเิแล้ว ช่างน่าสนุกจริง ๆ!
เมื่อนึกไปถึงตรงนี้ สวีเสวี่ยเจียวก็หัวเราะเสียงดังออกมา
กองทัพเลขาพากันงงงัน พลางส่งสายตาให้กันและกัน ก่อนหัวหน้าเลขาจะถามอย่างระมัดระวัง “ประธานสวีคะ เป็อะไรไปเหรอคะ?”
“อ้อ ไม่เป็ไร”
สวีเสวี่ยเจียวทำสีหน้าเรียบเฉย กลับสู่สีหน้าเคร่งขรึมดังเดิม แต่เมื่อนึกถึงท่าทางตะลึงงันที่แสดงบนใบหน้าลู่เฉิงเหวินในวันนี้แล้ว ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
…
พลบค่ำ แสงไฟสว่างไสวเริ่มสาดส่อง
เหลิ่งชิงชิวใจลอยตลอดทั้งวัน
ลู่เฉิงเหวินช่างประหลาดซะเหลือเกิน
ทว่าเหตุใดจู่ ๆ เธอถึงสามารถฟังความคิดภายในใจของเขาได้?
นอกจากนี้ ทำไมเขาถึงสามารถคาดเดาพฤติกรรมของหลงอ้าวเทียนได้อย่างแม่นยำ?
และดูเหมือนว่าเขาจะกลัวหลงอ้าวเทียนเอามากด้วย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้พบหน้ากัน!
คนที่มาร่วมงานในวันนี้ มีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้ฝีมือของหลงอ้าวเทียน เหตุใดลู่เฉิงเหวินจึงรับรู้ได้ถึงอันตรายบนร่างหลงอ้าวเทียนได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง?
มีแต่ปริศนาเต็มไปหมด
ผู้ชายคนนี้ สามปีที่บอกว่ารักฉัน ชอบฉัน ตามจีบฉัน... ล้วนเป็เื่โกหกทั้งหมดอย่างนั้นเหรอ?
เป็เพราะการปรากฏตัวของหลงอ้าวเทียน เขาเลยถอย? ไม่กล้าแข่งด้วย?
เลขาเคาะประตู โผล่ตัวให้เห็นครึ่งหนึ่ง “ประธานเหลิ่ง เลิกงานรึยังคะ?”
“หืม? อ้อ” เหลิ่งชิงชิวได้สติกลับมา “เลิกงานแล้ว”
เหลิ่งชิงชิวรู้สึกผิดปกติ ราวกับขาดอะไรบางอย่าง...
ใช่แล้ว ขาดคนคนหนึ่งไป
ในสามปีมานี้ ทุกครั้งเมื่อถึงเวลานี้ จะต้องมีคนหน้าด้านมาดักคอยอยู่ที่หน้าประตู สวมชุดสูทสีลาย ถือดอกไม้ช่อใหญ่ ไล่ตามหลังพร้อมกับคำบอกรักที่ฟังแล้วอยากจะอาเจียน
ทุกวันเธอต้องอดทนต่อการรังควานและคำหว่านล้อมของผู้ชายคนนั้น ทุกวันเวลานี้เธอต้องเสียหน้าต่อคนทั้งบริษัท
ทว่าวันนี้ไม่มีคนคนนั้น เมื่อมองดูประตูที่ว่างเปล่า จู่ ๆ เหลิ่งชิงชิวก็พลันรู้สึกใจหายขึ้นมา...
ขณะที่เดิน เสียงรองเท้าส้นสูงฟังดูชัดเจนกว่าปกติ
เลขาคนหนึ่งซุบซิบถาม “เอ๊ะ? ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกเงียบ ๆ?”
เลขาอีกคนโพล่งออกมา “ก็เพราะคุณชายลู่ไม่มาไง!”
“อ๋อ ฉันก็ว่าแล้ว! ใช่สิ ปกติเวลานี้คุณชายลู่ต้องมาดักรอที่หน้าประตู แล้วก็พูดไม่หยุด”
เหลิ่งชิงชิวเขม่นตามองพวกเธอ “ว่างกันนักใช่ไหม?”
บรรดาเลขาทั้งหลายปิดปากเงียบในทันที พร้อมเดินไปที่หน้าประตูลิฟต์อย่างสงบ
เหลิ่งชิงชิวรู้สึกอึดอัดและทำตัวไม่ถูก
ฉันเป็อะไรไปนะ?
ฉันหวังมาตลอดว่าอยากจะให้ลู่เฉิงเหวินอยู่ห่าง ๆ ไม่ใช่เหรอ?
คอยภาวนาให้เขาหายสาบสูญไปจากโลกนี้อยู่ตลอดไม่ใช่เหรอ?
ตอนนี้เขาหายไปแล้ว แต่ฉันเป็อะไรไป?
เหลิ่งชิงชิวอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว
เมื่อเดินถึงหน้าประตู ผู้หญิงที่ทำหน้าที่เก็บดอกไม้อยู่ทุกวันก็มาคอยอยู่นานแล้ว หลังเห็นเหลิ่งชิงชิวเดินมือเปล่าออกมา เธอก็ยืนนิ่งตะลึงไปครู่หนึ่ง
เมื่อมองข้างหลังของเหลิ่งชิงชิว กลับไม่เห็นแม้เงาของลู่เฉิงเหวิน
เธอทำหน้างุนงง
เหลิ่งชิงชิวมองเธอ “วันนี้เขาไม่ได้มา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหลิ่งชิงชิวก็รู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่งกว่าเดิม
ราวกับว่าหากไม่มีลู่เฉิงเหวิน ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป...
จิตใจที่สับสนวุ่นวายรุมเร้าเธออยู่นาน ทันใดนั้นเธอก็ยกโทรศัพท์ขึ้น “ฮัลโหล ลู่เฉิงเหวินใช่ไหม? ฉันอยากเจอคุณ”
ลู่เฉิงเหวินทางนั้นเสียงดัง “ห๊ะ? อะไรนะ? เสียงดัง ๆ หน่อยสิครับ ผมไม่ได้ยิน?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงดังออกมาจากโทรศัพท์ “คุณชายลู่ ดื่มกับฉันหน่อยสิคะ!”
“แหม เดี๋ยวสิ ผมกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ประธานเหลิ่ง ผมค่อนข้างยุ่ง ไว้ค่อยคุยกันวันหลังก็แล้วกันนะครับ!”
ตู๊ด ๆ... โทรศัพท์ตัดสาย
เหลิ่งชิงชิวโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง พร้อมสั่งคนขับรถ “ค้นหาตำแหน่งของลู่เฉิงเหวิน ไปหาเขา!”