บนถนนวิหคสีชาดมีผู้คนจำนวนมากเดินไปมา หวัง ชง เปิดผ้าออกเล็กน้อยพร้อมกับกวาดสายตาออกไปด้านนอก เขามองเห็นชนเผ่าหูหลายคนในกลุ่มคนรอบๆ ข้างทาง
หวังชงสามารถมองเห็นชาวเติร์กผู้ป่าเถื่อนตามรายทางมากมาย แม้ว่าภายนอกพวกเขาจะดูคล้ายชาวฮั่นก็ตาม แต่พวกเขามีโครงร่างที่ใหญ่กว่า และยังมีสีผ้าน้ำตาลอมแดงจึงสามารถแยกออกได้ง่าย
ขณะที่มองเห็นคนต่างพื้นที่จำนวนมากเหล่านี้ ภายในหัวใจของ หวัง ชง ก็เต็มไปด้วยสึกที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็ชีวิตก่อนหน้า หรือชีวิตนี้ อาณาจักรต้าถังก็ยังคงยิ่งใหญ่เสมอ
ประตูสู่อาณาจักรต้าถังเปิดรับคนต่างพื้นที่มาโดยตลอด แม้ว่าจะต้องรับศึกจากหลายพื้นที่โดยรอบก็ตาม แต่อาณาจักรต้าถังก็ไม่เคยขับไล่ชนเผ่าหูออกไปแต่อย่างใด
ในห้วงเวลานี้ ที่นี่เป็ศูนย์กลางของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่น่าเสียดาย...........
ไม่ช้า หวัง ชง ที่จมดิ่งไปกับความเ็ปในหัวใจก็ได้กลับมาสู่ความเป็จริง
ถนนวิหคสีชาดเป็สถานที่ที่มีคนต่างพื้นที่มารวมตัวกันมากที่สุด ดังนั้นหาก้ามองหาภิกษุขี้โรคแล้วนั้น ที่นี่จึงเหมาะที่สุด
อย่างไรก็ตาม หวัง ชง ไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อเสี่ยงโชค โชคเป็เพียงความหวังที่ไม่อาจคาดหวังได้ เขามาที่นี่เพื่อตามหาคน
ด้วยประสบการณ์จากชีวิตก่อนทำให้ภายในถนนวิหคสีชาด ั้แ่ทางทิศตะวันออกยาวไปจนถึงเมืองหลวง ย่อมไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาของเขาไปได้แล้ว
ซึ่งในชีวิตก่อนหน้า เป็เพราะความยิ่งใหญ่ของต้าถัง จึงทำให้เกิดความหยิ่งผยองในตัวขึ้น นั่นทำให้ต้าถังพลาดโอกาสในการได้รับเหล็กหวู่จือ
หากได้มันมา ย่อมสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับต้าถังได้อย่างมาก
หวัง ชง มาที่นี่เพื่อแก้ไขความผิดพลาดนั้น
“เรียนรู้จุดแข็งของผู้อื่น เพื่อใช้กับพวกเขา!!” นี่เป็คำกล่าวที่เกิดจากบุคคลที่ชื่อว่า เว่ย หยวน ในโลกของเขา
ตราบใดก็ตามที่สามารถนำพาตัวเองให้ออกห่างจากความล้มเหลวในชีวิตก่อนหน้าของเขาได้ หวัง ชง ก็ไม่สนใจว่าเขาจะได้มันมาด้วยวิธีใด
***** ย่าห์ *****
รถม้าได้พา หวัง ชง และน้องสาวของเขามายังทางแยกเล็กๆ ทางหนึ่ง
“โอ้!! นั่นคุณชาย ชง ไม่ใช่หรอกหรือ!?”
ทันทีที่ หวัง ชง และน้องสาวก้าวลงมาจากรถม้า ชายร่างอ้วนที่อยู่ด้านหลังโต๊ะตัวหนึ่งก็กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเผยให้เห็นฟันสีทองภายในปากของเขา
ที่นี่คือโรงรับจำนำ และดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีคนเข้ามามากนัก เพราะภายในนี้มีเพียงชายอ้วนอยู่คนเดียวเท่านั้น
หวัง ชง รู้ดีว่าคนตรงหน้าผู้นี้ร่ำรวยมากเพียงใด
ใครก็ตามที่ขาดเงินตราในการใช้ชีวิต พวกเขาจะนำสิ่งของมาจำนำไว้ที่นี่โดยเฉพาะคนต่างพื้นที่ เมื่อมาถึงที่นี่พวกเขาจะพบว่ามันเป็เื่ยากที่พวกเขาจะเคลื่อนไหวได้โดยอิสระ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือกมานักนอกจากการนำสิ่งของต่างๆ มาจำนำแลกเปลี่ยนเป็เงินตราไว้ใช้ชั่วคราว
ชายอ้วนผู้นี้มีชื่อเล่นว่า “พี่ใหญ่ฟันทอง” เขาเป็คนที่รู้เื่ของคนต่างพื้นที่ดีที่สุดของเมืองหลวง
แม้ว่าในอดีต หวัง ชง จะคบหาสหายอย่าง หม่า โจว แต่นั่นก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์โดยสมบูรณ์แต่อย่างใด
พี่ใหญ่ฟันทอง ผู้นี้เป็หนึ่งในสหายที่ หวัง ชง รู้จัก
แม้ว่าหัวใจของเขาจะรู้สึกเ็ป แต่ หวัง ชง ก็ยังกัดฟันแน่นส่งเงินหนึ่งตำลึงเงินไปบนโต๊ะ การทำงานของพี่ใหญ่ฟันทองนั้นไม่เคยฟรี ทุกครั้งที่เขาจะให้ความช่วยเหลือออกมาจำเป็ต้องมีผลตอบแทนเสมอ
“ข้า้าข่าว มีภิกษุขี้โรคสองสามรูปเข้ามาในเมืองหลวง พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่จดจำได้ง่าย ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด!?”
หวัง ชง กล่าว
“ฮี่ๆ!! คุณชาย ชง เป็คนตรงไปตรงมา อีกทั้งยังเป็คนใจกว้างมากจริงๆ สมแล้วที่เป็ผู้สืบทอดของท่าน จิ่วกง ......!! ภิกษุขี้โรคหรือ......คุณชาย ชง ท่านกำลังตามหาสิ่งใด พวกเขาพูดด้วยสำเนียงแปลกๆ อีกทั้งยังชอบชักชวนผู้อื่นให้เข้าร่วมศาสนา ข้าคิดว่ามันจะดีกว่าหากว่าคุณชาย ชง เลี่ยงที่จะพบกับพวกเขา!!”
“ยิ่งกว่านั้นตอนนี้มันก็สายเกินไปที่คุณชาย ชง จะพบพวกเขา เนื่องจากพวกเขาออกไปจากเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน!!”
พี่ใหญ่ฟันทอง กล่าวไปยัง หวัง ชง พลางลูบคลำไปบนเงินหนึ่งตำลึงเงินด้วยความพออกพอใจ
“อะไรนะ!!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของ หวัง ชง ก็เต้นขึ้นอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง “พวกเขากลับไปแล้ว งั้นรึ!?”
คำกล่าวนี้สร้างคลื่นกระทบในหัวใจของเขาอย่างรุนแรง หวัง ชง รู้ว่าภิกษุขี้โรคเ่าั้ได้มาถึงอาณาจักรต้าถังแล้ว แต่ไม่ได้คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะจากไปเร็วเช่นนี้
“ใช่แล้ว พวกเขาเดินทางออกจากเมืองไปทางประตูทิศตะวันตก หากคุณชาย ชง ้าตามหาพวกเขา ท่านก็ลองไปตามเส้นทางหลักของประตูทิศตะวันตก บางทีท่านอาจจะได้พบพวกเขา!!”
พี่ใหญ่ฟันทอง กล่าว
หวัง ชง ส่ายศีรษะ หลังจากที่ออกจากประตูเมืองทางทิศตะวันตกไปแล้วนั้น พื้นที่ภายนอกจะถูกล้อมรอบด้วยหุบเขา และทอดยาวออกไปด้วยทะเลทราย การเดินทางด้วยเวลาเพียงสามวันมันก็มากพอที่จะทำให้ไม่พบตัวพวกเขาแล้ว
โลกกว้างใหญ่เช่นนี้ เขาจะสามารถตามหาภิกษุขี้โรคเ่าั้ได้เช่นไร
คำกล่าวของ พี่ใหญ่ฟันทอง นั้นเป็เพียงคำปลอบโยนสำหรับเขาเท่านั้น
“ขอบคุณ!!”
หวัง ชง ก้าวออกมาจากโรงรับจำนำด้วยความผิดหวัง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีวาสนาต่อเหล็กหวู่จือ
“ไปกันเถอะ พวกเราจะกลับบ้าน!!”
สองพี่น้องะโขึ้นรถม้าอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่ตำหนักตระกูล หวัง
....................
ท้องฟ้ามืดครึ้มเมื่อพวกเขาทั้งสองกลับมาถึงตำหนักตระกูล หวัง แม้ว่าตำหนักแต่ละหลังจะสว่างไสวด้วยโคมไฟก็ตาม แต่มันกลับไม่อาจลดทอนความหม่นหมองลงไปได้
“หยุดอยู่ตรงนั้น!!”
ทันทีที่ หวัง ชง และน้องสาวของเขาผลักประตูเข้าไป น้ำเสียงที่เย็นเยียบก็ดังขึ้นมาจากห้องโถงหลักอย่างกะทันหัน
“แย่แล้ว!!”
ร่างกายของทั้งสองพี่น้องแข็งค้างไปชั่วขณะ พวกเขาหันกลับมาช้าๆ และเห็นแสงสองดวงภายในห้องโถงหลัก ภายใต้แสงสว่างเล็กน้อยมีใบหน้าที่เย็นะเืกำลังจ้องมองมายังพวกเขาสองพี่น้องเขม็ง
“ทะ.....ท่านแม่!!”
ร่างกายของ หวัง เสี่ยวเหยา สั่นสะท้านขึ้น ขณะที่นางหันกลับมากล่าวด้วยความหวาดกลัว
“ท่านแม่!!”
เวลาเดียวกันนั้น ใบหน้าของ หวัง ชง ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่สบายใจออกมาอย่างชัดเจนเช่นกัน เหตุผลอีกข้อที่เขาใช้เวลาเตร็ดเตร่อยู่ที่โรงรับจำนำของ พี่ใหญ่ฟันทอง ก็เพื่อหลีกเลี่ยงจากการเผชิญหน้ากับมารดาของตน แต่เขาไม่คิดว่าจะถูกนางดักรออยู่เช่นนี้
เมื่อมองไปยังใบหน้าที่เย็นะเืของผู้เป็มารดา มันก็ทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า เื่ที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลนั้นถูกส่งกลับมาที่ตำหนักตระกูล หวัง แล้ว และมารดาของเขาก็นั่งรออยู่ที่นี่เป็เวลานานมากแล้ว
“พวกเ้าสองคนไปที่ไหนมาในวันนี้!?”
ฮูหยิน หวัง กล่าวถามออกมาด้วยเสียงเย็น ใบหน้าของนางแข็งกระด้างจนทำให้หวาดกลัวทันทีเมื่อพบเห็น
พี่น้องทั้งสองคนต่างรู้สึกขนลุกทั่วร่างกาย แม้ว่าบิดาของพวกเขาจะเข้มงวด แต่ก็มักจะติดราชการออกไปภายนอก และไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในครอบครัวมากนัก
คนที่ดูแลพวกเขาสองพี่น้องจริงๆ ก็คือมารดาของพวกเขา จ้าว ซูฮัว
หากเป็ในตระกูลอื่นแล้วนั้น ผู้เป็มารดามักอ่อนโยนกว่าผู้เป็บิดา แต่สำหรับตระกูล หวัง แล้วนั้น หวัง หยาน เหมาะสมกับคำว่าอ่อนโยนกว่ามาก
“เรา....เราไปที่โรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล!!”
หวัง ชง รู้สึกหมดหนทาง เขาไม่รู้ว่าจะปกปิดความจริงได้เช่นไร ดังนั้นจึงกล่าวออกมาโดยตรง
“ไปโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลงั้นรึ!? ไปเพียงแค่โรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลที่เดียว!?”
***** ปัง *****
ฮูหยิน หวัง ทุบโต๊ะพร้อมกับ กล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียง และท่าทีที่ดุดัน
***** ฟุ่บ *****
หวัง ชง คุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ได้โต้เถียงออกมา
“ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว!!”
หวัง ชง รู้ดีว่ามารดาของเขากำลังโกรธสิ่งใด แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็่ชีวิตที่แล้ว หรือชีวิตนี้ก็ตาม สิ่งที่ หวัง ชง ทนไม่ได้มากที่สุดก็คือเห็นมารดาของเขาต้องเสียใจเช่นนี้
แม้ว่าภายนอกนางจะดูดุดัน และเคร่งขรึมมากก็ตาม แต่เขารู้ดีว่าหัวใจของผู้เป็มารดานั้นเปราะบางเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และนางก็รักครอบครัวมากที่สุด
เพราะในครั้งหนึ่งเขาได้สูญเสียทุกอย่างไป นั่นจึงทำให้ในวันนี้เขารักมารดาของเขามากยิ่งขึ้น
ใน่ชีวิตที่แล้วของเขานั้น เมื่อมารดาของเขาที่มีร่างกายผอมบางจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกต้องจบชีวิตลงตรงหน้าเขา มันก็ทำให้หัวใจของ หวัง ชง แตกสลายเป็เสี่ยงๆ ในชีวิตนี้เขาสาบานอย่างหนักแน่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขาจะไม่โกรธมารดาของเขา และจะไม่ทำให้ท่านต้องเสียใจ
“ผิดไปแล้วงั้นรึ เ้าต้องทำผิดอีกสักกี่ครั้ง!?”
ฮูหยิน หวัง โกรธจนร่างกายของนางสั่นสะท้าน
“เ้าตั้งใจก่อปัญหาขึ้นมาในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล ทั้งๆ ที่เ้าพาน้องสาวของเ้าไปด้วย!! เ้ารู้ไหมว่าบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ได้รายงานเื่นี้ต่อองค์จักรพรรดิ และท่านปู่ของเ้า มันจะทำให้เกิดความบาดหมางขึ้นภายในเมืองหลวง!!”
“หลังจากสิ้นสุดการประชุมใน่เช้าท่านลุงใหญ่ของเ้าก็รีบมาที่นี่ด้วยความโกรธ เขาสอบสวนพวกเราทุกคนราวกับ้าจะฆ่าพวกเราตระกูล หวัง ทั้งตระกูล!!”
“อะไรนะ!!”
ร่างกายของ หวัง ชง สั่นสะท้านขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ใน่ชีวิตที่แล้วของเขาไม่มีเื่นี้เกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่อาจคาดเดาการเคลื่อนไหวของบรรพบุรุษเฒ่าแห่งตระกูล เหยา ได้ ว่าจะรายงานเื่ของเขาและน้องสาวต่อองค์จักรพรรดิ และแม้แต่ลุงใหญ่ของเขายังเดินทางมาที่นี่เพื่อสอบสวนพวกเขาทั้งตระกูล
“นี่มันเป็ไปได้อย่างไร!?”
หวัง ชง พึมพำขณะที่รู้สึกอึดอัดขึ้นมาภายในหัวใจ เขาคิดว่าเนื่องจาก เหยา กวงยี่ ้าทำร้ายบิดาของเขาด้วยการทำให้เกิดข้อบาดหมางระแคงใจกันระหว่างอ๋อง ซ่ง ตามหลักแล้วเื่เช่นนี้ไม่ควรถึงหูขององค์จักรพรรดิแม้แต่นิดเดียว
อย่างไรก็ตาม หวัง ชง ก็ตระหนักได้ในที่สุด เป็เพราะเขาประเมินคนบางคนต่ำเกินไป นั่นก็คือบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา
หากว่า เหยา กวงยี่ คือจิ้งจอกเ้าเล่ห์แล้วนั้น บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ก็เปรียบได้กับปีศาจเฒ่าเ้าเล่ห์ที่ยากจะรับมือ
เขาสามารถสร้างความโกลาหลภายในราชสำนักได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ เหยา กวงยี่ ก็มีความสามารถเพียงหนึ่งในสิบของบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา เสียด้วยซ้ำ หวัง ชง จดจำได้อย่างชัดเจน ใน่ชีวิตที่แล้วของเขานั้น บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา มีหลานชายที่ติดสินบนต่อขุนนางภายในราชสำนัก ในท้ายที่สุดขุนนางคนหนึ่งที่มีแซ่ เว่ย ได้รายงานเื่นี้ต่อจักรพรรดิปราชญ์
ถ้าเป็ปกติแล้วขุนนางคนนั้นจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งในทันที
แต่ด้วยความสามารถของบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา เพียงแค่เขากล่าวออกมาไม่กี่คำก็ทำให้ขุนนางคนนั้นไม่ถูกลงโทษ อีกทั้งคดีของหลานชายของเขาก็ยังถูกยกเลิกและถูกปล่อยตัวออกมาโดยไม่ต้องรับความผิดใดๆ อีกด้วย
หวัง ชง มีความประทับใจต่อเื่นี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็่ชีวิตที่แล้ว หรือชีวิตนี้ก็ตาม เขาต่างก็เคยได้ยินบิดา , พี่ใหญ่ และพี่รองกล่าวถึงเื่นี้อยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเขาจะยังไม่เคยพบบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา แต่เขากลับรู้สึกหวั่นเกรงในตัวของคนผู้นี้อย่างมาก
ความสามารถ และแผนการของเขานั้นลึกซึ้งเกินคาดเดาได้ อีกทั้งยังไม่สามารถใช้การประเมินของคนทั่วไปสำหรับเขาได้อีกด้วย
หวัง ชง รู้ว่านี่เป็เพราะเขาให้ความสนใจต่อ เหยา กวงยี่ มากเกินไปจนละเลยบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา เป็คนที่ยากจะรับมือเช่นเดียวกับท่านปู่ของเขา อีกทั้งทั้งสองคนยังเป็ไม้เบื่อไม้เมาต่อกันั้แ่ราชวงศ์ก่อนหน้านี้แล้ว
ยิ่งกว่านั้นบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ยังมีความเอ็นดูต่อ เหยา เฟิง อย่างมาก ใน่ชีวิตที่แล้วของเขา บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ได้ขึ้นกราบทูลองค์จักรพรรดิเพื่อขอตำแหน่งภายในราชสำนักให้กับ เหยา เฟิง ดังนั้น มันจึงไม่แปลกแต่อย่างใดหากเขาจะเคลื่อนไหวในตอนนี้
เมื่อคิดถึงเื่นี้ มันยิ่งไม่น่าแปลกใจมากขึ้น เมื่อบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา จะรายงานเื่นี้ต่อองค์จักรพรรดิโดยใช้ชื่อท่านปู่ของเขาเป็ผู้สมรู้ร่วมคิด
ความจริงแล้วคนที่ทำให้ หวัง ชง ประหลาดใจมากที่สุดกลับเป็ท่านลุงใหญ่ของเขา
ความสัมพันธ์ระหว่างท่านลุงใหญ่ และบิดาของเขานั้นไม่ค่อยดีนัก ท่านลุงใหญ่ของเขานั้นไม่ได้เป็แม่ทัพ แต่เป็ขุนนางระดับสูงภายในราชสำนัก แม้แต่ท่านปู่ของเขาก็ยังได้รับอิทธิพลของท่านลุงใหญ่อยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ด้วยสถานะของเขาเช่นนี้ จึงทำให้เขาดูถูกบิดา หวัง ชง และพี่น้องคนอื่นๆ ของเขาอยู่เสมอ
แม้ว่าท่านลุง และท่านป้าคนอื่นๆ ของเขาจะไม่ชื่นชอบในลักษณะนิสัยของท่านลุงใหญ่นัก แต่เนื่องจากบิดาของเขาเป็นักรบที่ตรงไปตรงมาจึงมักจะกล่าวแย้งขึ้นมาทันที จึงทำให้เกิดความบาดหมางขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนจะเปรียบเหมือนศัตรูกันมาโดยตลอด สำหรับ หวัง ชง เองนั้น เขาก็เกลียดท่านลุงใหญ่ของเขาอยู่ไม่น้อย และยิ่งไม่คิดว่าเขาจะมาที่ตำหนักตระกูล หวัง เพื่อมาสอบถามถึงเื่นี้
“……นี่เ้ายังกล้าพูดอีกรึว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร!?”
ฮูหยิน หวัง มีประสาทััที่ไวมาก ดังนั้นนางจึงได้ยินเสียงพึมพำของ หวัง ชง ได้อย่างถนัดชัด นั่นทำให้ความโกรธของนางปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“ความสัมพันธ์ระหว่างท่านลุงใหญ่ และท่านพ่อของเ้า เ้าก็รู้ดีอยู่แล้ว เขาไม่ชอบท่านพ่อของเ้า!! อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานฉลองครบรอบอายุเจ็ดสิบปีของท่านปู่แล้ว เ้า้าให้ท่านพ่อของเ้าต้องอับอายต่อท่านปู่ และสหายของท่านงั้นรึ!?”
ในท้ายที่สุด ฮูหยิน หวัง ก็รู้สึกเ็ปในหัวใจ ดวงตาของนางเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงพร้อมกับมีหยดน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมา
เมื่อวานนี้นางคิดว่าในที่สุดบุตรชายคนเล็กของนางก็รู้จักโตขึ้นมาบ้างแล้ว กระนั้นบุตรชายคนเล็กของนางกลับไปก่อเื่ขึ้นที่โรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล โดยที่พาบุตรสาวคนเล็กไปทำร้าย เหยา เฟิง อย่างไม่คาดคิด
นี่เป็เื่ที่เกี่ยวพันถึงตระกูล เหยา และตระกูล หวัง ซึ่งไม่ใช่เื่เล็กๆ อีกต่อไป อีกทั้งบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ยังได้รายงานเื่นี้ถึงท่านปู่ของ หวัง ชง ต่อองค์จักรพรรดิปราชญ์อีกด้วย
ในฐานะของผู้เป็มารดาแล้วนั้น นางจึงยากที่จะให้อภัยได้
..............................