จ้าวลู่ชิงเดินเข้าออกร้านนั้นร้านนี้จนพอใจก็ขึ้นรถม้ากลับจวน ครั้นรถม้าวิ่งเข้าใกล้หน้าประตูก็มีร่างอุดมสมบูรณ์วิ่งเข้ามาดักรอ
“จอด!”
ลี่มี่ยืนจังก้ายิ้มแฉ่งจนตาปิดหน้ารถม้า
“เจ้าเด็กนี่ ทำบ้าอะไร!” โม่เอินฉุนจัด ถ้ารถม้ามาเร็วนางคงโดนเหยียบจนแบน
“ท่านลุงโม่เอิน ข้ามาหาพี่สาวลู่ชิง”
“เจ้าเรียกข้าว่าลุงหรือ” โม่เอินตากระตุกกับคำเรียก
“แล้วท่านจะให้ข้าเรียกว่าอย่างไร”
“ท่านน้าก็พอ”
ลี่มี่เอียงคอมองเล็กน้อย “หน้าตาท่านไม่เหมาะที่จะเรียกท่านน้า เรียกท่านลุงก็แล้วกัน” คิดเองเสร็จสรรพพร้อมวิ่งมาเรียกจ้าวลู่ชิงด้านข้างรถม้า
“พี่สาว ข้ามาหาท่าน”
จ้าวลู่ชิงแหวกผ้าม่านด้านข้างรถม้า สายตามองห่อผ้าที่สะพายอยู่บนไหล่ของเด็กน้อย
“เจ้ามาหาข้าทำไม”
“ข้าจะมารับใช้ท่าน”
“รับใช้ข้า?” จ้าวลู่ชิงแทบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“ใช่ ข้าจะมารับใช้ท่าน”
“ผู้ใดบังคับให้เจ้ามา” อย่าบอกนะว่าคนสกุลลี่ต้องการตอบแทนนางจึงส่งเด็กคนนี้มาเป็นบ่าว นางช่วยเหลือพวกเขาก็เพราะอี้หมัวมัว ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนสักหน่อย ผู้ใดอยากได้เด็กกินจุมาดูแลกัน
“ไม่มี ข้ามาเอง” ลี่มี่ส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่มีผู้ใดบังคับนางให้มาทำอย่างนี้
“เด็กน้อยเจ้าอย่าได้โป้ปดตั้งแต่เด็ก”
ลี่มี่หยุดคิด “ข้าต้องพูดความจริงใช่ไหม” แหงนหน้ารอฟังคำตอบ
“ใช่ เจ้าต้องพูดแต่ความจริง”
“ข้าหนีออกจากบ้านเพื่อมาเป็นคนรับใช้ของท่าน”
ทุกคนที่ได้ยินเหมือนถูกค้อนหุบหัวไปตาม ๆ กัน หันมองหน้ากันเหลอหลา
“ข้าคิดว่านางพูดจริง” ซูเซียงเห็นแววตาของเด็กคนนี้แล้วคิดว่านางไม่ได้โกหก
จ้าวลู่ชิงพาลี่มี่นั่งรถม้าเข้าไปด้านในจวน ภายในรถม้าไม่มีใครพูดอันใด บรรยากาศเงียบเชียบราวกับไม่มีคนนั่ง สายตาทุกคู่ในรถม้าจ้องมองเด็กน้อยที่จ้องหน้าคนนั้นคนนี้ไม่หยุด
ลี่มี่ถูกนำตัวมาหาอี้หมัวมัว ด้วยความสงสัยอี้หมัวมัวจึงขออนุญาตเดินทางไปยังบ้านของน้องสาวเพื่อสอบถามความจริง
ระหว่างที่อี้หมัวมัวไปค้นหาความจริง ลี่มี่ก็นั่งคีบขนมในจานยัดเข้าปากไม่หยุด
“พี่สาวลู่ชิง นี่ขนมอันใด หวานมาก ข้าชอบหวาน ๆ”
“รากบัวเชื่อมน้ำผึ้ง”
“แล้วอันนี้ล่ะ”
“ขนมหนวดมังกร”
“อันนี้ล่ะ”
“ขนมปังกรอบ”
ลี่มี่กวาดขนมพวกนี้เข้าปากทีละชิ้น ปากครั้งก็สองชิ้นในครั้งเดียว จ้าวลู่ชิงกับสาวใช้ทั้งสองตาลายกับการทานอาหารว่างของเด็กน้อยตัวอ้วน
“เจ้าเคี้ยวสักหน่อยก็ดี” จ้าวลู่ชิงเตือน
“ข้าเป็นพวกเดียวกับงู กินไม่เคี้ยว”
“เด็กอย่างเจ้าพูดจาได้เรื่อยเปื่อยยิ่งนัก” จ้าวลู่ชิงเอามือกุมขมับ ร้องหาอี้หมัวมัวในใจ
“พี่สาวไม่เชื่อข้า” ลี่มี่หยุดเคี้ยวอาหาร ใบหน้าจริงจังกับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ “มีครั้งหนึ่งงูตัวใหญ่มันแอบมากินไก่ในเล้า ข้าจับได้ฟาดมันลงกับพื้นจนตาย พอผ่าท้องมันออกข้าเห็นไก่เป็นตัวในท้องของมัน”
“จากนั้นเจ้าก็เอาไก่ไปทำอันใด” ซูเจินลองถามด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
“ไก่ตายแล้วก็ต้องต้มกินสิ”
“แล้วงูล่ะ”
“เนื้องูนำไปตุ๋นอร่อยยิ่งนัก”
ซูเจินแทบเป็นลม นางเกลียดงูยิ่งกว่าอะไรดี ตอนเด็กนางเคยถูกงูฉก ดีที่งูตัวนั้นไม่มีพิษแต่ว่ามันทำให้นางตกใจจนป่วยอยู่หลายวัน
อี้หมัวมัวรีบเดินเข้ามาในเรือนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ในมือของนางมีไม้เรียวเตรียมมาฟาดหลานสาว
“หมัวมัวถือไม้มาทำไมกัน” ซูเซียงเห็นเป็นคนแรกจึงร้องทักขึ้น
ลี่มี่ได้ยินจึงสะดุ้งโหยงรีบลุกขึ้นไปหลบอยู่ด้านหลังของจ้าวลู่ชิง แววตาระแวดระวังภัยจากไม้ในมือของอี้หมัวมัว
“เจ้าเด็กตัวเหม็น ออกมายืนตรงนี้เดี๋ยวนี้”
“เรื่องอันใดข้าจะออกไป พี่สาวช่วยข้าด้วย” เกาะเสื้อจ้าวลู่ชิงแน่น
“เกิดอะไรขึ้น”
“เด็กคนนี้หนีออกจากบ้าน คนที่บ้านตามหาให้วุ่น”
“เจ้าหนีออกจากบ้านทำไมกัน” จ้าวลู่ชิงหันไปถามเด็กน้อยตัวอ้วนที่ยืนหน้างอง้ำ
“ข้าไม่อยากอยู่ที่บ้านแล้ว”
“นางทำลูกพี่ลูกน้องฟันหลุดจากปากห้าซี่เจ้าค่ะ” อี้หมัวมัวบอกวีรกรรมของลี่มี่
“ข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย พวกเราเพียงเล่นกันแต่ข้าแรงเยอะจนเกินไปเลยจับเหวี่ยงแรงไปหน่อย”
“เจ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังหน่อย" จ้าวลู่ชิงบอกลี่มี่ เห็นนางก้มหน้าด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยก็อดสงสารมิได้
“ข้าเล่นกับน้องชายอยู่ดี ๆ ลูกของท่านลุงรองก็วิ่งเข้ามาเล่นด้วย เด็กคนนั้นบอกว่าอยากถูกจับเหวี่ยงเป็นวงกลมบ้าง ข้าจึงยินยอมแต่ใครจะคาดคิดว่าเด็กคนนั้นดิ้นในขณะที่ข้าเหวี่ยงจนทำให้หลุดมือ”
จ้าวลู่ชิงรู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนั้นคงหล่นพื้นในท่าคว่ำหน้า ฟันถึงได้หลุดออกมาถึงห้าซี่
“เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องเศร้าไป ฟันของเด็กคนนั้นเดี๋ยวก็เกิดใหม่” เด็กอายุเท่านั้นฟันแท้ยังไม่ขึ้นที่หลุดไปน่าจะเป็นฟันน้ำนม
“พี่สาวพูดจริงหรือ” ลี่มี่เบิกตากว้าง นางเฝ้ารอคำตอบอย่างมีความหวัง
“จริง”
พอจ้าวลู่ชิงยืนยันคำตอบให้ ใบหน้าเศร้าของลี่มี่เปลี่ยนเป็นดีใจทันที
“แต่เจ้าทำไม่ถูก หนีออกจากบ้านได้อย่างไร ทำไมถึงไม่ยอมรับผิด ทั้งที่เจ้ามีส่วนผิดเพราะทำให้เด็กคนนั้นฟันหลุด”
“โธ่ พี่สาวจะให้ข้าอยู่ทำไม ท่านแม่ถือฟืนท่อนใหญ่เท่าแขนวิ่งไล่ตีข้า ถ้าข้าวิ่งช้าอีกสักนิดก้นคงมีแต่ลายท่อนฟืน” ลี่มี่โอดครวญ
“แม่เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าเล่นกัน”
“เพียงเห็นปากของลูกท่านลุงรองมีเลือดอยู่เต็มก็ถามว่าใครทำ พอนิ้วชี้มายังข้า ท่านแม่ก็คว้าท่อนฟืนวิ่งไล่ ผู้ใดจะยืนอยู่ให้ตีกันล่ะ”
“แล้วห่อเสื้อผ้านี้ล่ะ” นิ้วของจ้าวลู่ชิงชี้ไปยังห่อผ้า
“ข้าวิ่งหนีจนท่านแม่ตามไม่ทัน พอทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่ข้าจึงย่องเข้าไปเก็บเสื้อผ้าแล้วหนีออกมา”
“ทำไมไม่หนีไปที่อื่น”
“ข้าไม่มีที่ไป” ลี่มี่ก้มหน้าเศร้า “พี่สาวรับข้าไปดูแลด้วยเถิด ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจดูแลท่าน”
“เจ้าจะดูแลข้าหรือให้ข้าดูแลเจ้ากันแน่” จ้าวลู่ชิงรู้สึกว่าคำพูดของเด็กคนนี้มันแปลก ๆ
“ท่านย่าใหญ่ ท่านให้ข้าอยู่กับท่านเถิด” ลี่มี่เข้าไปทิ้งตัวลงเกาะขาพี่สาวของท่านย่านาง
“เจ้าเด็กตัวเหม็น อายุเพียงเท่านี้แต่ดื้อด้าน รู้จักหนีออกจากบ้าน” อี้หมัวมัวเอาไม้ในมือฟาดหลังลี่มี่ด้วยความโมโห
“หมัวมัวพอเถอะ” ซูเซียงกับซูเจินรีบเข้ามาห้ามด้วยความสงสารเด็ก
“หมัวมัว ท่านอย่าได้มีโทสะไปเลย นางน่าสงสารจะตาย”
จ้าวลู่ชิงส่ายหน้า มารดาของเด็กคนนี้ไม่ถามไถ่บุตรตนเองให้ได้ความก็รีบลงโทษเสียแล้ว บางครั้งเกิดมาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นมักถูกมองข้ามความรู้สึก
ลี่มี่มีพละกำลังมหาศาล พอเกิดเรื่องราวทุกคนต้องพุ่งเป้ามาที่นางอยู่แล้ว เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์แต่ค่อนข้างอาภัพ ครอบครัวยากจนก็เป็นเช่นนี้แล กำราบบุตรด้วยการตีดีกว่าปล่อยให้ไปก่อเรื่องราว
“ใช่ ท่านตีนางแรงจนข้าได้ยินยังรู้สึกเจ็บแทน” ซูเซียงช่วยพยุงลี่มี่ให้ลุกขึ้น
อี้หมัวมัวน้ำตาคลอ เด็กคนนี้ดื้อด้านเหมือนนางไม่มีผิด นางไม่อยากให้หลานของน้องสาวเดินทางผิดเยี่ยงนาง การหนีออกจากบ้านใช่ว่าจะโชคดีทุกคน
“ซูเจินไปเอายามาทาให้นาง”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าเจ็บมากไหม” จ้าวลู่ชิงถามเด็กน้อย
“ไม่เจ็บ แต่คันมากกว่า” พยายามยื่นแขนอวบ ๆ ไปเกาหลัง แต่แขนมันสั้นจนเกินไป ทำให้เกาไม่ถึง
“พี่สาวช่วยข้าเกาหลังหน่อย” หันหลังให้จ้าวลู่ชิงเกาให้
“เสี่ยวมี่” อี้หมัวมัวแทบเป็นลมกับการกระทำของหลานสาว กล้าดีอย่างไรถึงใช้คุณหนูให้เกาหลังให้
จ้าวลู่ชิงรับไม้เกาหลังจากซูเซียงแล้วยื่นให้ลี่มี่
“เอาไว้เกาหลัง”
ลี่มี่มองไม้ยาว ๆ บริเวณปลายมีลักษณะเหมือนมือ พอพี่สาวสอนการใช้จึงลองทำตาม
ใบหน้ากลมยิ้มจนตาหยีเมื่อเกาได้ถูกจุด “ไม้อันนี้ใช้ดีมากเลยเจ้าค่ะ” ลี่มี่เกาแรงจนทุกคนรีบห้ามนาง กลัวว่าหลังจะเป็นแผลเสียก่อน
อี้หมัวมัวรับยามาทาแผ่นหลังที่นางฟาดไม้ลงไป “นังเจ้าจะหนาไปไหน” มีเพียงรอยแดงเล็กน้อยเท่านั้น
“ข้าขอโทษที่ตีเจ้า” อี้หมัวมัวเอ่ยปากขอโทษที่ลงมือรุนแรงกับเด็ก เพราะนางไม่อยากให้หลานสาวเดินตามรอยตนเอง
“ท่านย่าไม่ต้องขอโทษข้าหรอก ข้าไม่เจ็บสักนิด” ลี่มี่ส่งยิ้มให้กับอี้หมัวมัว
“ข้าอยากมาอยู่กับพี่สาวและพวกท่านทุกคนจริง ๆ นะเจ้าคะ”
“เจ้าไม่ห่วงน้องชายหรืออย่างไร”
“น้องชายของข้ามีเพื่อนเล่นใหม่ เขาคงไม่อยากเล่นกับข้า” น้ำเสียงเศร้าสร้อยทำให้ทุกคนในห้องเงียบตามไปด้วย
“เอาล่ะ เจ้าอยากออกกำลังกายหรือไม่” จ้าวลู่ชิงทำลายบรรยากาศเศร้าให้จางหายไป
“ออกกำลังกาย?”
“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” จ้าวลู่ชิงหันหน้าไปทางซูเซียง
“ได้เจ้าค่ะ” เห็นสายตาคุณหนูก็รู้ความหมายทันที “เจ้าตามข้ามา” ซูเซียงกำหมัดชกเข้ากับฝ่ามือตนเอง
จ้าวลู่ชิงคิดว่าลี่มี่ถูกซูเซียงทารุณเล็กน้อยนางคงเปลี่ยนใจกลับบ้าน สำหรับเด็กน้อยวัยนี้เพียงน้อยใจมารดาเท่านั้นจึงคิดหนีออกจากบ้าน ไม่ได้ไต่ตรองให้ถี่ถ้วน พอสังคมนอกบ้านไม่ได้เป็นแบบที่คิดก็คงร้องกลับบ้านเอง