1
ผู้ฟื้นจากความตาย
บรรยากาศอันหนาวเหน็บรายล้อมรอบกาย ดวงจันทร์และหมู่ดาวที่กำลังเปล่งแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า แทนที่จะเป็เตียงที่หนานุ่มและอบอุ่น กลับเป็หญ้าแห้งแข็งที่กำลังเสียดแทงรอบกาย ดวงตาสีมรกตที่หม่นหมองเหม่อมองท้องนภาอย่างไร้จุดหมาย ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง พลางภาวนาว่าถ้าหากนี่เป็ความฝัน ก็ขอให้เขาลืมตาและเจอกับเพดานห้องนอนในคฤหาสน์ตระกูลฟอลคอนด้วยเถอะ
ทว่าเพดานก็ยังคงเป็ท้องฟ้าสีรัตติกาลเช่นเดิม
ชายหนุ่มเริ่มขยับร่างกายที่ปวดร้าวของตนอย่างยากลำบาก เืสีแดงที่แห้งเกรอะกรังติดเสื้อสีขาวเผยให้เห็นรอยแผลขนาดใหญ่เป็ทางยาวเฉียงจากหน้าท้องด้านขวาไปจนถึงไหล่ซ้าย ริมฝีปากที่แห้งแตกขบกัดอย่างแค้นเคือง นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น เสียงในหัวตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กลิ่นสาบของซากศพเริ่มตีตื้นขึ้นมาในโสตประสาท ชายหนุ่มกระถดตัวพิงกับต้นไม้ใกล้ๆ พลางกุมแผลที่หน้าอก แม้กลิ่นนั้นจะแรงแต่เขาก็ไม่เห็นซากศพบริเวณใกล้ เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน เดินโซซัดโซเซไปด้านที่อากาศบริสุทธิ์ ต้นไม้ในป่าเยอะจนเขาเริ่มเอะใจ แต่ด้วยความรีบร้อนเขาต้องไปจากที่ปริศนาแห่งนี้ด้วยสติที่ยังกลับมาไม่ครบถ้วน ทว่ายิ่งเดินเท่าไรก็ยังไม่พ้นป่าแห่งนี้เสียที ซ้ำยังเริ่มได้ยินเสียงหวีดร้องอันแปลกประหลาดและน่าขนลุกของสัตว์บางอย่าง
เมื่อก้าวพ้นจากป่าใหญ่อันเป็ปริศนา ชายหนุ่มทรุดตัวลงบนพื้นหญ้าแห้ง ความเ็ปจากแผลกลางอกกำลังเริ่มแผลงฤทธิ์ เขารู้สึกถึงเืจำนวนมหาศาลที่กำลังไหลทะลักออกมา เขาสำลักเอากองเืจำนวนหนึ่งจนเปรอะพื้นหญ้า แสงจันทร์เต็มดวงสาดส่องอย่างเต็มที่ เผยให้เห็นสิ่งผิดปกติจากร่างกาย
เืของมนุษย์นั้นย่อมเป็สีแดง แต่เหตุใดสิ่งที่เปรอะเปื้อนในมือของเขาจึงเป็สีดำ ชายหนุ่มสะบัดหน้าเพื่อตั้งสติ แต่เมื่อเขาก้มลงมองดูที่กลางอก สีโลหิตที่ไหลออกมากลบเสื้อสีขาวก็ยังเป็สีดำเช่นเดิม
“โอ้ ไม่...” เขาลุกขึ้นอีกครั้งก่อนเหลียวมองสถานที่รอบกายที่ไม่คุ้นเคย เสียงธารน้ำที่มีสัตว์บางอย่างกำลังแหวกว่ายทำให้เขาเริ่มสงสัย ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไปหาเสียงนั้น เขากระหายน้ำเหลือเกิน เผื่อว่ามีอะไรแตะเข้าที่ลิ้นแล้วอาจได้สติขึ้นมา และบางทีเืสีดำที่เห็นอาจเป็เพราะเขาเองที่ตาฝาดไป
ใช่แล้ว สติเขาอาจยังไม่กลับมา มันคงยังไม่กลับมา...
ด้วยความเชื่อที่ว่าตนอาจหูแว่วและตาฝาด ชายหนุ่มกัดฟันพาร่างที่กำลังไร้เรี่ยวแรงเดินต่ออย่างขันแข็ง ลมหนาวและที่พัดแข่งกับเสียงสัตว์ประหลาดข้างหน้าไม่ทำให้เขาย่อท้อ หากนี่เป็บทพิสูจน์ความตาย เขาจะไม่ยอมจำนนเป็อันขาด
ในที่สุดเขาก็มาถึงกลุ่มธารน้ำเ่าั้ ขาทั้งสองข้างทรุดลงบนแผ่นดินที่แตกระแหง น้ำที่คิดว่าเอื้อมถึงได้ง่ายนั้นลึกกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่อาจรั้งตัวเอง ร่างของเขาร่วงหล่นลงกระแทกผืนน้ำ เขาพยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำสุดความสามารถ แต่แผลที่กลางอกทำให้เขาเ็ปเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้
เห็นทีคงต้องกลายเป็อาหารให้ปลาหรือนี่ ชายหนุ่มคิดอย่างเจ็บใจ ที่คนอย่างตนกำลังจะตายเพราะจมน้ำ
ลมหายใจในปอดกำลังจะหมด แต่พลันก็มีกลุ่มดวงตาสีอำพันที่ดุร้ายของสัตว์ประหลาดกำลังจับจ้องมาที่เขาอย่างหิวกระหาย ทันใดนั้นเอง มันก็กระชากเขาไปตามสายธารสีน้ำเงินเข้ม
แม้การกระทำของมันจะรุนแรง หากแต่มันก็ยังไม่ได้ทำร้ายเขา ชายหนุ่มเริ่มหายใจไม่ออกเพราะอยู่ใต้น้ำ แต่ขณะที่กำลังจะขาดใจตายอยู่รอนๆ ฉับพลันมันก็ลากเขาขึ้นไปบนผิวน้ำ กระชากขึ้นลงไปเรื่อยๆ เช่นนี้อยู่นาน บางทีเสียงร้องที่หวีดแหลมของมันก็คำรามขู่แข่งกับสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ คล้ายกับว่าเขาเป็ของมัน ห้ามใครแตะต้อง เขาพยายามแกะอุ้งมืออันใหญ่โตของมันออก แต่เ้าสัตว์ตัวนั้นที่คล้ายเสือแต่มีหางเป็ปลากลับหันมาขู่คำรามเสียงก้องผ่านมวลน้ำ
จนในที่สุดเขาก็รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงที่นำพาร่างของตนขึ้นมาจากผิวน้ำเย็นเฉียบ ดูเหมือนมันจะพาเขาข้ามมาอีกฝั่งของแม่น้ำสายใหญ่ โชคดีเหลือเกินที่เขายังไม่ตายเพราะกรงเล็บแหลมของมัน
ความคิดไหลเวียนเพียงชั่วครู่ ดวงตาสีมรกตก็เหลือบเห็นเรียวขาของหญิงสาวในชุดสีดำรัดรูปท่าทางทะมัดทะแมงที่กำลังนั่งไขว่ห้างมองเขาอย่างประหลาดใจบนโขดหินใหญ่ เรือนผมสีดำยาวที่ถักเปียเอาไว้ถูกสะบัดไปด้านหลังเมื่อเธอลุกขึ้น นางพูดกับใครสักคนทางด้านหลังเขา
“เวนดี้ เ้าไปเอาใครมาให้ข้า” หูของเขาอื้อเสียจนฟังแทบไม่ออก หญิงสาวคนนั้นเดินมาหาช้าๆ และคุกเข่าลงมองเขาที่กำลังนอนคว่ำและหายใจอย่างยากลำบาก “ตายหรือยังเนี่ย” นางพลิกตัวเขาขึ้นอย่างง่ายดาย เขารู้สึกถึงความเย็นสบายเมื่อนางแตะลงที่าแฉกรรจ์กลางอก ความรู้สึกเ็ปทุเลาลงพอสมควร
แต่เมื่อผ่านไปชั่วครู่ ผู้หญิงที่ตัวเล็กกว่าเขาก็ยกผู้ชายที่ตัวโตกว่าขึ้นด้วยมือข้างเดียว ชายหนุ่มครางฮือในลำคอเมื่อรู้สึกหายใจไม่ออก เพราะคอเสื้อรัดแน่นขึ้นทุกทีๆ ร่างของเขาถูกพามาในที่ที่เป็ป่าอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงผู้ชายที่อุทานด้วยความใ นั่นคือสิ่งที่เขารับรู้เป็สิ่งสุดท้ายก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำ
“ให้ตายเถอะ! เ้าไปเอาใครมา องค์หญิง” ชายร่างสูงสมส่วนกำลังนั่งชมดวงจันทร์อย่างสบายใจ แต่เมื่อหันหลังมาก็พบกับหญิงสาวกำลังหิ้วคอชายหนุ่มที่ดูท่าทางร่อแร่กำลังใกล้ตายมาให้เขา
“ข้าก็ไม่รู้ แต่เ้าเวนดี้ลากเขามา ข้าใช้คาถาน้ำรักษาไปบ้างแล้ว ที่เหลือเ้าก็จัดการให้ด้วย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบก่อนวางร่างชายหนุ่มปริศนาลงบนพื้นดินอย่างเบาแรง ผู้ถูกไหว้วานจึงรีบเข้าไปดูอาการของคนาเ็
“โดนดาบฟันสาหัสเอาเื่” ปีศาจหนุ่มสำรวจร่างกายของชายหนุ่มปริศนาอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนสะดุดเข้ากับรอยเืสีแดงที่เปื้อนบริเวณชายเสื้อสีหม่น “แล้วเืสีแดงนี้มาจากไหน สู้กับพวกมนุษย์มางั้นรึ! อย่างนี้ก็แย่สิ ป่านนี้พวกมนุษย์ก็คงรู้แล้วว่าพวกเขาได้สู้กับเผ่าพันธุ์เรา” ไมเคิลพูดอย่างร้อนรน “ข้ายังไม่อยากถูกเผาตายเสียด้วยสิ บ้าจริงเชียว!”
เชลีน่าเหลือบมองชายหนุ่มปริศนา ดวงตาสีอเมทิสต์เบิกกว้างเล็กน้อย เมื่อแสงจากต่างหูสีดำข้างซ้ายของคนาเ็สะท้อนเข้าระยะสายตา นางคุกเข่าและเอื้อมมือแตะมันเบาๆ “นี่มันอะไรกัน” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ ความทรงจำบางอย่างไหลเข้าสู่ความคิด
“เ้าเป็อะไรหรือเปล่า” ไมเคิลถามด้วยสีหน้างุนงง “คนรู้จักรึ”
“…ไม่” หญิงสาวผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนหันหน้าไปทางอื่น ริมฝีปากพึมพำเบาๆ “เป็ไปไม่ได้”
“จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้เราควรปลุกเ้าคนนี้ให้ตื่นและซักถามเื่ราวทั้งหมด”
เชลีน่ารีบสลัดความคิดทิ้งและเสกลูกสายลมจิ๋วออกมา หญิงสาวจ้องมองมันเพียงครู่เดียว หลังจากนั้นสายลมก็ล่องลอยออกไปยังทิศตะวันออก “ข้าส่งข่าวไปบอกสองคนนั้นแล้ว เ้ารักษาเสร็จเราจะรีบกลับปราสาททันที”