4
คุณหนูผู้ไร้ความสามารถ
หวังกุ้ยฮวารู้ว่าหลี่จงชมชอบตน อาจจะถึงขั้นรัก แต่เพราะเขาไม่เคยเอ่ยนางจึงไม่เคยคิดเข้าข้างตนเอง ชาติก่อนบุรุษผู้นี้ยอมสละตำแหน่งไท่จื่อเพราะนางขอ ทั้งที่เป็แบบนั้นแต่หลี่เยียนก็ยังสังหารพี่ชายเพราะเกรงว่าเขาจะกลายเป็หอกข้างแคร่ในอนาคต
ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่ได้รู้สึกรำคาญเมื่อรัชทายาทยังคงรั้งอยู่ที่ตั่งเพื่อสนทนากับตน ต่อให้มีสายตาไม่ชอบใจของมารดารองมาอย่างริษยาก็ไม่แยแส นางในยามนี้ไม่ใช่คุณหนูบอบบางที่จะสนว่าใครชอบไม่ชอบตน
ไม่ชอบนางเยอะๆ สิดี นางจะได้ไม่ต้องปั้นหน้าเป็คนดีสนทนาภาษาดอกไม้ให้วุ่นวาย
“ดูเหมือนว่างานใกล้จะเริ่มแล้ว ไท่จื่อสมควรกลับไปนั่งที่ปะรำได้แล้วกระมังเพคะ”
หวังกุ้ยฮวาร้อนเตือนด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย ปรายสายตามองไปยังนอกประตูที่รถม้าซึ่งเคยจอดเต็มว่างเปล่า คงไม่มีใครมาสายไปกว่านี้แล้วกระมัง ต่อให้มีเหอกุ้ยเฟยก็คงไม่สนใจ เพราะยามนี้หมากมากเพียงพอแล้ว
“เช่นนั้นไว้มีโอกาสค่อยคุยกันใหม่”
“แน่นอนเพคะ”
รัชทายาทเป็บุรุษที่ปราดเปรื่องผู้หนึ่ง น่าเสียดายที่น้องชายไม่ได้ความทำให้ต้องจบชีวิตลง หวังกุ้ยฮวามองตามจนอีกฝ่ายนั่งประจำตำแหน่ง เพราะแม่งานวันนี้คือเหอซูเมิ่ง หลี่จงกับหลี่เยียนจึงนั่งถัดลงมาอีกหนึ่งลำดับ นางไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาเท่าไรนัก เพราะทราบดีว่าหลีกไม่พ้นการประชันความสามารถที่ไม่ค่อยนิยม
“ฮวาเอ๋อร์สนิทสนมกับรัชทายาทหรือ ไม่เห็นพี่หลานเคยเล่าให้ฟังเลย”
จีซือเจียงไม่สามารถแทรกบทสนทนาระหว่างที่ลูกเลี้ยงกับรัชทายาทพูดคุยกันได้ จึงรู้สึกอดกลั้นไม่น้อย
“ท่านแม่ยังไม่รู้เลยแล้วจะเอาอะไรไปเล่าให้แม่รองฟังเล่าเ้าคะ ไท่จื่อไม่ค่อยออกไปร่วมงานเลี้ยงข้างนอก วันนี้ข้าก็ได้คุยพระองค์เป็ครั้งแรก” หวังกุ้ยฮวาจิบชา การพูดคุยคั่นเวลากับหลี่จงทำให้นางรู้สึกกระหายไม่น้อย
“ครั้งแรกหรือ ไม่จริงกระมัง เหตุใดถึงสนทนาได้ไหลรื่นเพียงนี้เล่า”
“แม่รองเ้าขา งานเลี้ยงทุกครั้งล้วนแต่เป็โอกาสพบพานผู้ไม่เคยรู้จัก หากไม่ทำตัวสนิทสนมเมื่อมีโอกาส คราวหน้าจะได้รับเชิญอีกหรือเ้าคะ”
นางรู้ว่าหลี่จงเพียงแค่หาช่องปลีกตัวออกจากกุ้ยเฟยและอันอ๋อง สบโอกาสที่นางเป็คนซึ่งเขาคุ้นหน้าเพราะวันนี้สหายหลายคนของเขาไม่ได้มาโชคก็เลยหล่นที่หวังกุ้ยฮวา
แต่เหตุผลทั้งหมดนี้ไม่จำเป็ต้องบอกให้จีซือเจียงรู้
“ผิงเอ๋อร์ เ้าต้องเรียนรู้จากฮวาเอ๋อร์บ้าง”
“เ้าค่ะท่านแม่”
หวังกุ้ยผิงลอบฟังบทสนทนาของน้องสาวและรัชทายาทตลอด เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทั้งสองคุยกันเื่ลมฟ้าอากาศบ้าง อีกคราวก็ถามถึงกลุ่มโจรทางตะวันตก อีกสักพักก็วกไปที่าชายแดนเหนือ พอจะฟังได้ความบ้างก็เปลี่ยนเื่ราวกลับกลัวว่านางจะจับทางถูก
แต่จะว่าหวังกุ้ยฮวาจงใจก็ไม่แน่ใจ น้องสาวของนางผู้นี้ไม่ได้ระวังตัวมากถึงขนาดนั้น
“ดูเหมือนจะเริ่มแล้วนะเ้าคะ การเฟ้นหาคุณหนูคุณชายผู้มากความสามารถของเหอกุ้ยเฟย”
แน่นอนว่าหวังกุ้ยฮวาจงใจพูดคุยกับหลี่จงในสิ่งที่หวังกุ้ยผิงไม่มีทางเข้าใจ มีทั้งเื่ใกล้และไกลตัวปะปนกัน บางคราวก็ถกถึงปัญหาที่แคว้นจิ้นกำลังเผชิญ หลี่จงน่าจะสงสัยอยู่บ้าง แต่นาง้าส่งข่าวให้เขาระวังหนอนที่แทรกซึมอยู่ข้างกาย
ต่อให้รัชทายาทจะสืบอย่างไรก็ไม่มีทางรู้ เพราะเขาจะพบเพียงนางอยู่แต่ในจวนไม่ไปไหน
“ฮวาเอ๋อร์ไม่ออกไปแสดงด้วยหรือ ต้องมีคนรอชมความสามารถของคุณหนูอันดับหนึ่งอย่างเ้ามากแน่ๆ”
จีซือเจียงยิ้มหวาน ผู้ที่ก้าวไปสู่ลานกว้างหน้าปะรำยามนี้ยังมีเพียงคุณหนูคุณชายไม่คุ้นหน้า ท่าทางจะตั้งใจเอาอกเอาใจเหอกุ้ยเฟยเป็พิเศษ
“แม่รองกล่าวยกยอเกินไปเ้าค่ะ การแข่งขันคุณหนูคุณชายที่ข้าได้รับชัยชนะมาเป็แค่งานที่จัดในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น มีคนร่วมประชันไม่ถึงยี่สิบคน จะยิ่งใหญ่เทียมเท่างานชมบุปผาที่เหอกุ้ยเฟยจัดได้อย่างไรเล่าเ้าคะ”
หวังกุ้ยฮวาบ่ายเบี่ยง นางไม่ยินดีเป็หมากให้จีซือเจียงใช้งาน ผู้อื่นพยายามหยิบยกนางออกหน้าเพื่อให้คุณชายสกุลใหญ่สนใจแล้วจะได้ผลักดันบุตรสาวแต่งไปพร้อมกัน
แม่รองผู้นี้รู้ดีว่าหวังกุ้ยผิงไม่สามารถแต่งไปเป็ฮูหยินเอกในจวนขุนนางใหญ่ เป็ฮูหยินรองยังต้องคิดอีกหลายต่อ ดังนั้นอนาคตที่เหมาะสมคือการร่วมสามีเดียวกับน้องสาวเช่นนาง
เข้าร่วมก่อน จากนั้นจะป่ายปีนอย่างไรค่อยว่ากัน
“จะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไร ฮวาเอ๋อร์มากความสามารถเพียงใดคนในจวนต่างรู้ หากเ้ากล่าวว่าตนเองไร้ความสามารถแล้วจะยังมีใครเหมาะสมอีกเล่า”
“สกุลหวังไม่ได้มีเพียงข้าสักหน่อยเ้าคะ แม่รองเอาแต่ยกยอเช่นนี้นอกจากข้าจะขัดเขินแล้วพี่รองจะน้อยใจเอาได้นะเ้าคะ”
คุณหนูผู้เกิดแต่ชายาเอกแย้มยิ้มอ่อนหวาน เกาะแขนพี่สาวราวกับรักหนักหนา หวังกุ้ยผิงสะดุ้งเมื่อถูกชักนำเข้าสู่บทสนทนา เร่งส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่คู่ควร
“ไม่หรอก พี่ไม่ได้มีความสามารถใด น้องสามอย่ากล่าวเช่นนั้น”
“พี่รอง... ท่านลองฟังเสียงพิณของคุณหนูท่านนี้ดูสิเ้าคะ การพรมนิ้วยังมีส่วนติดขัดดูก็รู้ว่าเพิ่งเรียนมาไม่ถึงปี แต่พี่รองฝึกฝนมาั้แ่เล็ก ย่อมไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด”
“ฮวาเอ๋อร์--” จีซือเจียงตั้งใจจะเอ่ยห้าม แต่หวังกุ้ยฮวากลับขัดเสียก่อน “ท่านแม่รองก็เห็นไม่ใช่หรือเ้าคะว่าไท่จื่อกับอันอ๋องก็อยู่ด้วย ยังมีคุณชายอนาคตไกลอีกหลายคน หากไม่ให้พี่รองแสดงความสามารถในยามนี้แล้วจะร่ำเรียนไปทำไมเล่าเ้าคะ ดูสิเ้าคะ ยามนี้ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็ทายาทที่เกิดจากมารดาเอกหรือมารดารอง แต่ทุกคนต่างก็โดดเด่นด้วยความสามารถของตนเอง”
หวังกุ้ยผิงรู้สึกมีบางอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่คำพูดของหวังกุ้ยฮวาก็จริงถึงหกส่วน ทำให้คนฟังคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย ทว่ายังไม่ทันที่หวังกุ้ยผิงจะก้าวลงจากตั่ง เสียงร้องถามจากสตรีผู้นั่งอยู่บนปะรำสูงก็ดังขึ้นจนทุกฝ่ายชะงักไปทันใด
“ข้าได้ยินว่าคุณหนูสกุลหวังมากความสามารถ ไม่ทราบว่าวันนี้จะมีโอกาสได้ยลหรือไม่”