น้องกิ๊ฟ 1: หน้ากากออฟฟิศ
กลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นของเมล็ดกาแฟคั่วบดที่สกัดผ่านเครื่องชงเอสเพรสโซอัตโนมัติระดับไฮเอนด์ โชยอบอวลปะปนกับกลิ่นสะอาดเย็นฉ่ำของระบบปรับอากาศส่วนกลาง เป็นสัมผัสแรกที่ต้อนรับ 'กิ๊ฟ' เข้าสู่โลกใบใหม่ทันทีที่เธอก้าวผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้ามา โลกของการทำงานในฐานะ 'เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย' (Sales Executive) ประจำสำนักงานใหญ่ของบริษัทจัดจำหน่ายนวัตกรรมระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Home Solutions) และอุปกรณ์ตกแต่งภายในระดับลักชัวรีชั้นนำของประเทศ
เมื่อมองผ่านกระจกใสบานยักษ์แบบเพดานจรดพื้น (Floor-to-ceiling glass) ทัศนียภาพอันโอ่อ่าตระการตาของป่าคอนกรีตใจกลางย่านธุรกิจสาทรก็ปรากฏแก่สายตา ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านเบียดเสียดกันหนาแน่น ขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสสีเงินวับแล่นลัดเลาะไปตามรางพาดผ่านตึกระฟ้าเหล่านั้นราวมังกรเหล็กขนาดยักษ์ ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยามเช้าปกคลุมด้วยไอแดดอ่อนๆ และละอองหมอกจางๆ มันคือภาพวิถีชีวิตของคนเมืองหลวงที่เปี่ยมไปด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน ความทะเยอทะยาน และ... 'ความลับ' ที่เธอจำต้องสวมหน้ากากปิดบังไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้
กิ๊ฟสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาวเพื่อระงับเสียงเต้นของหัวใจที่รัวกระหน่ำอยู่ในหน้าอก วันนี้คือวันเริ่มต้นชีวิตการทำงานในวัยยี่สิบสามปี หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตเข้ารูปสีครีมสะอาดตากับกระโปรงทรงสอบสีถ่านชาร์โคลผ่าหลังเล็กน้อย ขับเน้นส่วนโค้งเว้าของสะโพกผายและช่วงเอวคอดกิ่วอย่างชัดเจนตามธรรมชาติของสาวสะพรั่ง รองเท้าส้นสูงสีดำขลับส่งเสียงเคาะจังหวะเบาๆ บนพื้นกระเบื้องยางลายไม้ไวนิลเกรดพรีเมียม สอดรับกับความตื่นเต้นที่บีบรัดในหัวใจ ทุกย่างก้าวที่เดินตรงไปยังแผนกขายทำให้เธอรู้สึกประหม่า ไม่ใช่เพียงเพราะความกังวลในฐานะพนักงานน้องใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ แต่เป็นเพราะพื้นที่แห่งนี้คือที่ทำงานของ ‘เขา’...
‘พี่นนท์’
ชื่อของเขาทำให้ภาพใบหน้าคมคาย แววตาคมกริบแต่อบอุ่น และไหล่กว้างแข็งแกร่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความรู้สึกโหยหาที่แอบเก็บซ่อนไว้มานานหลายปีพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นนท์ไม่ใช่เพียงชายหนุ่มรูปงามที่กิ๊ฟแอบรักข้างเดียวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่สถานะปัจจุบันของเขาคือ 'พี่เขย' สามีของ 'เก๋' พี่สาวร่วมสายเลือดของเธอ และยิ่งไปกว่านั้น เขายังรั้งตำแหน่ง 'ผู้จัดการฝ่ายขาย' (Sales Manager) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงที่เธอต้องรายงานตัวด้วยในวันนี้
กฎเหล็กอันเด็ดขาดของบริษัทอสังหาริมทรัพย์และจัดจำหน่ายสินค้าระดับท็อปแห่งนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า 'ห้ามผู้ที่มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือคู่สมรสทำงานร่วมในทีมหรือแผนกเดียวกันโดยเด็ดขาด' เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเล่นพรรคเล่นพวก กฎระเบียบนี้ได้รับการบังคับใช้อย่างเข้มงวดและมีบทลงโทษสูงสุดคือการเลิกจ้างทันที นนท์ต่อสู้และฝ่าฟันอุปสรรคมากมายกว่าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหารในทีมขายนี้ได้สำเร็จ กิ๊ฟรู้ดีแก่ใจว่าเธอจะยอมให้ความจริงเปิดเผยจนทำให้หน้าที่การงานและอนาคตที่เขาเพียรสร้างมาต้องพังทลายลงไม่ได้เป็นอันขาด
"จำใส่หัวไว้เลยนะยัยกิ๊ฟ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป แกกับพี่นนท์คือคนแปลกหน้าอย่างเด็ดขาด ห้ามแสดงพิรุธ ห้ามโป๊ะแตกเด็ดขาด" กิ๊ฟกระซิบบอกตัวเองหน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำหญิงที่ติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์อัตโนมัติหรูหรา เธอจัดแต่งทรงผมและปัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะสูดหายใจลึกอีกครั้งแล้วเดินก้าวออกไปยังพื้นที่สำนักงานส่วนเปิด (Open-plan office) ของแผนกขาย
บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง พนักงานขายรุ่นพี่หลายคนสวมหูฟังไร้สายคอลเซ็นเตอร์ เจรจาต่อรองยอดสั่งซื้อกับดีเวลลอปเปอร์โครงการคอนโดหรูอย่างคล่องแคล่ว บางคนชี้แจงสเปกสินค้าหน้าจอแท็บเล็ต กิ๊ฟเดินไปรับการปฐมนิเทศสั้นๆ จากฝ่ายบุคคล รับแล็ปท็อปประจำตัวและบัตรพนักงานสีเงินเงางาม ก่อนจะถูกนำทางมายังโต๊ะทำงานประจำตำแหน่งของตนเอง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากห้องกระจกบานใหญ่ที่มีกรอบโลหะสีดำด้านเพียงไม่กี่เมตร บนแผงอะคริลิกข้างประตูห้องนั้นมีแผ่นป้ายอะลูมิเนียมระบุข้อความชัดเจน: 'Nont - Sales Manager'
กิ๊ฟอดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองเข้าไปในห้องทำงานกระจกนิรภัยนั้น นนท์นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งโมเดิร์น เขากำลังพิจารณาตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเคร่งเครียด ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มเกือบดำ ยกดัดแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นกล้ามแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมาตามแรงกดเกร็ง เนกไทถูกคลายออกเล็กน้อยดูหลวมๆ ท่วงท่าที่ทั้งดูดีและมีความดิบเถื่อนปะปนในมาดนักบริหารหนุ่มใหญ่วัยสามสิบเศษ ทำเอากิ๊ฟใจสั่นสะท้าน เธอเผลอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ความร้อนรุ่มที่ลึกซึ้งจู่โจมเข้ามาในช่องท้องน้อย ทุกครั้งที่เห็นความแกร่งและทรงเสน่ห์ของเขา ความรักและความปรารถนาที่ต้องปิดผนึกไว้ก็ทำท่าจะประทุออกมาจนแทบต้านทานไม่ไหว
"ทุกคน ขอเวลาสักสิบนาที ย้ายเข้าไปประชุมในห้องบอร์ดรูมด่วน ผมมีข้อมูลใหม่จะบรีฟ"
น้ำเสียงทุ้มลึก ทรงพลัง และเย็นชาดังขึ้นประหนึ่งคำสั่งศักดิ์สิทธิ์ นนท์ก้าวออกจากห้องทำงานกระจก พนักงานทุกคนในแผนกรีบหยุดงานตรงหน้า วางอุปกรณ์ และลุกขึ้นยืนขยับตัวทันที กิ๊ฟใจเต้นระรัว รีบหยิบสมุดบันทึกหนังแท้กับปากกาคู่กายเดินตามหลังเพื่อนร่วมงานเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ (Boardroom) ที่ตกแต่งด้วยโต๊ะประชุมกระจกนิรภัยสีดำขลับและแผงควบคุมระบบเสียงสัมผัสรอบห้อง
อุณหภูมิภายในบอร์ดรูมเย็นจัดจนกิ๊ฟรู้สึกขนลุกชันไปทั้งตัว นนท์ยืนสง่าอยู่ตรงหัวโต๊ะยาว แววตาของเขาเยือกเย็น เฉียบคม และนิ่งสนิทราวกับรูปสลักน้ำแข็ง ไม่มีเศษเสี้ยวของ 'พี่เขยผู้อ่อนโยนและแสนอบอุ่น' คนที่เคยช่วยเธอถือกระเป๋าหรือส่งยิ้มอ่อนโยนให้ที่บ้านเหลืออยู่เลย นนท์ปรายตาคมปลาบมองผ่านกิ๊ฟไปอย่างรวดเร็วราวกับมองพนักงานใหม่ไร้ชื่อเสียง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องประชุม
"วันนี้แผนกขายของเรามีพนักงานใหม่เข้ามาเสริมทีม" นนท์ใช้ฝ่ามือกว้างผายชี้มาทางเธอ "แนะนำตัวด้วยครับ"
กิ๊ฟลุกขึ้นยืนด้วยความประหม่าที่พยายามสะกดไว้ เธอพนมมือไหว้พนักงานรุ่นพี่รอบโต๊ะอย่างงดงาม นอบน้อมถ่อมตัวเป็นที่สุด "สวัสดีค่ะ ชื่อกิ๊ฟนะคะ เพิ่งจบการศึกษาใหม่ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับพี่ๆ ทุกคนค่ะ กิ๊ฟจะตั้งใจเรียนรู้งานอย่างเต็มที่ หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถตักเตือนและชี้แนะกิ๊ฟได้เต็มที่เลยค่ะ"
นนท์พยักหน้ารับอย่างแกนๆ ไร้รอยยิ้มต้อนรับ แววตาคู่นั้นยังคงนิ่งขรึมจนดูดุดัน "ที่นี่เราวัดผลงานกันที่ตัวเลขและยอดขาย แม้จะทำงานเป็นทีม แต่เป้าหมายของแต่ละพื้นที่คือความรับผิดชอบส่วนบุคคล คุณกิ๊ฟเรียนจบมาใหม่ ผมหวังว่าคุณจะปรับตัวและเรียนรู้ระบบงานขายระดับลักชัวรีให้เร็วที่สุด ภายในสิ้นเดือนนี้คุณต้องทำยอดปิดการขายคอนแทร็กต์โครงการแรกให้ได้ตามเกณฑ์บริษัท ไม่มีข้อยกเว้นหรือสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับเด็กใหม่ เข้าใจตรงกันนะครับ?"
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาดของนนท์ทำเอาบรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กิ๊ฟรู้สึกชาวูบที่ผิวแก้ม แม้จะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าการทำงานร่วมกันในคราบ 'คนแปลกหน้า' จะทำให้เขาต้องแสดงบทบาทผู้จัดการจอมโหดใส่เธอ แต่พอเจอกับความห่างเหินไร้ความปรานีจากสายตาคมกริบคู่นั้นตรงๆ เธอก็รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้น เพื่อนร่วมงานรอบข้างพากันเหลือบมองหน้ากันเงียบๆ บางคนลอบส่งสายตาเห็นใจมาให้เด็กใหม่ เพราะต่างรู้ดีว่าผู้จัดการนนท์ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวและเฮี้ยบอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะกดดันเด็กใหม่หนักกว่าปกติ กิ๊ฟสูดหายใจลึก ยืดอกตั้งตรงสบตากับดวงตาดุคู่ใต้คิ้วเข้มของเขาอย่างกล้าหาญ
"รับทราบค่ะผู้จัดการ กิ๊ฟจะทำงานอย่างเต็มความสามารถและพิสูจน์ตัวเองให้ได้ค่ะ" เธอตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่นไม่มีสั่นเครือ
นนท์กระตุกยิ้มมุมปากเพียงเสี้ยววินาทีจนแทบสังเกตไม่เห็น "ดีครับ หวังว่าจะทำได้อย่างที่พูด งั้นเรามาเริ่มบรีฟโครงสร้างยอดขายประจำเดือนนี้กันเลย..."
การบรีฟงานดำเนินไปอย่างเป็นระบบและฉับไว นนท์แจกแจงแผนงานเจาะตลาดลูกค้าระดับบนในส่วนภูมิภาคและเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ซึ่งเป็นทิศทางหลักที่บริษัทต้องการบุกเบิก กิ๊ฟเร่งมือจดรายละเอียดสเปกสินค้าและเงื่อนไขการจองโครงการอย่างตั้งใจ เธอแทบไม่ละสายตาจากท่วงท่าการอธิบายที่คล่องแคล่วเฉียบคมของชายหนุ่ม ทุกครั้งที่เขาขยับตัว ชี้แจงแผนภูมิบนหน้าจอดิจิทัลขนาดใหญ่ หรือยกมือขึ้นจัดเนกไท กิ๊ฟก็รับรู้ได้ถึงเสน่ห์ความเป็นผู้นำที่เปล่งประกายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม มันเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจที่ทำให้เธอรู้สึกหลงใหลจนยากจะถอนสายตา
หลังการประชุมอันตึงเครียดเสร็จสิ้น พนักงานทุกคนแยกย้ายกลับไปประจำการที่โต๊ะทำงานของตน กิ๊ฟเริ่มเปิดแล็ปท็อปเพื่อเข้าใช้งานระบบ ERP เพื่อศึกษารหัสสินค้า อัตราส่วนลด และฐานข้อมูลของกลุ่มสถาปนิกและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หน้าจอแสดงตารางตัวเลขและชื่อรหัสอุปกรณ์ควบคุมอัจฉริยะลักชัวรีละลานตาไปหมด หญิงสาวหัวหมุนกับความซับซ้อนของข้อมูล มือเรียวคลิกเมาส์กลับไปกลับมาด้วยความสับสนมึนตง
"คีย์รหัสตรงนั้นผิดแล้วครับ"
เสียงทุ้มต่ำปนดุแผ่วเบาดังขึ้นข้างใบหู กิ๊ฟสะดุ้งโหยง หัวใจกระตุกวาบเมื่อรู้สึกถึงรังสีความร้อนจากเรือนร่างสูงใหญ่ที่ขยับเข้ามายืนประชิดด้านหลังเก้าอี้ของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ นนท์วางฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งทาบลงกับขอบพนักพิงเก้าอี้ของเธอ ขณะที่มืออีกข้างทาบลงบนโต๊ะทำงานคอมพิวเตอร์ โน้มกายลงมาจนแผ่นอกกว้างแทบจะเบียดกับแผ่นหลังบาง ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดพวงแก้มและลำคอระหง กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อดังแนวไม้หอมผสมเครื่องเทศ (Woody-Spicy) ที่มีราคาแพงและมีระดับ ผสมผสานกับกลิ่นกายชายชาตรีของเขา ลอยมาแตะจมูกกิ๊ฟจนสมองของเธอขาวโพลนไปหมด หัวใจเต้นแรงโครมครามจนแทบก้องอยู่ในหู กระแสความร้อนระอุนี้ไม่ใช่แค่การสอนงาน แต่มันคือสัมผัสที่ปลุกเร้าอารมณ์เสน่หาของกิ๊ฟให้กระเจิดกระเจิง เธอเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อความใกล้ชิดปะทะเข้าเต็มเปากับประสาทรับรู้ สัมผัสอุ่นจากอกแกร่งที่แทบจะเบียดชิดกับแผ่นหลังบางสร้างรังสีความวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"รหัสรุ่นนี้นำเข้าจากยุโรป เป็นระบบควบคุมไฟส่องสว่างแบบสัมผัสระดับพรีเมียม ถ้าจะเสนอราคาโครงการคอนโดมิเนียม ต้องใช้รหัสหมวดสัญลักษณ์ VIP ไม่ใช่ตัวอักษรปกติ" นนท์พูดสอนงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้จุดพิรุธใดๆ สายตาจดจ้องไปที่จอมอนิเตอร์อย่างจริงจัง
กิ๊ฟกลืนน้ำลายเอื็อกใหญ่ พยายามรวบรวมสติที่หลุดลอยให้กลับคืนมา ความใกล้ชิดที่ถึงเนื้อถึงตัวโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอหน้าร้อนผ่าวและมือไม้สั่น "ค่ะ... กิ๊ฟขอโทษด้วยค่ะ พอดีจำสับสนนิดหน่อย"
"ตรงนี้ คลิกเปิดแถบเมนูดรอปดาวน์ลงมาสิครับ" นนท์เอื้อมมือหนาใหญ่มาทับลงบนมือเรียวของกิ๊ฟที่กุมเมาส์อยู่ สัมผัสอุ่นร้อนจัดจากฝ่ามือที่หยาบกร้านเล็กน้อยตามประสาผู้ชายทำเอากิ๊ฟสะท้านเยือกไปทั้งตัว กระแสความร้อนสายหนึ่งแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นไปตามท่อนแขนและซึมลึกเข้าสู่หัวใจจนตัวสั่นระริก เธอเกร็งแผ่นหลังตรงจนเนื้อแนบชิดกับอกกว้างของเขา ลมหายใจร้อนระอุของนนท์ปัดเป่าอยู่ที่ไรผมอ่อนบริเวณซอกคอขาวละมุน สร้างความหวาบหวามซ่านสยิวจนเธอแทบจะหลุดเสียงครางแผ่วออกมาในลำคอ
ในเสี้ยวนาทีที่พนักงานคนอื่นหันหลังไปหยิบเอกสารที่เครื่องพิมพ์หรือลุกไปที่แพนทรีชงเครื่องดื่ม นนท์ได้แอบผละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของกิ๊ฟที่สั่นระริก สายตาเย็นชาแบบผู้จัดการออฟฟิศมลายหายไปสิ้นเชิง เหลือเพียงแววตาหิวกระหาย ร้อนรุ่ม และเปี่ยมด้วยเสน่หาที่ซุกซ่อนอยู่ กิ๊ฟช้อนสายตามองตอบ ความรู้สึกรักและปรารถนาในตัวพี่เขยที่เอ่อล้นสบประสานเข้ากับความโหยหาในส่วนลึกของเขาอย่างจัง นนท์แอบใช้นิ้วโป้งอุ่นสากลูบไล้หลังมือเรียวของกิ๊ฟเบาๆ บนเมาส์อย่างแผ่วเบาแต่เน้นย้ำความรู้สึกวาบหวาม ก่อนที่เขาจะรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติเมื่อมีพนักงานคนอื่นเดินผ่านมาพอดี
"ลองทำใหม่ดู ถ้าติดขัดตรงไหนให้ปรึกษาพี่แอนนาได้" นนท์แปรเปลี่ยนน้ำเสียงกลับมาเป็นมาดนิ่งดุดันดั่งเดิมทันควัน เขาใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะทำงานสองทีเสียงดังเพื่อกระตุ้นเตือนให้เธอมีสมาธิ ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินอย่างมั่นคงกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัวไป
กิ๊ฟลอบระบายลมหายใจยาวเหยียดออกทางปาก มือบางยกขึ้นลูบหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมชื้นอยู่ตามไรผมและฝ่ามือ ทั้งตื่นเต้น หวาดเสียว และปั่นป่วนในหัวใจจนยากจะสงบอารมณ์ได้ การต้องสวมหน้ากากแกล้งทำเป็นห่างเหินและไม่รู้จักชายคนรักในที่ทำงานมันช่างเป็นเรื่องบีบคั้นอารมณ์และกระตุ้นเร้าความตื่นเต้นได้อย่างร้ายกาจ เธอรู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องสร้างระยะห่างเพื่อความปลอดภัยของหน้าที่การงานของทั้งคู่ แต่กระแสความโหยหาและความผูกพันเสน่หาที่แสดงออกผ่านสัมผัสลับๆ ใต้โต๊ะทำงานนี้ต่างหาก ที่กำลังแผดเผาให้กิ๊ฟจมดิ่งลงสู่ความรักอันต้องห้ามนี้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก
เวลาหมุนเวียนผ่านไปจนถึงเวลาเลิกงาน ท้องฟ้าภายนอกกระจกใสยักษ์เปลี่ยนเป็นสีส้มแดงอมชมพู แสงแดดอัสดงสะท้อนจับตัวตึกระฟ้ารอบย่านธุรกิจเกิดเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามตระการตา พนักงานหลายคนเริ่มปิดคอมพิวเตอร์ จัดโต๊ะทำงาน และเตรียมตัวทยอยเดินทางกลับบ้าน กิ๊ฟจัดเก็บเอกสารเสนอราคาเข้าแฟ้มและเก็บสัมภาระใส่กระเป๋าถือแบรนด์หรูของเธอ แม้จะรู้สึกเพลียร่างจากการเรียนรู้งานในวันแรก แต่เธอก็ลอบถอนใจด้วยความโล่งอกที่ผ่านวิกฤตวันแรกไปได้ด้วยดีโดยไม่มีพิรุธหลุดรอดไปถึงหูของฝ่ายบุคคล
กิ๊ฟเดินออกมารอลิฟต์แก้วบริเวณโถงทางเดินส่วนกลาง ลิฟต์แก้วนิรภัยบานใหญ่สามารถมองเห็นมุมมองพาโนรามาของกรุงเทพมหานครที่กำลังประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีสันจากท้องถนนและตึกสูง ประตูลิฟต์เปิดออกเสียงดังสัญญาณเตือน กิ๊ฟก้าวเดินเข้าไปด้านใน และต้องสะดุ้งชะงักงันเมื่อสังเกตเห็นว่านนท์ยืนเด่นอยู่ภายในลิฟต์ก่อนหน้าแล้ว ร่วมกับพนักงานจากฝ่ายการเงินอีกสองสามคน
"สวัสดีค่ะผู้จัดการนนท์" พนักงานสาวแผนกการเงินเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
นนท์เพียงแค่พยักหน้ารับสั้นๆ สีหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก เขายืนตัวตรงสง่า มือทั้งสองล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงสแล็กสีดำขลับ สายตามองตรงออกไปนอกลิฟต์แก้วจับจ้องแสงสีของเมืองหลวง กิ๊ฟสาวเท้าก้าวไปยืนตรงมุมด้านในสุดของลิฟต์ พยายามรักษาระยะห่างในฐานะลูกน้องกับหัวหน้างานอย่างเคร่งครัด บรรยากาศภายในห้องโดยสารลิฟต์เงียบสงัด มีเพียงเสียงกระหึ่มแผ่วเบาของสายพานลิฟต์ที่เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่างอย่างรวดเร็ว
แม้ไม่มีถ้อยคำพูดจาใดๆ หลุดออกจากปากของคนทั้งสอง แต่กิ๊ฟสัมผัสได้ถึงกระแสความตึงเครียดและความหวั่นไหวที่เหนี่ยวนำอยู่รอบตัวจนน่าอึดอัด เธอแอบชำเลืองมองเสี้ยวใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาสมบูรณ์แบบของนนท์ สันกรามหนาคม จมูกโด่งเป็นสันตรง และริมฝีปากหยักลึก เขาช่างสวมใส่หน้ากากของชายผู้เคร่งขรึมและเย็นชาได้อย่างแนบเนียนสมบทบาทเหลือเกิน แต่กระนั้น แววตาที่สะท้อนผ่านกระจกเงาด้านข้างลิฟต์ก็ทำให้กิ๊ฟรับรู้ได้ว่าเขาก็กำลังเก็บงำความอึดอัดและความปรารถนาอันรุนแรงที่ไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด
เมื่อลิฟต์หยุดนิ่งที่ชั้น G ประตูลิฟต์เปิดออก ทุกคนต่างกล่าวลาและแยกย้ายกันเดินทางกลับ กิ๊ฟเดินก้าวออกไปหยุดอยู่หน้าตึกสำนักงานสูงตระหง่าน สายลมร้อนยามเย็นของกรุงเทพฯ พัดมาปะทะผิวหน้าจนผมยาวสลวยปลิวไสว หญิงสาวหยุดเท้าและเพ่งมองไปยังรถยนต์ยุโรปสีดำคันหรูของนนท์ที่ค่อยๆ ขับเคลื่อนอย่างสง่างามออกจากลานจอดรถ มุ่งหน้าสู่ถนนสาทรเพื่อฝ่าการจราจรอันหนาแน่นกลับไป... กลับไปหา 'เก๋' พี่สาวแท้ๆ ของเธอที่บ้านพัก
ความปวดหนึบแสนทรมานแล่นริ้วเข้าจู่โจมขั้วหัวใจของกิ๊ฟทันที เธอระบายลมหายใจยาวปนเสียดแทงในอก ตระหนักรู้ดีถึงสถานะที่แท้จริงของตัวเอง สายตาของกิ๊ฟยังคงทอดมองตามท้ายรถยุโรปคันหรูของนนท์ที่ค่อยๆ เลี้ยวกลืนหายไปกับกระแสรถยนต์บนถนนสาทร รถคันนั้นกำลังแล่นตรงกลับไปยังบ้าน... บ้านที่มี ‘เก๋’ พี่สาวแท้ๆ ของเธอนอนรอเขาอยู่ ความตระหนักรู้ในความจริงข้อนี้เหมือนใบมีดคมกริบที่กรีดลงบนหัวใจจนปวดหนึบ เธอรักพี่เขยคนนี้ รักเขาหมดหัวใจมานานแสนนาน ตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนที่เขาจะตกลงเข้าพิธีวิวาห์กับพี่สาวของเธอเสียอีก แต่โชคชะตาและจริยธรรมกลับขีดเส้นใต้หนาเตือนสติให้เธออยู่ในจุดที่ไม่สามารถแสดงออกได้ การได้มาใกล้ชิด ได้สัมผัสกลิ่นอาย และได้อยู่ภายใต้สายตาของเขาในที่ทำงานทุกวันแบบนี้ แม้มันจะเป็นความสุขล้นพ้นที่ได้อยู่ใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่แผดเผาจิตใจของเธอทีละน้อย
'หน้ากากออฟฟิศ' ที่เธอจำต้องสวมใส่ครอบหัวใจไว้นี้ช่างหนักอึ้งและตึงเครียดเหลือเกิน แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องอดทนและรักษามันไว้ให้มิดชิดที่สุด เพราะในอีกไม่ช้า... แผนกขายของเธอจะมีกำหนดเดินทางไกลไปเจรจางานโครงการใหญ่อยู่ต่างจังหวัดร่วมกัน การเดินทางร่วมทริปครั้งหน้านี้ อาจเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้หน้ากากอันอึดอัดพังทลายลง และปล่อยให้ความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน... ได้รับการปลดปล่อยออกมาบ้างไม่มากก็น้อย
กิ๊ฟกระชับสายกระเป๋าถือแน่น ก้าวเท้าเดินตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ทว่าลึกๆ ลงไปกลับสั่นไหวด้วยความปรารถนาและโหยหาในตัวพี่เขยอย่างมิอาจห้ามใจ...