บทที่ 5 ขอบคุณกรรมพันธุ์ของเขา (รีไรต์)
ตอนที่ถงเสี่ยวอวี้ปรากฏตัว อวิ๋นซานก็เผลอใจลอยไปชั่วขณะ ชีวิตที่แล้วของเธอ อวิ๋นซานกลับมาที่เมืองเฟิงหลังจากนั้นหกปี ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ครอบครัวของลุงแย่งบ้านหลังใหญ่พร้อมกับงานไป แม้ว่าในภายหลังพวกเขาจะทำผิดจนถูกไล่ออกและติดคุกแต่ครอบครัวของเธอก็แตกสลายไปแล้ว
จากนั้นเธอได้ยินว่ามีแม่พาช่านช่านไปที่เมืองหลวง เธอจึงตามหาพวกเขาและได้พบกับถงเสี่ยวอวี้
ถงเสี่ยวอวี้ในอีกหกปีไม่ได้ดูเรียบง่ายเหมือนตอนนี้แล้ว เธอแต่งตัวสวยสง่าราวกับภรรยาข้าราชการ
“ซานซาน ไม่ใช่ว่าเธอจะไปเมืองเอสหรอ? ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะ?” ถงเสี่ยวอวี้พูดพลางเดินเข้ามาใกล้ เห็นอวิ๋นซานกำลังทำอาหารก็ใเล็กน้อย “ซานซานนี่เป็ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอทำอาหาร”
ทั้งสองคนโตมาด้วยกัน ในบรรดาเด็กผู้หญิง อวิ๋นซานเป็คนที่น่าอิจฉาที่สุดเพราะเป็ลูกสาวคนเดียว ไม่ต้องทำอาหาร ไม่ต้องเลี้ยงน้อง ไปโรงเรียนก็มีพ่อขี่จักรยานไปส่ง ในกระเป๋าก็มีเงินที่แม่ให้
อวิ๋นซานยิ้ม “เธอมาได้ไง เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันกลับมา? ฉันเพิ่งกลับมาได้ไม่นานเอง”
ถงเสี่ยวอวี้เอื้อมมือไปปัดผมข้างใบหู สีหน้าดูเป็ธรรมชาติ “เลิกเรียนแล้วกะว่าจะไปยืมหนังสือที่ร้านหนังสือซินหัว พอดีมันไม่ไกลจากบ้านเธอนักเลยแวะมาดูหน่อย ไม่คิดว่าจะได้ยินคนในบ้านพักพูดว่าเธอกลับมาแล้ว”
พูดจบก็หยุดเล็กน้อย แล้วถามอย่างระมัดระวัง “ซานซาน พวกเขาพูดว่าเธอเกือบถูกกลุ่มค้ามนุษย์จับตัวไป นี่เื่จริงหรือเปล่า?”
อวิ๋นซานถอนหายใจ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น”
สีหน้าอวิ๋นซานไม่ดีทันที เหมือนไม่อยากหวนคิดถึงเื่ราวในอดีต
ถงเสี่ยวอวี้รีบปลอบเธอ “อย่าไปคิดถึงมันเลย กลับมาได้ก็ดีแล้ว”
อวิ๋นซานพยักหน้าแล้วพลิกแผ่นแป้งที่กำลังทอดบนกระทะ
“เสี่ยวอวี้ ฟ้าก็มืดแล้ว เธอรีบกลับบ้านเถอะ ฉันไม่เป็ไรแล้ว”
ถงเสี่ยวอวี้ชะงัก เธอรู้สึกว่าเพื่อนสนิทดูเปลี่ยนไป ปกติแล้วเธอจะต้องชวนกินข้าวเย็นด้วยกันเสมอ หรือว่าจะเป็เพราะเื่ที่ถูกหลอกลวง ทำให้อารมณ์ไม่ดีหรือเปล่า?
“ก็ได้ งั้นฉันกลับก่อนนะ ว่าง ๆ จะแวะมาหาใหม่”
อวิ๋นซานพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ จ้องมองแผ่นแป้งในกระทะไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
ถงเสี่ยวอวี้กำลังจะหันหลังกลับ แต่จู่ ๆ เธอก็หันกลับมาอีกครั้ง “จริงสิซานซาน ฉันมีเื่หนึ่งจะบอก”
อวิ๋นชานคีบแผ่นแป้งที่สุกแล้วออกมาจากกระทะ แล้วเติมน้ำลงในหม้อเตรียมจะทำบะหมี่ต่อ
“เื่อะไรเหรอ?”
ถงเสี่ยวอวี้เบาเสียงลง “หลี่เว่ยเหอปฏิเสธหวงิ่ไป เขาพูดกันว่าเป็เพราะเธอ”
อวิ๋นซานฟังแล้วรู้สึกแปลกใจ “ทำไมเป็เพราะฉันล่ะ?”
ถงเสี่ยวอวี้พูดอย่างจนใจ “เธอก็รู้นี่นาว่าหลี่เว่ยเหอชอบเธอมาตลอด”
หลี่เว่ยเหอและหวงิ่ ล้วนเป็เพื่อนมัธยมปลายของพวกเธอ อยู่ห้องเดียวกัน ความสัมพันธ์ก็ค่อนข้างดี เพียงแต่ตอนนั้นโรงเรียนมีกฏเคร่งครัด ใครจะกล้ามีความรักกัน แม้ว่าจะมีก็คงเก็บไว้ในใจไม่มีใครรู้
ไม่กี่ปีก่อน เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ไปทำงานที่ชนบท หวงิ่ที่ทำงานแล้วก็ลาออก ยอมตามหลี่เว่ยเหอไปทำงานที่ชนบท หลายปีผ่านไปในที่สุดก็ได้กลับมาในเมือง ทุกคนคิดว่าพวกเขาคงจะแต่งงานกันแล้ว ใครจะไปคิดว่าแม้แต่คู่รักธรรมดาก็ยังไม่ได้เป็
ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ดันมาโทษว่าเป็เพราะเธอที่ทำให้พวกเขาไม่ได้เป็คู่รักกัน
“ฉันไม่รู้เื่หรอก เสี่ยวอวี้เธออย่าพูดมั่วสิ”
ถงเสี่ยวอวี้ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ก็เห็นพานหงเสียอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยออกมาพอดี เธอจึงหยุดพูดและทักทายพานหงเสีย “คุณน้า” จากนั้นก็มองไปที่ช่านช่านลูกสาวของอวิ๋นซาน ตอนนี้เธอมีอายุแค่ 6 เดือน แต่ดูบอบบางและน่ารักกว่าเด็กคนอื่น ๆ “ช่านช่านยิ่งโตยิ่งเหมือนซานซานเลยนะคะ”
อวิ๋นซานเผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง ลูกสาวที่เธอคลอดออกมาจะไม่ให้เหมือนเธอก็จะให้เหมือนใครล่ะ
แต่พานหงเสียกลับพูดว่า “เหมือนทั้งพ่อทั้งแม่นั่นแหละ”
ถงเสี่ยวอวี้ถามขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ “พ่อของช่านช่านเขียนจดหมายกลับมาบ้างไหมคะ?”
สีหน้าพานหงเสียมองคล้ำเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “เขางานยุ่งน่ะ”
อวิ๋นซานไม่สนใจในหัวข้อสนทนานี้แม้แต่น้อย “แม่คะ เรากินข้าวกันเถอะค่ะ เสี่ยวอวี้รีบกลับบ้านนะ”
ถงเสี่ยวอวี้หน้าเสียเล็กน้อยแต่ก็กลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว “งั้นคุณน้ากับซานซานกินข้าวเถอะค่ะ หนูกลับก่อนนะคะ”
แต่ทว่าพานหงเสียยังคงรั้งเธอไว้เล็กน้อย “เสี่ยวอวี้ ทานข้าวที่นี่ก่อนสิ”
“ไม่เป็ไรค่ะ นี่ก็มืดแล้ว เดี๋ยวเดินทางลำบาก”
หลังจากที่ถงเสี่ยวอวี้จากไป พานหงเซี่ยก็ถามอวิ๋นซานว่า “ทำไมไม่ให้เธอกินข้าวเย็นก่อนค่อยไปล่ะ?”
“แม่ไม่ได้ยินที่เธอพูดเหรอคะ เธอบอกว่าต้องรีบกลับ” อวิ๋นซานพูดขณะยกชามบะหมี่ออกมา
พานหงเสียค่อนข้างคิดมาก เธอถามอวิ๋นซานอย่างระมัดระวัง “ไม่พอใจที่เขาพูดถึงสุยอันหรือเปล่า?”
อวิ๋นซานส่ายหน้าบอกว่าไม่ใช่
แต่พานหงเสียกลับทำท่าทางจะไม่ค่อยเชื่อ
อวิ๋นซานได้แต่ถอนหายใจ เธอไม่ได้ไม่พอใจจริง ๆ
ชาติที่แล้วเธอเคืองเขามาก เพราะหลังจากแต่งงานวันเดียว เขาก็ถูกเรียกตัวกลับหน่วยงาน ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลยจนกระทั่งเธอคลอดลูก ถึงแม้ว่าการแต่งงานของทั้งคู่จะมีหลายปัจจัยให้มาเกี่ยวข้อง แต่เธอก็ไม่ได้ชอบเขาอะไรมากมาย แต่พอคิดว่าช่านช่านมีแต่แม่ ไม่มีพ่อ เธอก็รู้สึกไม่ยุติธรรมแทนลูก
แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด กลับกันเธอยังต้องขอบคุณเขา เพราะกรรมพันธุ์ของเขาดีมากจริง ๆ ช่านช่านโตมาอย่างน่ารัก แขนขายาว แข็งแรงและฉลาดมากกว่าเธอตอนเด็ก ๆ เสียอีก
ตอนนี้เธอมีพ่อแม่ มีลูก มีมือมีเท้า มีงานทำ มีอิสระเพียงแค่นี้ก็ดีมากแล้ว
พานหงเสียเปลี่ยนเื่คุย เธอชมว่าบะหมี่และแป้งทอดที่อวิ๋นซานทำอร่อย
อวิ๋นโหย่วฝูกินไปถึงสามชามใหญ่ก็เอาแต่พูดว่าอร่อย ยังชมว่าเธอฉลาด ดูครั้งเดียวก็ทำเป็แล้วยังทำออกมาได้อร่อยขนาดนี้
ชมกันเกินไปแล้ว…
มันอร่อยมากขนาดนั้นเชียวเหรอ? รสชาติเทียบกับร้านอาหารข้างนอกยังไม่ได้เลย อวิ๋นซานรู้ดีว่าทั้งหมดนี้คือความปลื้มใจของพ่อแม่เพราะเมื่อก่อนเธอก็ไม่ได้ทำอาหารบ่อย ๆ สักหน่อย ขนาดต้มไข่ยังต้มให้สุกไม่ได้เลย
เื่ราวพวกนี้มันเกิดจากความโหดร้ายของสังคมทั้งนั้น ชาติที่แล้วเธอหนีรอดจากเงื้อมมือของหลี่เหมยกับสวีต๋า แล้วบังเอิญไปขึ้นเรือเถื่อนเพื่อจะไปกั่งเฉิง*[1] แต่ใกล้จะถึงกั่งเฉิงเธอก็ถูกพวก ‘นายหน้าค้าแรงงาน’ จับได้ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าโดยสารเธอจึงถูกโยนลงทะเลแต่โชคดีที่ไม่ตาย และเธอก็โดนคลื่นซัดเข้าฝั่ง
เธอไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีเงิน แถมยังความจำเสื่อมไปบางส่วน เธอต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หางานทำสารพัด ทั้งเป็พนักงานเสิร์ฟ เป็คนทำแป้งทอด ขายหนังสือพิมพ์ ขายตั๋วหนัง งานอะไรที่ทำได้และได้เงิน เธอทำหมด เพื่อความอยู่รอดแม้กระทั่งทำกับข้าวกินเอง ปลูกผักกินเอง เื่ยาก ๆ เธอก็ทำมาหมดแล้ว
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จอวิ๋นโหย่วฝูก็กำชับอวิ๋นซานว่าพรุ่งนี้อย่าลืมไปทำงาน
ห่างหายไปตั้งหกปี อวิ๋นซานไม่มั่นใจเลยว่าจะยังทำงานได้เหมือนเดิมหรือเปล่า
สี่ปีก่อนภาครัฐได้ระดมพลคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ไปทำงานในชนบท
อวิ๋นโหย่วฝูกับพานหงเสียไม่อยากให้เธอไปลำบากจึงให้เธอไปทำงานแทนพานหงเสียที่โรงงานเหมืองถ่านหิน
เนื่องจากเธอเป็คนวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้ ทางโรงงานจึงเปลี่ยนตำแหน่งงานให้ เดิมทีพานหงเสียทำงานคัดแยกถ่านหิน เมื่ออวิ๋นซานมาแทน ก็ได้ย้ายไปทำงานฝ่ายงานสนับสนุน ส่วนใหญ่จะรับผิดชอบเื่การลงทะเบียนและแจกจ่ายเสื้อผ้าของคนงาน งานอื่น ๆ ก็มีจิปาถะเช่น วิ่งเอกสาร เขียนกระดานข่าว ยกเสื้อผ้า เงินเดือนไม่มาก หักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือติดมือแค่ 48 หยวน
ตอนนี้อวิ๋นโหย่วฝูได้รับาเ็ ไม่สามารถไปทำงานได้ แม้ว่าจะหายดีแล้วแต่อวิ๋นซานก็ไม่อยากให้เขากลับไปทำงานนั้นอีกเพราะทั้งเหนื่อยทั้งอันตราย ตอนนี้ภาระในการหาเลี้ยงครอบครัวจึงตกอยู่ที่เธอ แม้ว่างานที่โรงงานจะไม่ใช่งานในฝัน แต่เธอก็ต้องไปทำงานให้เสร็จ
เช้าวันรุ่งขึ้นเพิ่งจะทำอาหารเช้าเสร็จ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เป็อวิ๋นอ้ายจวินมา เขาบอกว่าจะพาอารองไปหาหมอที่โรงพยาบาล
[1] กั่งเฉิง (港城) คือ เมืองท่า ซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์และลักษณะเด่นของ ‘ฮ่องกง’