บทที่ 2
เทียนฟางตอบสั้นๆ ก่อนจะหยิบเนื้อย่างขึ้นมากินอย่างสบายใจจนทำให้คนอื่นๆที่แอบดูอยู่ถึงกับลอบนับถือเด็กน้อยผู้นี้อยู่ในใจ
“เ้าเด็กเมื่อวานซืน! กล้าปฏิเสธคำสั่งของนายน้อยเหยียนอย่างงั้นเหรอ เด็กอย่างเ้าหากไม่ถูกทุบตีสักครั้งสองครั้งคงไม่จะไม่หายโง่งมสินะ”
“ชาติพยัคฆามันย่อมล่าเหยื่อด้วยตัวมันเอง ส่วนที่คอยแย่งชิงของผู้คน มันก็เป็ได้แค่สุนัข!”
เทียนฟางพูดขึ้นโดยที่ไม่ได้คิดจะหันมามองด้วยซ้ำท่าทีที่ทำราวกับชายวัยกลางคนเป็อากาศธาตุนั้นทำให้มันรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมากมันเงื้อค้อนเหล็กในมือขึ้นก่อนที่จะหวดฟาดเข้าใส่เด็กน้อยอย่างเทียนฟางโดยไม่ปราณี
“ตายเสียตรงนี้ซะ!!”
เสียงค้อนแหวกอากาศดังหวีดหวิวแม้อันตรายจะเข้ามาประชิดตัวแต่เทียนฟางนั้นหาได้หวั่นเกรงสิ่งใดมันยังคงเคี้ยวเนื้ออสูรในมืออยู่ตุ้ยๆ ในขณะที่ค้อนเหล็กกำลังจะฟาดลงมาอยู่นั่นเองเทียนฟางเพียงหันไปมองชั่วครู่ ทั่วร่างแพร่รังสีฆ่าฟันออกมาในชั่วพริบตาก่อนที่จะดึงมันกลับเข้าไปในร่างเช่นเดิมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับผู้อื่นบรรยากาศที่จู่ๆก็เย็นเฉียบขึ้นมาจับขั้วหัวใจ หลายคนเหงื่อแตกพลั้กโดยไม่รู้ตัวบางคนถึงกับร่างแข็งทื่อไปเสียอย่างนั้นรวมไปถึงชายร่างกำยำผู้กำลังเงื้อค้อนหวังฟาดเทียนฟางให้ตกตายด้วยความโกรธา
ขณะนั้นเองที่จู่ๆข้างกายของชายถือค้อนพลันปรากฏร่างของชายชราในชุดพ่อบ้านคนหนึ่งความเร็วของท่าร่างนั้นถึงกับทำให้เทียนฟางต้องหันกลับมามองด้วยความสนใจ ฝ่ายชายชรารีบคว้าคอของชายถือค้อนก่อนที่จะกดหัวของมันลงในท่าโค้งคำนับไปทางเทียนฟางก่อนที่เสียงราบเรียบจะถูกเอ่ยออกมาจากปากชายชราผู้มีใบหน้าเรียบเฉย
“ต้องขออภัย...สังหารดีหรือไม่”ชายชราโค้งคำนับตามมารยาทไปหนหนึ่งหลังพูดจบ เทียนฟางที่ได้ยินก็พลันส่ายหัวเขาตอบกลับด้วยท่าทีที่ไม่ได้ใส่ใจสิ่งใดมากว่า
“ก็แค่เื่เข้าใจผิดเท่านั้นผู้าุโ...แค่หวังว่าจะไม่มีหนที่สอง”
“ขอบคุณ...เราผู้เฒ่าขอลา”เพียงวาจาสิ้นลง ร่างของชายชราและชายถือค้อนก็หายไปในทันทีหลงเหลือไว้เพียงสายลมวูบหนึ่งเท่านั้นเทียนฟางยิ้มก่อนที่จะอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ ตัวเขาตอนนี้แม้มีพลังลมปราณอยู่ในขั้นครึ่งก้าวจิติญญาปฐีก็จริงแต่ถ้าเป็เื่วิชาแล้วล่ะก็ตัวเขายามนี้ยิ่งกว่ายาจกนัก นึกแล้วก็น่าเสียดายที่เมื่อครั้งอยู่สมาคมการค้าอัสนีไม่ยอมรีดไถเซียวซูมาสักหลายวิชาไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมานั่งอิจฉาผู้อื่นอยู่อย่างนี้
เทียนฟางคิดทบทวนว่าตอนนี้ตัวเขามีวิชาใดบ้างผ่านไปชั่วครู่จึงพานพบว่าตอนนี้ตนเองมีวิชาฝีมือน้อยนัก หนึ่งคือวิชาการบ่มเพาะลมปราณอย่างเคล็ดวิชาโลหิตสังหารและเพลงกระบี่โลหิตสังหารเพลงกระบี่เมฆาขาวท่าเท้าเมฆาล่อง ทั้งวิชาอย่างเคล็ดวิชาโลหิตสังหารและเพลงกระบี่โลหิตสังหารกลับมิอาจใช้ได้เป็การเปิดเผยแม้เซียวซูจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่หลังจากศึกที่ปะทะกับสำนักบัวหิมะกลับทำให้กองกำลังใหญ่ๆเริ่มระแคะระคายบ้างแล้วเทียนฟางจึงไม่คิดจะนำมาใช้อีกหากไม่จวนตัวจริงๆ
ตอนนี้จึงมีเพียงเพลงกระบี่เมฆาขาวที่พอใช้การได้แต่วิชานี้พูดไปก็แปลกแม้เป็วิชาเดียวกันแต่แท้จริงเป็เพียงท่ากระบี่พื้นฐานสุดธรรมดา อย่างการตวัดฟัน แทง หาได้มีกระบวนท่าหรือสิ่งใดที่พิสดาร เดิมทีเทียนฟางคิดละทิ้งมันไปแล้วจนเห็นว่าครั้งหนึ่งเยี่ยซุนกลับดัดแปลงวิชานี้จนเกิดเป็ท่าเฉพาะตัว เขาจึงเข้าใจในที่สุดว่าวิชานี้คือการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวให้กับเพลงกระบี่ มิใช่การนำเพลงกระบี่มาใช้ดังนั้นหากมีผู้ฝึกเพลงกระบี่เมฆาขาวสิบคน มันย่อมแตกต่างกันสิบแบบ หากฝึกพันคนก็ย่อมเปลี่ยนแปลงพันทาง โดยอาศัยพื้นฐานกระบี่ไม่กี่ท่า
ว่าแล้วเทียนฟางก็หยิบไม้เสียบเนื้อย่างในมือมากวัดแกว่งดูก่อนจะพานพบความพิสดารมากมายในกระบวนท่าธรรมดาเหล่านี้โดยไม่รู้ตัวเขาจ่อมจมลงสู่ห้วงสำนึกรู้ท่ามกลางแสงดาวยามราตรีและเส้นแสงแห่งกองไฟ