“บอสมีงานให้พวกเราทำ”
ทันทีที่ก้าวเข้ามาใน head office ของซันไชน์กรุ๊ปพชรก็เปิดประเด็นสั่งงานกับผู้ช่วยของเขาทันที
เพชร หนุ่มหล่อหน้าใส หัวหน้าทีมสืบข้อมูลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ส่วน พลอย ฝาแฝดของเพชร หญิงสาวหน้าคม ถนัดเื่แฮกข้อมูลในอินเตอร์เน็ต โลกออนไลน์ และระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
“บอสให้เราไปสืบเื่ของคุณปรางรัศมีเพิ่มเติม” พชรเกริ่น
“คุณปรางรัศมี ว่าที่เ้าสาวของบอส?” เพชรเอ่ยถาม
“ใช่” พชรตอบ
“เอาจริงๆนะ ฉันว่าคุณปรางรัศมีไม่คู่ควรกับบอสเลย เธอไม่มีอะไรเหมาะสมกับบอสเลยสักนิด บอสของเราเป็ถึง CEO ของซันไชน์กรุ๊ป หล่อ ดูดี เก่ง รวย เพอร์เฟกต์ไปหมดทุกอย่าง แต่คุณปรางรัศมีเธอเป็แค่ลูกหนี้ที่ถูกส่งมาขัดดอกก็เท่านั้น เรียนจบแค่ ม.3 ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ไม่มีความสามารถ ไม่สามารถช่วยงานอะไรบอสได้เลยสักอย่าง เธอเป็เหมือนตัวถ่วงของบอสซะมากกว่า” พลอยพูดอย่างไม่ชอบใจ
“แล้วต้องใครถึงจะเหมาะกับบอสล่ะ เธอเหรอ” เพชรอดไม่ได้ที่จะแซะน้องสาวฝาแฝดของตนด้วยความหมั่นไส้
“ฉันไม่กล้าหวังสูงขนาดนั้นหรอกย่ะ ฉันแค่บอกว่าคุณปรางรัศมีเธอไม่คู่ควรกับบอส ไม่ได้บอกว่าตัวเองคู่ควรซะหน่อย” เธอตอบอย่างเคืองๆพี่ชายฝาแฝด
“แต่คนที่ฉันคิดว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนที่เหมาะจะเป็เ้าสาวของบอสก็คือคุณมะปราง ดีไซน์เนอร์ชื่อดังเ้าของห้องเสื้อ MAPA ผู้หญิงที่ทั้งสวย และเก่ง ได้ชื่อว่าเป็ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศ ต้องผู้หญิงแบบนี้สิถึงจะคู่ควรกับบอสของเรา” เธอพูดอย่างชื่นชมหญิงสาวที่เปรียบเสมือนไอดอลของตัวเอง
“ก็เื่นี้แหละที่บอสจะให้พวกเราสืบ” พชรซึ่งนั่งเงียบทนฟังเพื่อนร่วมงานนินทาเ้านายอยู่นานพูดขัดขึ้น และคำพูดของเขาก็เรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้เป็อย่างดี
พชรวางรูปของใครบางคนไว้บนโต๊ะต่อหน้าพี่น้องฝาแฝดทั้งคู่
“พวกนายดูรูปนี้ แล้วตอบฉันมาว่าผู้หญิงในรูปคือใคร” พชรพูด
สองพี่น้องฝาแฝดชะโงกหน้ามามองรูปพร้อมกัน ก่อนที่พวกเขาจะตอบเป็เสียงเดียวกัน
“คุณมะปราง” ทั้งสองตอบประสานเสียงอย่างไม่ได้นัดหมาย
“คุณมะปรางไง” พลอยพูดย้ำอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่ออย่างไม่ได้คิดอะไร “แต่เธอแต่งตัวลุคนี้ก็สวยเหมือนกันนะ ดูหวาน หรู เหมือนเ้าหญิงเลย” เธอพูดถึงไอดอลของตนอย่างชื่นชม
“นี่ไม่ใช่คุณมะปราง”
คำพูดของหัวหน้าทีมทำให้ผู้ช่วยทั้งสองคนคิ้วขมวดด้วยความงุนงง ในเมื่อก็เห็นอยู่ว่าคนในรูปคือคุณมะปราง ดีไซน์เนอร์สาวชื่อดัง
“นี่คือคุณปรางรัศมีหลังจากที่เธอแต่งหน้าแต่งตัวใหม่แล้ว” พชรพูดเสริม
“จริงเหรอ” ลูกทีมทั้งสองทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อในคำพูดของเขา
พชรจึงหยิบรูปอีก 2 ใบที่เขามีขึ้นมาวางบนโต๊ะ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจนยิ่งขึ้น
“นี่คือรูปคุณมะปรางตอนที่ออกงานต่างๆ” เขาพูดพร้อมกับวางรูปของหญิงสาวที่สวมชุดเดรสรัดรูปสีดำดูหรูหรามีระดับลงบนโต๊ะ
“ส่วนนี่ก็คือรูปของคุณปรางรัศมีตอนที่ยังไม่ได้แต่งหน้า” เขาชี้ไปยังรูปที่ปรากฏภาพของหญิงสาวซึ่งสวมชุดผ้าธรรมดา และใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางแต่งเติม แต่ก็ดูได้ไม่ยากว่านั่นคือปรางรัศมี
เพชรและพลอยหยิบรูปทั้ง 3 ใบนั้นขึ้นมาดูแบบเทียบกัน
“เหมือนกันจริงๆ” เพชรพูดขึ้นอย่างเหลือเชื่อ “ราวกับคนๆเดียวกัน”
“ถึงจะเหมือนกัน แต่คุณปรางรัศมีจะกลายไปเป็คุณมะปรางได้ยังไง เธอทั้งสองแตกต่างกันมากนะ” พลอยคัดค้าน
“ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก” เพชรพูดขึ้นอย่างรู้ความคิดของพี่ใหญ่ในทีม
“ขนาดบอสของเรา คุณคีย์แห่งซันไชน์กรุ๊ป มีใครบ้างที่รู้ว่าจริงๆแล้วก็คือคุณคีรินทร์ ทายาทคนกลางแห่งทีพีเจ” พชรใช้เื่ของเ้านายมาเปรียบเทียบ เพื่อให้คนทั้งสองเห็นภาพชัดขึ้น
“พี่กำลังจะบอกว่า มีความเป็ไปได้ที่คุณมะปรางกับคุณปรางรัศมีจะเป็คนๆเดียวกัน” เพชรสันนิษฐาน
“ใช่” พชรตอบ “และนี่ก็คืองานใหม่ของเรา” เขาพูดเสริม
“เพชรนายรับผิดชอบเื่ประวัติส่วนตัวทั้งหมดทั้งของคุณปรางรัศมีและคุณมะปราง โดยเฉพาะคุณมะปรางนะ เพราะประวัติคร่าวๆของคุณปรางรัศมี เราก็พอจะทราบแล้ว ดูว่าสองคนนี้มีอะไรที่คล้ายกันหรือเกี่ยวข้องกันอีกไหม” เขาพูดสั่งงานกับเพชรอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันไปแจกงานให้พลอยบ้าง
“ส่วนพลอยรับผิดชอบเรืองแอคเค้าท์ออนไลน์ของคุณมะปรางทั้งหมด รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่คุณมะปรางและคุณปรางรัศมีใช้ด้วย”
“ทราบครับ/ทราบค่ะ” คู่แฝดทั้งสองขานรับทราบพร้อมกัน
“แยกย้ายกันไปทำงาน” พชรสั่งก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย
ณ ห้องประชุมบอร์ดบริหารบริษัท TPJ(ทีพีเจ) นำประชุมด้วยคุณคมกฤษณ์ ผู้รั้งตำแหน่งประธานสูงสุดของทีพีเจ ร่วมด้วยเหล่าคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นทุกท่าน รวมถึงลูกชายทั้ง 3 ของตระกูลเทพประจักษ์ในฐานะกรรมการบริษัทด้วย
“นี่คือซันไชน์กรุ๊ป เครือข่ายที่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็ธุรกิจด้านอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับ รวมถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่งที่อยู่ในเครือของซันไชน์กรุ๊ป” เลขาของท่านประธานสูงสุดกำลังเลื่อนสไลด์เพื่อพรีเซนต์ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับทีพีเจในอนาคต
“ตอนนี้ซันไชน์กรุ๊ปกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็คู่แข่งที่น่ากลัวของเราในอนาคต สิ่งที่ทีพีเจต้องทำก็คือตัดทุกช่องทางการขยายธุรกิจของซันไชน์กรุ๊ป เพื่อยับยั้งการขยายเครือข่ายของซันไชน์ และถือว่าเป็โอกาสดีที่เราจะได้ขยายทีพีเจให้กว้างขวางขึ้น ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้ซันไชน์กรุ๊ปมาไว้ในมือด้วย” เขาพูดถึงแผนการที่เตรียมไว้รับมือกับธุรกิจซึ่งมีแนวโน้มจะกลายมาเป็คู่แข่งของบริษัทในอนาคตอย่างซันไชน์กรุ๊ป
“และปัญหาหลักของเราก็คือ เราไม่รู้ว่า คุณคีย์ CEO ของซันไชน์กรุ๊ปคือใคร หน้าตา นิสัยใจคอเป็ยังไง เราจึงไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับพวกเขาอย่างแน่ชัด”
คีรินทร์ยกมือขึ้นก่อนจะพูดแสดงความคิดเห็นของตน
“ท่านประธานครับ ในเมื่อซันไชน์กรุ๊ปยังไม่มีการเคลื่อนไหวมาถึงทีพีเจ ผมว่าเราควรอยู่ดูสถานการณ์เฉยๆก่อนดีไหมครับ เพราะถ้าเราเป็ฝ่ายเริ่มไปเล่นงานเขาก่อนโดยที่ไม่เคยมีเื่คลาแคลงใจกันมาก่อน เกรงว่านั่นอาจจะทำให้ซันไชน์กรุ๊ปหันมาเล่นงานเรา แล้วก็มองว่าเราเป็คู่แข่งได้นะครับ”
“ผมเห็นด้วยกับคุณคีรินทร์ครับ” ครามที่นั่งฟังอยู่ยกมือขึ้นเสนอความคิดเห็นสมทบกับน้องชายคนสนิทของเขา “ในเมื่อซันไชน์กรุ๊ปเขายังไม่เคลื่อนไหวมาถึงเรา เราก็ควรจะรอดูสถานการณ์กันเงียบๆไปก่อนดีกว่านะครับ ซันไชน์กรุ๊ปนั้นแข็งแรงเพียงใดทุกคนก็รู้ ถ้าเขาหันมาเล่นงานเรา ทีพีเจของเราอาจจะแย่ก็ได้นะครับ”
“นี่คงเป็ความคิดของพวกคนที่ี้เีทำงานสินะ” คิมหันต์ซึ่งนั่งฟังอยู่แต่กลับมีความคิดที่แตกต่างออกไปจากพี่ชายทั้งสองคนจึงพูดขัดพวกเขาขึ้น
“ในเมื่อซันไชน์กรุ๊ปแข็งแกร่ง นั่นก็หมายความว่าซันไชน์กรุ๊ปคือคู่แข่งที่น่ากลัวของเราในอนาคต เราก็ยิ่งต้องล้มเขาให้ได้ ถ้าวันนี้เราไม่ลงมือทำ ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าคนที่แย่อาจจะเป็เราก็ได้ ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่มีที่หนึ่งที่สองและก็ที่สาม ถึงวันนี้ไม่ทำ ยังไงวันข้างหน้าก็ต้องทำอยู่ดี เพราะทีพีเจของเราจะต้องเป็ที่หนึ่งในประเทศเท่านั้น ถ้าหากเราปล่อยให้ซันไชน์กรุ๊ปยังลอยนวลต่อไป ให้เขาได้มีโอกาสสั่งสมคอนเนคชั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันข้างหน้ามันจะทำให้เราทำงานลำบากขึ้น เราจึงควรลงมือก่อนตอนที่เขายังไม่ได้ตั้งตัว ดีกว่าปล่อยให้เขาลงมือกับเราก่อนตอนที่เรายังไม่ได้ตั้งรับ” คิมหันต์เสนอความคิดเห็นของตน
“ฉันเห็นด้วยกับคิมหันต์ ถ้าเราลงมือก่อนตอนที่เขายังไม่ได้ตั้งตัว เราก็จะได้เปรียบ แต่ถ้ารอ ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าซันไชน์กรุ๊ปอาจจะเป็ฝ่ายเริ่มลงมือกับเราทั้งที่เรายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้ นั่นจะทำให้เราเสียเปรียบ และการเริ่มลงมือั้แ่ตอนนี้ก็เป็สิ่งที่ดีที่สุด ดีกว่าปล่อยให้ซันไชน์กรุ๊ปเติบโตไปมากกว่านี้ มันยิ่งจะทำให้เราทำงานลำบากขึ้น” คมกฤษณ์พูดแนวโน้มความคิดเอนเอียงไปทางคิมหันต์
“ในเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากทั้งสองฝ่าย เราจะใช้คะแนนเสียงจากคณะกรรมการและผู้บริหารในที่ประชุมเป็คนตัดสิน” คุณเลขาเริ่มกล่าวเมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
“ใครเห็นด้วยกับคุณคีรินทร์บ้างครับ”
สิ้นสุดคำถามนั้น บุคคลที่ยกมือขึ้นก็มีแค่คีรินทร์และครามเท่านั้น
“หึ” คิมหันต์ที่เห็นสถานการณ์นั้น จึงได้แต่หัวเราะเยาะเย้ยในลำคอเบาๆอย่างชอบใจ
“สรุปว่าคะแนนเสียงของคุณคิมหันต์เยอะกว่านะครับ” คุณเลขาสรุป
“สรุปว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรา” ประธานสูงสุดกล่าวขึ้น ก่อนจะหันไปหาลูกชายคนเล็กของตน และสั่งงานกับเขาด้วยความไว้วางใจ “คิมหันต์ จัดการเื่นี้ แกน่าจะเป็คนที่ทำได้ดีที่สุด”
“ครับท่านประธาน”
นิ้วโป้งและนิ้วชี้ของคีรินทร์ถูวนเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ในเมื่อไม่ยอมอยู่กันดีๆ งั้นก็ลองมาแข่งขันกันสักตั้ง ว่าใครที่เป็คนถือไพ่เหนือกว่า ชายหนุ่มคิดในใจ