ณ ถ้ำที่อยู่กลางป่าเขตชั้นในสุด ซึ่งมีสัตว์อสูรระดับ อสูรจนถึงนักรบอสูร ป่วนเปียนกันอยู่ตลอดทั่วบริเวณ ซึ่งสำหรับดินแดนปฐีแห่งนี้แล้วนั้นถือว่าระดับของพวกสัตว์อสูรมีพลังที่สูงพอสมควรแต่ป่านี้ก็เป็ไม่เป็ที่นิยมในการล่าสัตว์อสูรอยู่ดี เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวันจึงทำให้หลายคนไม่สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับอากาศบริเวณที่บริเวณป่าแห่งนี้ได้ยกเว้นเพียงชายคนเดียวชายคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ เทพเซียนกระบี่ผู้แข่งแกร่ง จิตใจของเขานั้นได้สงบไร้ ความรู้สึกนานมากกว่าแสนปีร่างกายที่ไร้เสื้อผ้าปิดบังกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ดูศักดิ์สิทธิ์ ข้อมือของเขานั้นมีกำไลซึ่งเป็ลักษณะสีดำทมิฬแกะสลักเป็ลวดลายั
ผ่านไปได้สักพัก 2 ตาของเขาก็ค่อยๆเปิดออกเผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิท หากมองไปในตายากแท้หยั่งถึงว่าเขานั้นคิดอะไรอยู่ มือข้างขวาของเขาค่อยๆเอื้อมมือไปแตะที่กำไลสีดำทมิฬลวดลายั หลังจากนั้นเขาก็ค่อยส่งพลังของเขาเข้าไปใช่แล้วกำไลอันนี้นั่นก็คือกำไลมิติซึ่งเป็มิติที่อนันต์ สามารถใส่ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตได้อย่างไม่จำกัดและสิ่งที่เขาออกมานั่นก็คือเสื้อผ้าซึ่งเป็ชุดสีดำสนิทไร้ซึ่งลวดลาย จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นใส่เสื้อผ้า ปกปิดร่างกายและขึ้นมาเบาๆว่า
“นี่ข้าหลับไปกี่ปีกัน คงถึงเวลาแล้ว ที่จะออกไปเที่ยวชมดินแดนทั้ง 8 ในจักรวาล”
เสียงทุ้มที่มีความกังวานเปล่งออกมาด้วยใบหน้าที่แสนตื่นเต้นเขานั้นจะได้กลับไปท่องทั้ง 8 ดินแดน หลังจากที่เขานั้นได้หลับใหลมายาวนานนับแสนปี
จากนั้นเขาก็ได้ค่อยๆเดินก้าวย่างอย่างช้าๆออกมาจากถ้ำ อากาศที่แสนสดชื่นต้นไม้ที่แสนร่มรื่น ทิวเขา ที่แสนสวยงามช่างเป็ภาพที่ วิจิตรงดงามหง เฟยหลง เขาเดินไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง และได้หยิบ กิ่งไม้ที่อยู่บนต้นไม้นั้นมา 1 กิ่งซึ่งเป็กิ่งไม้ที่ธรรมดาทั่วไป แต่หากเปรียบเทียบกับกลอนบทหนึ่งนั้นเปรียบเทียบไว้ว่า
ต่อให้กระบี่เทพ์ที่แสนแข็งแกร่งแต่หากมันมาอยู่ในมือของคนธรรมดามันก็เป็ได้แค่เศษเหล็ก แต่หากกิ่งไม้อยู่ในมือของเทพกระบี่ มันก็จะกลายเป็กระบี่ชั้นเลิศ ที่หาคู่เปรียบไม่ได้
หลังจากที่เฟยหลงได้กิ่งไม้ ขนาดที่พอเหมาะพอเจาะกับมือของเขาแล้วร่างของเขาก็หาย จากตรงที่เขายืนอยู่ไปอย่างรวดเร็วไม่เห็นแม้กระทั่งเงาทักษะที่เขาใช้นั่นก็คือ
ก้าวย่างพันลี้ ซึ่งเป็ทักษะที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและว่องไวแต่การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็ออก กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ถ้าไปไม่นานร่างของเฟยหลงก็มาอยู่ในเมืองหนึ่งซึ่งมีชื่อเมืองว่า หยกขาวซึ่งเป็เมืองหลวงของอาณาจักรสี่ธาตุ และวันนี้เป็ผู้คนมากมายบ้างก็มาจับจ่ายซื้อของกันอย่างสนุกมือและ
วันนี้คือวันที่สำนักทั้งสี่นั่นก็คือสำนักวารีพิสุทธิ์ สำนักอัคคีพิโรธ สำนักภูผาปฐี และสำนักวาโยพิฆาต ซึ่งเป็ 4 สำนักใหญ่ ของอาณาจักร สีธาตุ เปิดรับศิษย์ที่มีอายุไม่เกิน 16 ปี แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่สำนักทั้งสี่นี้เท่านั้นยังมีสำนักอีกนับร้อยแห่ง ที่เปิดรับศิษย์ เข้าสำนักกันอย่างจ้าละหวั่น
“การสร้างสำนักนั้นหรอ มันก็คงเป็เื่ที่น่าสนใจพอสมควรเลย เอาล่ะข้าตัดสินใจได้แล้ว”
เมื่อ แสนกว่าปีที่แล้วเฟยหลงได้สังหารคนไปมากมาย แต่ตอนนี้เขาตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจที่จะเป็เ้าสำนักที่แข็งแกร่งตัดสินใจที่จะสอนลูกศิษย์ให้ได้ยอดเยี่ยม เขาตัดสินใจเดินไปยัง คนรับเขียนป้าย ซึ่งจะมีที่วางป้ายเรียงรายมากมาย หลังจากนั้นเขาก็ บอกกับ คนเขียนป้ายไปว่า
“ข้าขอเปิดรับศิษย์ด้วยได้หรือไม่” เสียงของเขาเอ่ยขึ้นไป ด้วยความแน่วแน่ไร้ซึ่งความเกรงกลัวแต่ก็ยังคงมีความเคารพอยู่
“ได้สิแล้วเ้า จะให้ค่าเขียนชื่อสำนักของเ้าว่าชื่อสำนักอะไร”
เสียงของชายชราที่ดูแล้วอายุน่าจะเกินเลขวัย 60 ไปมากผมที่ขาวโพลน สีหน้าที่เปื้อนความตึงตึง แต่ก็ยังคงมีความน่าเกรงขาม
“ศาสตราเทพ สำนักศาสตราเทพ ข้าขอเขียนด้วยตัวเองได้หรือไม่”
ใช่แล้วสำนักของเขานั่นก็คือศาสตราเทพ ซึ่งเป็การรวบรวมการใช้อาวุธต่างๆที่ลูกศิษย์ของเขานั่นเป็ฝ่ายถนัดมาฝึกสอน ให้เขาได้เรียนรู้
“ได้สิไม่มีปัญหาแต่หากเ้าเขียนแล้วก็เขียนไม่สวย ข้าขอบอกไว้ก่อนว่าเ้าจะไม่มีโอกาสได้เขียนมันอีก”
ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเฉยชา แต่สีหน้ายังคงความบึ้งตึงไว้อยู่ จะบอกว่าสีหน้าของเขานั้นไม่ต้อนรับผู้คนก็คงจะไม่มากจนเกินไป
หลังจากที่ชายชรายื่นกระดาษให้กับเฟยหลงแล้วเขาได้ตวัดพู่กัน ด้วยความชำนาญและท่วงท่าที่แสนสวยงามสง่าทำให้ชายชรารู้สึกอึ้งแล้วใในความสามารถของชายหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุไม่ได้ครึ่งของเขาด้วยซ้ำ
อักขระที่ถูกเขียนลงมาด้วยความชัดแฝงไปด้วย ความทรงพลัง
“แล้วราคาประมาณเท่าไรกันรึ” เฟยหลงเคยถามออกไปเนื่องจากป้ายที่เรียงรายกัน นับร้อยนับพันนั้นมีทั้งจุดอับและจุดเด่น แต่ต่อให้เป็จุดที่อับสายตาที่สุดเฟยหลงก็มั่นใจว่าตัวอักษรของเขานั้นจะต้องเป็ที่เตะตาของทุกคนอันเนื่องมาจากกระแสพลังที่ปล่อยออกมาตลอดเวลา
"10 ตำลึงทอง" ชายชรากล่าวออกมาหลังจากนั้นเฟยหลงก็ทำท่าทางล้วงไปที่ใต้แขนเสื้อแล้วนำเงินของเขาออกมาจากกำไลมิติแต่ดูเหมือนว่าเงินของเขาจะไม่เหมือนดั่งเช่นปัจจุบันซึ่งแน่นอนกาลเวลาที่ผ่านมานานแสนนานการที่ค่าเงินตราจะเปลี่ยน เฟยหลงนั้นเขาได้นำหินลมปราณออกมาซึ่งเฟยหลงหารู้ไม่ว่าสิ่งๆนี้นั้นมีค่ามากมายเกินกว่าที่คนในดินแดนแห่งจะนึกถึงแต่เมื่อแสนปีที่แล้วหินลมปราณนั้นมีให้เห็นมากมายยิ่งกว่ากองูเาเสียอีก
"ห ะ หินลมปราณข้าคงไม่มีปัญญาหาเงินมาให้ท่านได้ มันมีค่ามากเกินไป" ที่ชายชราเอ่ยออกมานั้นไม่มากมายจนเกินไปด้วยซ้ำและชายชราก็มั่นใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขานั้นต้องไม่ธรรมดาเป็แน่
"ท่านรับไปเถิดหากเหลือก็ถือว่าเป็ค่าแรงที่ท่านได้เสวนากับข้าก็แล้วกัน" คำพูดของเฟยหลงนั้นทำให้ชายชรานั้นคิดอยู่ใจใจว่า "ข้าตั่งหากที่มิคู้ควรที่จะๆได้พูดกับคนเช่นท่าน"
หลังจานั้นเฟยหลงก็เดินจากไปทิ้งไว้เพียงความรุ่งเรืองให้กับชายชรา
ผู้คนมากมายต่างพาบุตรหลานของตนมาฝากฝังขอเพียงเข้าสำนักทั้ง4ได้ก็ถือว่าเป็วาสนาที่สูงสุดต่อตระกูลแต่หากไม่ได้ยังมีสำนักมากมายไม่แน่อาจจะเข้าสำนักใดสำนักหนึ่งก็เป็ได้แม้อาจจะไม่ดีเท่า4สำนักให้แต่คนผู้นั้นก็มีโอกาสเป็ผู้ฝึกตนได้
มาแล้วตอนแรกมีอะไรผิดพลาดข้ออภัยด้วย