หวงเหวินนำผู้อพยพทั้งสองร้อยคนมาถึงเหมืองเกลือก็เกือบพระอาทิตย์ตกดินในวันรุ่งขึ้น หวงเหวินยังซื้อหาเสบียง เมล็ดพันธุ์ข้าว ข้าวฟ่าง ผักต่าง ๆ รวมถึงสิ่งของอื่น ๆ ที่ต้องใช้กลับมาอีกมาก ขากลับเลยต้องจัดหาว่าจ้างรถเทียมวัวเพิ่มมาอีกสองคัน
ซุนิฉวนออกมาดูผู้อพยพที่เพิ่งมาถึง สั่งการให้ทุกคนไปพักผ่อน เช้าวันรุ่งขึ้นซุนิฉวนถึงจะจัดการแบ่งคนที่มาใหม่ออกเป็กลุ่มเพื่อทำงานในเหมืองต่อไป
หวงเหวินเข้ามารายงานเื่ต่าง ๆ ให้ซุนิฉวนทราบก่อนที่จะขอตัวกลับไป ตอนนี้หวงเหวินเริ่มให้ความเคารพซุนิฉวนไม่ต่างไปจากซุนเหว่ย แม้การเรียกหายังเป็คุณชายใหญ่เช่นเดิมแต่น้ำเสียงนั้นเพิ่มความเคารพนบนอบขึ้นมาอีกหลายส่วน
อากาศในยามคำคืนค่อนข้างร้อน ซุนิฉวนนอนไม่หลับจึงออกมานั่งอยู่ในสวน มองดูดวงจันทร์ที่ยังสว่างสดใส สายลมพัดเอื่อยพอได้ให้ซุนิฉวนคลายร้อนไปได้บ้าง น้องชายสองคนของซุนิฉวนนอนหลับไปนานแล้ว อวี้เออ๋ร์เป็บ่าวรับใช้ในเมื่อนายน้อยยังไม่นอน อวี้เออ๋ร์เลยออกมายืนสัปหงกคอยรับใช้อยู่ใกล้ ๆ
“อวี้เออ๋ร์ เ้าง่วงนักก็เข้าไปนอนก่อน”
“หา คุณชายว่าอะไรขอรับ น้ำชาหรือขอรับ” อวี้เออ๋ร์สะดุ้งตื่น ไม่ได้ยินว่าซุนิฉวนพูดว่าอะไร
ซุนิฉวนส่ายหน้าโบกมือไล่ “ข้าบอกว่าเ้านะ ไปนอนได้แล้ว ข้าจะอยู่ข้างนอกสักพัก”
“ถ้าเช่นนั้น คุณชายอย่าอยู่ดึกจนเกินไป ตากลมนาน ๆ อาจจะไม่สบาย คุณชายเพิ่งจะหายได้ไม่นาน”
อวี้เออ๋ร์เดินขยี้ตา หาวหวอดกลับไปนอนในห้องข้าง
ซุนิฉวนยอมรับสภาพที่ต้องอยู่ในสมัยโบราณได้มากขึ้นแล้ว ความ้าที่จะกลับไปในยุคของตนเองนั้นได้จางหายไปตามเวลาที่ผ่านไป ตัวตนของทั้งสองยุคสมัยค่อย ๆ หลอมรวมกันออกมาเป็ตัวตนของซุนิฉวนในตอนนี้
ซุนิฉวนไม่ได้้าอะไรมาก ขอเพียงอยู่อย่างสงบสุขใน่าที่กำลังจะมาถึงในอีกสามปีข้างหน้า หลังาเกิดขึ้นแล้ว พื้นที่เหลียงกวางจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของแคว้นหนานฮั่น แคว้นหนานฮั่นไม่แน่ว่าจะสงบร่มเย็น แต่อย่างน้อยหลิวอิ่นกับทายาท ปกป้องแคว้นหนานฮั่นได้ยาวนานห้าสิบกว่าปีจวบจนกระทั่งราชวงศ์ซ่งถือกำเนิดขึ้นมา ขอเพียงตระกูลซุนไม่สร้างความขัดแย้งกับตระกูลหลิว สมควรอาศัยอยู่ที่เหมืองเกลือนี้ได้อย่างปลอดภัย
่เริ่มต้นของาเงินทองหาได้มีประโยชน์ไม่ ต่อให้มีเงินก็ไม่แน่ว่าจะหาซื้อเสบียงอาหารได้ ซุนิฉวนตั้งใจจะใช้ไร่นารกร้างของเหมืองเกลือ เพาะปลูกข้าว ข้าวฟ่าง ผักต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงคนให้อยู่รอดไปได้
เมื่อาเกิดขึ้นแล้ว สัมปทานเหมืองก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป ผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ซุนิฉวนต้องรักษาเหมืองเกลือแห่งนี้ให้ผ่านสามปีต่อจากนี้ไปให้ได้ ซุนิฉวนไม่คิดว่าตนเองที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าทั้งยังมีความรู้ก้าวหน้ากว่าคนโบราณถึงพันกว่าปี จะไม่สามารถเอาตัวรอดไปได้ ต่อให้ซุนิฉวนเป็แค่นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ก็ตาม ซุนิฉวนคิดถึงแผนการในวันข้างหน้าอยู่จนดึก ก่อนที่จะกลับไปนอนโดยเปิดหน้าต่างเอาไว้เพื่อรับลม
วันรุ่งขึ้นซุนิฉวนปรึกษากับหวงเหวิน เื่การแยกผู้อพยพออกตามความสามารถ ต้องมีการสอบถามเพื่อบันทึก ชื่อแซ่อายุ ครอบครัว อาชีพเดิม ในที่นี้นอกจากซุนิฉวนกับหวงเหวินแล้วก็มีเพียงซุนิเย่อีกคนที่เขียนตัวอักษรได้ คนคุ้มกันของสกุลซุนรู้ตัวอักษรไม่กี่ร้อยตัว พออ่านตัวอักษรได้บ้างแต่ถ้าจะให้จดรายละเอียดอย่างที่ซุนิฉวน้า ผู้คุ้มกันห้าคนนี้ยังไม่สามารถทำได้
“พวกเราแค่สามคน คงต้องใช้เวลาทั้งวันแล้วกระมั่ง” ซุนิฉวนนั่งลงที่โต๊ะ
ลานกว้างบริเวณเหมืองเกลือ อวี้เออ๋ร์กับหานฉีหรงช่วยกันตั้งโต๊ะไว้สามโต๊ะสำหรับบันทึกข้อมูลของผู้อพยพแต่ละคน หานฉีหรงได้ยินที่ซุนิฉวนพูดถึงเื่เขียนตัวอักษร หานฉีหรงลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยเบา ๆ กับซุนิฉวน
“คุณชาย ข้า ข้าเคยร่ำเรียนกับท่านพ่อมาบ้าง พอที่จะอ่านเขียนตัวอักษรได้บ้าง” หานฉีหรงกล่าวอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก หานฉีหรงมาอยู่ที่เหมืองเกลือได้ไม่กี่วัน แต่ไม่กี่วันนี้หานฉีหรงคนที่ซุนิฉวนพบที่เมืองถานโจวกับหานฉีหรงที่ตรงหน้าดูต่างกันอย่างกับเป็คนละคน
หานฉีหรงเปลี่ยนเป็สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ หน้าตาสะอาดสะอ้าน แม้ยังดูว่าขาดกล้ามเนื้อ รูปร่างผอมไปบ้าง แต่ไม่มีเค้าของความอดอยากเศร้าหมองบนสีหน้าอีกแล้ว ซุนิฉวนพยักหน้า ทดลองให้หานฉีหรงอ่านเขียนดูสักครู่ก็ให้จัดโต๊ะเพิ่มอีกหนึ่งตัว
พวกจางฉิงช่วยกันจัดแถวผู้อพยพออกเป็สี่แถว การสอบถามจดบันทึกใช้เวลาค่อนข้างช้า คนอื่นนอกจากซุนิฉวนแล้วยังไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่้ารายละเอียดเหล่านี้ไปทำอะไร ผู้อพยพส่วนมากเป็ชาวไร่ชาวนาที่หนีความอดอยากจากถิ่นฐานเดิม เร่ร่อนอย่างไร้จุดหมาย ส่วนมากมากันเป็ครอบครัว คนแก่กับคนพิการมีไม่มากนัก คาดว่าน่าจะเสียชีวิตไประหว่างเดินทางก่อนมาถึงเมืองถานโจวแล้ว
กว่าจะจดบันทึกเสร็จก็ใช้เวลาไปตลอด่เช้า ซุนิฉวนเหยียดแขนบิดตัวคลายความเมื่อยล้า ซุนิเจี๋ยกับอวี้เออ๋ร์ที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามารินน้ำชาให้ทั้งสี่คน
“จางฉิงให้พวกเขาไปพักก่อน ตอนบ่ายให้มารวมตัวกันอีกครั้ง ข้ากับท่านอาหวงจะมอบหมายงานให้ทุกคนใน่บ่าย”
“ขอรับคุณชายใหญ่”
ซุนิฉวนเรียกน้องชายคนรอง หวงเหวินกับหานฉีหรงให้ติดตามมาที่ห้องหนังสือที่เรือนชั้นใน หานฉีหรงถูกส่งไปฝึกฝนเป็ผู้คุ้มกันอยู่กับพวกจางฉิง
แต่ตอนนี้ซุนิฉวน้าเปลี่ยนให้หานฉีหรงมาคอยช่วยงานหวงเหวินมาก กว่า สมัยโบราณมีคนรู้หนังสือไม่มากนัก ตอนนี้ที่เหมืองเกลือคนใช้แรงงานมีมากพอแล้ว แต่คนรู้หนังสือมีเพียงสี่คน ซุนิเจี๋ยก็พออ่านเขียนอักษรได้แต่ยังเด็กนัก ซุนิฉวนคิดว่าคงต้องอบรมน้องชายคนเล็กไปอีกสองถึงสามปีกว่าจะพอให้ช่วยงานในเหมืองได้อย่างจริงจัง
ซุนิฉวนรอให้อีกสามคนนั่งลงจนเรียบร้อย “ฉีหรง”
หานฉีหรงเงยหน้ามองซุนิฉวนสีหน้าดูประหม่า “ขอรับคุณชาย”
“นับแต่พรุ่งนี้ ตอนเช้าเ้าฝึกปรือกับจางฉิงตามเดิม ่บ่ายคอยติดตามข้ากับท่านอาหวง”
“ขอรับคุณชาย” หานฉีหรงรับปากอย่างดีใจจนแทบจะเก็บสีหน้าไว้ไม่อยู่ ตนเองรู้หนังสือแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ออก การเป็ผู้คุ้มกันมิใช่ไม่ดี แต่หานฉีหรงยังมีมารดาที่ต้องดูแลหากวันหน้าต้องทำหน้าที่คุ้มกัน หากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นมา หานฉีหรงกังวลเื่นี้ในใจมาตลอด
“ท่านอาหวง ท่านจัดการเื่ค่าแรงของฉีหรงด้วย”
“คุณชาย ข้าไม่ต้อง” หานฉีหรงกำลังจะกล่าวว่าแค่สองแม่ลูกมีที่อยู่ที่กินก็เพียงพอแล้ว
ซุนิฉวนยกมือขึ้นห้าม
“การจัดการต่าง ๆ ต้องทำให้ชัดเจน ค่าตอบแทนต้องจัดการอย่างเหมาะสม วันหน้าเ้าทำงานได้ดี สกุลซุนย่อมมีรางวัลตอบแทน หากทำไม่ได้ สกุลซุนไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับคุณชาย ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
ซุนิฉวนพยักหน้าอย่างพอใจ ซุนิฉวนพอเข้าใจเื่แรงจูงใจการบริหารอยู่บ้าง อย่างน้อยซุนิฉวนเป็คนจากยุคที่มีการทำงานอย่างเป็ระบบจึงหยิบยกบางส่วนมาปรับใช้ หวงเหวินที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างมีสีหน้ายินดีอย่างยิ่ง
ผู้อพยพจากเกือบสองร้อยคนมีทั้งสิ้นสี่สิบครอบครัวมีอยู่ราวสามสิบคนที่ไม่มีครอบครัว ทั้งสี่คนช่วยกันแบ่งผู้อพยพออกตามอายุ ความสามารถแบ่งงานออกเป็ประเภทต่าง ๆ
หวงเหวินคัดเลือกผู้อพยพชายไปทำงานในเหมืองได้อีกเกือบสามสิบคน ซุนิฉวนจัดสรรไร่นาที่รกร้างทั้งสองร้อยกว่ามู่ ให้แต่ละครอบครัว ครอบครัวละหกมู่ เด็กหนุ่มอายุสิบปีถึงสิบห้าปีราวยี่สิบคนให้กับจางฉิงเพื่อฝึกให้เป็ผู้คุ้มกันเพิ่มเติม
คนแก่กับคนพิการซุนิฉวนคิดว่าจะจัดหางานจำพวกตัดเย็บเสื้อผ้า สานตะกร้าหรืองานซ่อมแซมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทำในภายหลัง ในหมู่ผู้อพยพยังมีราวสิบคนที่เคยเป็ช่างไม้มาก่อน ซุนิฉวนกำลังคิดที่จะสร้างที่พักเพิ่มเติม รวมถึงห้องส้วมกับสร้างโรงอาหารส่วนกลาง
ผู้คนหลายร้อยคนหากทุกครอบครัวต่างทำอาหารกันเอง ซุนิฉวนคิดว่าคงควบคุมเื่เสบียงอาหารได้ลำบาก นอกจากเรือนของซุนิฉวนแล้ว คนงานในเหมืองทุกคนจะให้รับประทานอาหารในโรงอาหารกลางทั้งสามมื้อร่วมกัน
คนในสมัยถังนอกจากบ้านของชนชั้นสูงแล้ว ชาวบ้านทั่วไปส่วนมากรับประทานเพียงวันละสองครั้ง คือในตอนสายกับ่พระอาทิตย์ตกดิน ซุนิฉวนเปลี่ยนให้เป็สามมื้อตามแบบสมัยของตนเอง แผนการจัดสรรแรงงาน การแบ่งงานออกเป็ส่วน สร้างความประทับใจให้กับหวงเหวินเป็อย่างมาก
“ิเย่ จากนี้ไปเ้าดูแลผลผลิตในไร่ ให้อวี้เออ๋ร์ไปคอยช่วย”
“ขอรับพี่ใหญ่”
“ท่านอาหวง งานในเหมืองเกลือให้ท่านดูแลตามเดิม งานด้านอื่นท่านให้ฉีหรงคอยช่วยเหลือ ถ้าในหมู่ผู้อพยพมีคนที่พอใช้งานได้ ท่านก็จัดการตามความเหมาะสม คนที่เป็หัวหน้างานให้เงินเดือน หนึ่งตำลึง ผู้ช่วยให้ห้าร้อยเหวิน ทุกหกเดือนประเมินผลงาน”
“ขอรับ”
ตอนนี้เงินทองยังใช้จับจ่ายได้ตามปกติ ซุนิฉวน้าสะสมเสบียงเอาไว้ให้มากพอ คนงานทุกคนมีอาหารประจำวันที่สกุลซุนจัดเตรียมให้ จึงไม่มีเื่ต้องใช้จ่ายมากมาย ผลผลิตในไร่หกส่วนจะต้องมอบให้กับสกุลซุนอีกสี่ส่วนแต่ละครอบครัวสามารถเอาไปขายเองในเมืองถานโจวหรือจะขายให้กับสกุลซุนก็ได้ สกุลซุนจะรับซื้อในราคาที่เหมาะสม
ผู้อพยพนั่งรอการจัดสรรงานอยู่ที่ลานกว้าง หวงเหวินกับพวกออกมาจัดการแบ่งคนงานตามที่ได้คุยกันไว้ บ้านพักคนงานที่มีอยู่เดิมเพียงพอให้คนทั้งหมดพักอาศัย ใน่แรกโรงอาหารยังไม่ได้จัดสร้างขึ้น หวงเหวินให้หลิวซีอิ๋งคัดเลือกลูกมือสามสี่คนช่วยกันทำอาหารตั้งโต๊ะแจกทั้งสามมื้อไปก่อน
ซุนิฉวนนั่งเอนหลังหลับตาอยู่ในห้องหนังสือคนเดียว เื่ที่ต้องจัดการมีมากมายนัก ซุนิฉวน้าหาผู้ที่รู้หนังสือมาเพิ่มเติม แต่จะไปหามาจากที่ไหนกัน คนงานถูกจัดสรร ไร่นาที่รกร้างเริ่มถูกไถพรวน ต้นหญ้าที่รกครึมได้รับการตัดถาง หน้าดินมีการพลิกฟื้นเพื่อเตรียมการเพาะปลูก พืชที่มีการเพาะปลูกในสมัยนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง หวงเหวินซื้อหาเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้าวฟ่าง ถั่ว ผักกาดเขียว หัวผักกาดมาไว้แล้ว นอกจากนี้ยังมีอ้อยอยู่หลายสิบต้น
เหลียงกวางเป็ดินแดนทางใต้อากาศร้อนชื้น ผู้คนแถบเสฉวน กวางตุ้งและกวางสีรู้จักการปลูกอ้อยมานานแล้ว แต่การทำน้ำตาลยังไม่เป็ที่แพร่หลาย ประชาชนมักคั้นน้ำเพื่อดื่มมากกว่าการเอามาทำน้ำตาล หวงเหวินให้ปลูกอ้อยเอาไว้สำหรับคุณชายทั้งสามได้ดื่มดับกระหาย
งานผลิตเกลือมีคนงานมากพอที่จะเริ่มได้แล้ว ซุนิฉวนไม่เคยเห็นการผลิตเกลือมาก่อน นอกจากผ่านตาเคยเห็นการทำนาเกลือเวลาไปเที่ยวทะเลมาบ้าง แต่การผลิตเกลือในสมัยโบราณนั้นมีวิธีการที่แต่งต่างไป เหมืองเกลือของสกุลซุนไม่ใด้อยู่ติดทะเล
หากต้องทำการขุดเจาะลงไปในพื้นดินเพื่อสูบน้ำเกลือขึ้นมาเสียก่อน จากนั้นตากน้ำเกลือไว้ในที่ราบที่แบ่งเป็ส่วนคล้ายกับการทำนาข้าว จนน้ำเกลือระเหยเป็ชั้นเกลือจึงตักใส่กระทะใช้ความร้อนไล่น้ำที่เหลือออกก่อนที่จะขนส่งไปในพื้นที่ต่าง ๆ
ถ้าหากฝนตกลงมาไม่สามารถตากเกลือได้ ต้องใช้ความร้อนจากเตาไฟในการไล่น้ำให้ระเหยแทน ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้น เหมืองเกลือส่วนมากจะพยายามผลิตเกลือในหน้าร้อนไว้ให้มากที่สุดเพื่อลดค่าใช้จ่าย
หวงเหวินเดินนำซุนิฉวนชี้ชวนให้ดูขั้นตอนการทำเกลือ ผู้คนหลายสิบคนต่างวุ่นวายทำงานในหน้าที่ของตนเอง ซุนิฉวนมองเห็นคนงานแต่ละคนแม้จะทำงานหนักแต่ยังพูดคุยหยอกล้อกัน ต่างไปจากหลายวันก่อนที่คนแต่ละคนหน้าตาหม่นหมอง ไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง
“ท่านอาหวง พอเกลือเหล่านี้มีมากพอแล้วจะถูกส่งไปที่ใด คนคุ้มกันของเรามียี่สิบห้าคนแต่เพิ่งรับมาฝึกฝนได้ไม่นาน ข้าเกรงว่าคงต้องว่าจ้างสำนักคุ้มกัน” ซุนิฉวนกล่าว
หวงเหวินดูเหมือนไม่กังวลสักเท่าใด กล่าวว่า “คุณชายใหญ่คงไม่ทราบ สกุลซุนมีการติดต่อกับค่ายพรรคในยุทธจักร ข้าให้คนส่งข่าวไปให้นายท่านที่ฉางอานแล้ว หน้าที่ขนส่งเกลือสกุลซุนให้พรรคทรายทะเลคุ้มกันมาสิบกว่าปีแล้ว อีกไม่กี่วันพวกเขาคงมาถึงที่ถานโจว”
เกลือเป็สินค้าที่มีค่าสูงทั้งยังควบคุมโดยราชสำนักอย่างเข้มงวด การค้าเกลือของทางการที่ผ่านมา ตระกูลที่ได้สัมปทานต้องเสียเงินเป็จำนวนมาก กว่าจะได้เหมืองเกลือมาสักแห่ง แต่ค่าตอบแทนที่สูงไม่แพ้กันทำให้มีผู้คนมากมาย้าเข้ามามีส่วนแบ่ง มีการปล้นชิงขบวนขนส่งเกลืออยู่เป็ประจำ ค่ายพรรคในยุทธจักรหากไม่ค้าเกลือเถื่อนก็รับจ้างเป็ผู้คุ้มกันรับค่าตอบแทน ทั้งยังสามารถแอบนำเกลือเถื่อนของตนเองเพิ่มไปในขบวนค้าเกลือได้อีก
พรรคที่มีการค้าเกลือเถื่อนในแถบ ถานโจว เหลียนโจว หลิงหนาน มีพรรคปลาวาฬ พรรคทรายทะเล พรรคมือวิเศษ สกุลซุนกับพรรคทรายทะเลร่วมมือกันมาสิบกว่าปีแล้ว ซุนเหว่ยหลับตาข้างหนึ่งหากพรรคทรายทะเลจะแอบเอาเกลือเถื่อนมาขายภายใต้ชื่อของสกุลซุน
แถบเถือกเขานอกเมืองกวางโจว ขบวนม้ายี่สิบกว่าตัวขับขี่ด้วยความรวดเร็วจนฝุ่นผงตลบอบอวนไปตามทางเหลือง คนทั้งยี่สิบคนแต่งกายอย่างกับคนในยุทธจักรด้านหลังสะพายดาบกระบี่ห่อไว้ด้วยผ้าสีเข้ม ผู้ที่ขี่ม้านำหน้าเป็ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้ม คิ้วหนาแววตาสดใสดูอายุยังไม่มากนัก
“ประมุขน้อย พวกเราออกจากกวางโจวมาได้หลายชั่วยามแล้ว ข้าเกรงว่าม้าจะเหนื่อยเกินไปพวกเราพักสักครู่ดีหรือไม่” ชายที่ขี่ม้าตามหลังเร่งฝีเท้าม้าขึ้นมาด้านข้างชายหนุ่ม ชายหนุ่มสายตายังมองไปเบื้องหน้า ใช้เท้ากระทุ้งม้าลำตัวที่ขี่อยู่เร่งความเร็วขึ้นไปอีก “ถึงเหลียนโจวแล้วค่อยพัก ตามข้ามา”
ผู้ขับขี่ที่ตามหลังมองหน้ากัน สีหน้าเหมือนจนใจนัก ต่างพากันเร่งฝีเท้าม้าตามหลังชายหนุ่มที่ขี่ม้านำไปจนไกลลิบ