ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 26 คำทำนายของผู้ก่อตั้ง

            เช้าตรู่.. เช้าชนิดที่ว่าดวงตะวันยังไม่ทันตอกบัตรเข้ากะ ผมก็ตื่นขึ้นมาแล้ว

            ไม่ใช่เพราะนาฬิกาปลุกหรอกนะ แต่ร่างกายมันชินไปแล้ว

            สมัยที่อยู่กับยี่ฟู่ ผมต้องตื่นเวลานี้ทุกวันไม่งั้นได้โดนด่าแหกปากลั่นซอยแน่

            แต่ก็นะ..

            จริง ๆ แล้วผมก็มักตื่นเช้านั่นแหละ.. ตั้งแต่สมัยเป็นนักกีฬาแล้ว (อะไร? ก็บอกแล้วไงว่าวันนั้นลืมตั้งนาฬิกาปลุกน่ะ!)

             

            ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจพอให้รู้สึกว่ากระดูกยังอยู่ครบ จากนั้นก็เดินไปล้างหน้าล้างตาแบบหยาบ ๆ โดยไม่ได้อาบน้ำ

            ใจเย็น.. ยังไม่ได้ออกไปหอมแก้มใครสักหน่อย.. ผมแค่จะออกไปวิ่ง

            เสื้อบอลตัวเก่งยังอยู่บนตัวเหมือนเดิม (จะลืมได้ไง ตัวโปรด) เสื้อทีม AC Milan ที่มีชื่อ 'Pirlo 21' ปักอยู่กลางหลัง ผมใส่คู่นั้นกับกางเกงบอลแบบเดิมทุกเช้า แล้วก็ออกวิ่ง

            บางคนอาจมองว่าวิ่งรอบหมู่บ้านเป็นกิจกรรมยามเช้าทั่วไป

            แต่สำหรับผม..

            มันคือการเคาะสนิมจากร่างกาย เป็นเหมือนการทักทายกับเช้าใหม่

            และก็เอาจริง ๆ นะ มีแต่ทำแบบนี้ผมถึงจะสามารถจำเส้นทางในหมู่บ้านได้ดีขึ้นด้วย

             

            ผมวิ่งสิบกิโลเมตรโดยประมาณ ไม่เร็ว ไม่ช้า วิ่งพอให้เหงื่อออกแต่ไม่ถึงขั้นปางตายแบบ 100 x 100 เมตร

            ผมไม่ได้ซ้อมไปโอลิมปิก

            จนกระทั่งผมกลับมาถึงบ้าน แสงแดดแรกของวันเพิ่งจะลอดทะลุปลายไม้เข้ามาสาดบนตัวพอดี

            กลิ่นหอมของอาหารเช้าก็ลอยแตะจมูก บ่งบอกได้ทันทีว่าหลินซินตื่นแล้ว และแน่นอนว่ากำลังทำอาหารให้ผม

             

            “อ๊ะ!! นายน้อยตื่นนานแล้วหรือเจ้าค่ะ?”

            เสียงทักของหลินซินดังขึ้นทันทีที่เธอโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว เธอเบิกตากว้างเล็กน้อยเหมือนจะตกใจ ก่อนจะมองมาที่เหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัวของผม

            สีหน้าสำนึกผิดก็โผล่ขึ้นมาทันที แบบที่คนเพิ่งรู้ตัวว่าลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก

            “หละ...หลินซินไม่รู้ว่านายน้อยจะตื่นเร็วถึงเพียงนี้ จึงไม่ได้เตรียมน้ำไว้ให้นายน้อยอาบ

            ดะ...เดี๋ยวหลินซินรีบไปเตรียมห้องน้ำให้นายน้อยก่อนนะเจ้าคะ..”

             

            ผมโบกมือปัดเบา ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

            “ไม่ต้องรีบ... ข้าจะฝึกต่ออีกสักหน่อย”

            พูดจบผมก็เดินหายเข้าไปในห้องฝึก โดยไม่ได้หันกลับไปมอง

            ผมรู้ว่าเธอยืนมองอยู่ คงกำลังคิดในใจว่าผมมันบ้าอะไรนักหนากับเรื่องฝึกยุทธ์ เช้า เย็น กลางคืน วนไปเรื่อยเหมือนไม่มีวันหยุด

            ผมว่าผมเดาไม่ผิดหรอก..

            หลินซินคงสงสัยว่า ถ้าผมหยุดฝึกเมื่อไหร่ จะลงแดงเหมือนคนขาดเหล้าหรือเปล่า...

            พูดตรง ๆ เลยนะพวกนาย..

            ถ้าผมหยุดฝึกนานเกินไปจริง ๆ

            ยี่ฟู่ได้ตามมาเอาเรื่องผมถึงบ้านแน่

            เชื่อเหอะ..

             

            ข้างในห้องฝึก..

            ผมไม่ได้ฝึกอะไรจริงจังเหมือนเมื่อคืนหรอก

            แล้วอย่าคิดว่าผมแค่ยกกระบี่ขึ้นมาร่ำมั่ว ๆ นะ

            โนวโนวโนว.. เรื่องการฝึกน่ะผมจริงจังเหมือนเรื่องเล่นอยู่แล้ว

            ในหัวผมจินตนาการว่าตอนนี้ ผมมีศัตรูล้อมไว้ทุกทิศทาง ซึ่งมันก็ง่ายขึ้น เมื่อนึกภาพถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ถูกคนตระกูลอุสางิเล่นงาน

            กระบี่ในมือก็เลยตวัดไปมาอย่างมีจังหวะ ไม่ใช่แค่โบกเล่นแบบคนบ้า แต่ทุกการฟาดการหมุน ล้วนมีเป้าหมายอยู่ในหัว

            แต่ผมก็ทำอย่างนั้นได้แค่ประมาณ 15 นาทีเองมั้ง

            แล้วผมก็หยุด

            เอาจริง ๆ นะ..

            ผมมันไม่ใช่พวกนักฝัน ไม่ได้มีหัวศิลป์ขนาดนั้น ผมชอบอะไรที่จับต้องได้มากกว่า โดยเฉพาะเสียงกระบี่ที่ปะทะกับอะไรสักอย่าง

            มันสะใจและชัดเจนดี..

            และผมคงไม่ชินกับการฝึกคนเดียวด้วยเนี่ยสิ เลยเดินออกจากห้องฝึกมาแบบหน้าตาเฉย ไม่ได้คิดจะฝืน

            ถ้าจะฝึกให้ได้นาน ๆ มีทางเดียว..

            ผมคงต้องไปลากซุนโหวหวังมาช่วยต่อยปากกันเล่น ๆ ซะแล้ว

             

            คิดได้แบบนั้น ผมก็เดินไปที่ห้องน้ำต่อทันที

            เปิดเข้าไปก็เหมือนเดิม คือหลินซินได้เตรียมน้ำร้อนเอาไว้ให้ผมแล้ว ร่างกายผมเลยได้ชำระเหงื่อไคลจนสะอาดเกลี้ยงก่อนจะมานั่งกินอาหารเช้าฝีมือหลินซิน

             

            ครั้งนี้ไม่ต้องเรียกด้วยซ้ำ เหมือนหลินซินจะเข้าใจว่าต้องทำยังไง เธอเลยเตรียมถ้วยไว้สองชุด พร้อมกับเธอที่นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับผม

            ระหว่างกินข้าว..

            หลินซินก็ดูจะคลายความเกร็งลงไปเยอะ เธอพูดมากขึ้นนิดนึง ดูกินได้ดีขึ้นด้วย คงเริ่มชินกับหน้าผมแล้วล่ะมั้ง

             

            พอกินเสร็จ ผมก็ตรงไปบ้านโหวหวังทันที

            ใช่.. ก็แค่จะไปปลุกมันนั่นแหละ ผมมั่นใจเลยว่าหมอนั่นยังไม่ตื่นแน่ ๆ แล้วก็คงยังไม่ได้อาบน้ำอีกต่างหาก

            รอกว่ามันจะล้างหน้าล้างตาเสร็จ พอดีกับที่ข้าวผมย่อยเรียบร้อย พร้อมฝึกพอดี

             

            ก๊อก…ก๊อก…

            “โหวหวัง! ตื่นได้แล้วพ่อหนุ่มหน้าขน! ตะวันจ่อตูดเจ้าแล้ว!”

            ผมเคาะประตูไปพร้อมตะโกนเรียกเสียงดัง

            ตอนนี้ภายในหมูบ้าน บทถนนเริ่มมีคนเดินไปเดินมาบ้างแล้ว

            ผมเห็นบรรดาศิษย์พี่จากสำนักเดียวกันเดินสวนกันอยู่หลายคน

            แต่ทุกคนใส่ชุดศิษย์ฝ่ายในกันหมดเลย

            ส่วนผมน่ะเหรอ..

            ใส่แค่ชุดศิษย์ฝ่ายนอก..

            เหมือนยังไม่ผ่านช่วงทดลองงานจนกว่าจะถูกกระทิงขวิด..

             

            ผมยืนรออยู่หน้าบ้านมันราว ๆ ห้านาที แต่ไม่มีวี่แววตอบรับ

            เลยลองเคาะประตูรอบสอง..

            “ไอ้เจ้าซุนโหวหวัง!! ข้ารู้นะว่าเจ้าได้ยินข้า!!”

            แต่คราวนี้ก็เริ่มมีเสียงตึงตังข้างในดังขึ้น เสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

             

            แกร๊ก...

             

            ประตูเปิดออก...

            แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่ไอ้โหวหวัง...

             

            “มาหาใครรึ?”

            เป็นผู้หญิง

            เอ่อ...ใช่ครับ ผู้หญิง

            พอประตูเปิดเต็มบานเท่านั้นแหละ ผมก็แทบเบิกตากว้าง

            ก็ผู้หญิงตรงหน้านี่มัน...

            อายุราว ๆ ยี่สิบปีได้ แต่งตัวเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะต้อนรับแขกเท่าไหร่

            ผมเผ้ารุงรัง เสื้อคลุมตัวบางที่บางจนไม่รู้จะบางยังไง

            เอาเป็นว่ามันบางจนผมต้องพยายามมองไปทางอื่น

             

            ผมหันไปมองหมายเลขบ้านอีกครั้ง เผื่อจะมาเคาะผิดบ้าน

            แต่ไม่ใช่เลย มันคือบ้านของซุนโหวหวังแน่นอน

             

            แต่เพื่อความแน่ใจ ผมเลยต้องพูดอะไรที่มันกว้าง ๆ ที่ดูไม่ผิดปกติ

            “เอ่อ...ขอโทษนะศิษย์พี่หญิง

            นี่ใช่บ้านของซุนโหวหวังหรือเปล่าครับ?”

             

            “เจ้าเป็นสหายของหวังเอ๋อร์รึ เข้ามาก่อน เดี๋ยวข้าไปปลุกหวังเอ๋อร์ให้”

            หวังเอ๋อร์...? เอ็งไปได้ฉายานี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ โหวหวัง!

            ศิษย์พี่หญิงคนนั้นเปิดประตูกว้างขึ้น แล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของเจ้าของบ้านหน้าตาเฉย

            ส่วนผมก็ได้แต่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกแบบพยายามไม่คิดมาก

             

            ไม่นานนัก เจ้าหมอนั่นก็โผล่ออกมา

            มันเดินออกมาจากห้องในสภาพที่... เอ่อ... ก็ตามมาตรฐานของมันแหละ

            ใส่แค่กางเกงนอนตัวยาว มือซ้ายขยี้ตา มือขวาล้วงกางเกงอย่างไม่แคร์สายตาโลกเพื่อเกาก้น ปากก็อ้าหาวหวอด ๆ เสียงดังอย่างกับสิงโตขี้เกียจ

             

            “เอ็งมีธุระอันใดจึงได้มากวนฉันแต่เช้า”

            น้ำเสียงแหบแห้งเพราะเพิ่งตื่น พูดจบก็นั่งลงบนเก้าอี้แล้วหลับตาต่ออีกต่างหาก

             

            ผมกลอกตาอย่างเหลืออด

            “เช้าบ้าอะไรของเจ้า หากตากเสื้อเวลานี้ครึ่งชั่วยามก็คงแห้งแล้วกระมัง”

             

            มันหรี่ตาขึ้นช้า ๆ มองไปที่หน้าต่าง

            “ก็จริงของเอ็ง...เมื่อคืนฉันคงนอนดึกไปหน่อย”

             

            แอ๊ด...

             

            เสียงประตูห้องนอนเปิดอีกครั้ง...

            ใช่ครับ.. คนเดิมเลยผู้หญิงคนนั้น

            คราวนี้ผูกผมลวก ๆ แต่งตัวเรียบร้อยขึ้นมาหน่อย (แต่ผมก็ยังไม่กล้าจ้องนานอยู่ดี)

            เธอเดินเข้ามาหาเจ้าโหวหวัง ก่อนจะใช้สองแขนคล้องคอมันแล้วหอมแก้มมันดื้อ ๆ ต่อหน้าผม..

            ให้ตายเถอะ..

             

            “เดี๋ยวข้าไปก่อน ไว้เราค่อยพบกันใหม่ หวังเอ๋อร์”

            ศิษย์พี่หญิงพูดกับโหวหวังก่อนที่เธอจะหันมายิ้มให้ผมนิด ๆ แล้วเดินออกจากบ้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             

            ทันทีที่ประตูบ้านปิด ผมก็หันไปถามไอ้นักรักเพื่อนผมทันที

            “นั่นใครอะ?”

             

            มันหรี่ตาเหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่าง แล้วก็พูดออกมาแบบไม่นำพา

            “อืม...ม...เซี่ยวหรง...หรือเซี่ยวหง...เซี่ยวหลัน...ฉันจำไม่ได้..

            เซี่ยวอะไรสักอย่างนั่นแล..

            เมื่อคืนหลังจากเอ็งกลับไป ฉันไม่ถนัดงานบ้าน เลยไปหาคนมาช่วยเก็บบ้าน”

             

            พอไอ้หมอนั่นพูดจบเรื่อง 'ไปหาคนช่วยเก็บบ้าน' ผมก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบ ๆ ตัว

            บ้านของโหวหวัง..

            ใช่ครับ.. แม้ผมเรียกว่าบ้าน แต่จริง ๆ มันคือสนามรบย่อม ๆ มากกว่า

            ฝุ่นยังจับหนาเตอะทุกมุมเหมือนเดิม บางจุดดูเหมือนจะรกมากกว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ

            เก้าอี้ตรงโต๊ะกินข้าวล้มระเนระนาด โต๊ะรับแขกที่ผมนั่งอยู่ยังบิดเบี้ยวราวกับมีคนเอามาเตะเล่น

            เอาเข้าจริง..

            พวกมันอาจช่วยกัน 'เก็บบ้าน' จริง ๆ ก็ได้

            แต่ 'คง' ที่ผมหมายถึง

            น่าแค่ห้องนอน

            และคำว่า 'เก็บบ้าน' ของมันกับของผมคงมีความหมายไม่เหมือนกัน

             

            ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้น

            “ไป... เลิกทำตัวขี้เกียจแล้วมาฝึกวิชาเป็นเพื่อนข้าหน่อย ข้าฝึกคนเดียวมันไม่ชิน ยังไงไม่รู้”

             

            “นี่...อ้ายเจี้ยน...”

            มันลากเสียงยาวเหมือนคนจะสิ้นใจ

            “เมื่อวานเอ็งกับฉันเพิ่งสอบเข้าสำนัก แล้วมันก็...เ.ห.นื่.อ.ย....แ.ส.น....เ.ห.นื่.อ.ย…”

            มือมันยังลูบตา

            ตาที่ยังปิดสนิทนั่นน่ะ

            “เอ็งจะรีบขยันฝึกไปด้วยเหตุใดกัน? นอนพักสักวันสองวันคงไม่ทำให้เส้นยึดหรอก

            อีกอย่างนะ...

            เอาแต่ฝึกไปก็ไร้ความ..

            พวกเรามันศิษย์ใหม่..

            ต้องขยันทำภารกิจถึงจะถูก”

             

            ผมทำหน้าเหมือนเจอทางสว่างทันที

            “งั้นก็ไปหาภารกิจมาทำกัน!”

            น้ำเสียงผมอาจจะดูตื่นเต้นเกินเหตุ

            แต่มันจริงนะ..

            ผมนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ มันอุดอู้ ใจมันคันอยากจะขยับ

             

            ไอ้โหวหวังหรี่ตาข้างขวาขึ้นมาแบบเซ็ง ๆ ตาข้างซ้ายยังหลับอยู่เหมือนยังไม่พร้อมรับฟังอะไรในชีวิต

            “สรุปวันนี้เอ็งจะรบกวนวันพักผ่อนของฉันให้ได้เลยใช่ฤาไม่?”

             

            ผมไม่ตอบ ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหัว แค่นั่งมองมันเงียบ ๆ ด้วยแววตาที่ชัดเจนว่า 'ใช่'

             

            มันถอนหายใจเฮือกใหญ่ หน้าตาเหมือนคนเพิ่งโดนพ่อลากออกจากเตียงในวันหยุด

            “ให้มันได้อย่างนี้สิ.. ปัดโถ่...”

            มันบ่นพึมพำแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ บิดขี้เกียจหนึ่งที ก่อนเดินลากขาไปล้างหน้าเงียบ ๆ

            สักพักใหญ่ ๆ มันก็กลับออกมานั่งที่เดิม..

            คราวนี้ตาสองข้างลืมเต็มที่แล้ว ท่าทางขี้เกียจก็หายไปพอสมควร

            ผมแอบยิ้มในใจ

            อย่างน้อย..

            วันนี้ก็มีคู่ซ้อมแล้วล่ะ

             

            “เอาล่ะเกลอ... เอ็งต้องรู้ไว้ก่อนว่าสำนักสี่ขุนเขาน่ะ มันไม่ใช่สำนักใจดีที่จะประเคนหินปราณหรือวิชาฝึกให้เอ็งทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน”

            เสียงของไอ้โหวหวังมาในโทนผู้รู้…

            ไม่สิ..

            มันพยายามจะทำให้ตัวเองดูเหมือนผู้อาวุโส แม้เมื่อคืนมันจะเพิ่งถูกผู้หญิงเรียกว่า 'หวังเอ๋อร์' ต่อหน้าผมก็ตามที

            มันนั่งลงตรงข้ามผมแล้วเริ่มสาธยายยาวเหยียด

            อย่างน้อยคราวนี้มันไม่หลับระหว่างพูด

             

            สรุปสั้น ๆ คือแบบนี้..

            สำนักสี่ขุนเขา แม้จะเป็นสำนักใหญ่ที่สุดของทวีป..

            แต่มันไม่ใช่สำนักยุทธ์ที่ได้รับเงินหนุนจากอาณาจักร ไม่ใช่สำนักหมอที่คนมารักษาแล้วโยนทองทิ้งไว้บนโต๊ะ

            ง่าย ๆ เลยคือ..

            ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีแหล่งทุน ไม่มีค่าหัวหน้าสำนักที่ส่งบัตรเครดิตมาเติมให้ลูกศิษย์

            แล้วมันอยู่รอดได้ยังไง?

            ง่ายมาก... คืองานรับจ้าง

            สำนักนี้รับหมดทุกงาน ตั้งแต่คุ้มกันคนหรือสินค้า, หาของ, ส่งของ, เป็นพี่เลี้ยงเด็ก, อุ้มแมวลงจากต้นไม้ (อันนี้ผมเติมเอง)

            สรุป.. อะไรก็ตามที่คนจ้างมาแล้วจ่ายเงิน สำนักก็ส่งลูกศิษย์ไปทำ

            แล้วก็เอาเงินจากภารกิจนั่นแหละมาเลี้ยงดูระบบทั้งหมดของสำนัก

            ทีนี้ถ้าศิษย์คนไหนอยากได้ของวิเศษ หินปราณ หรือแม้แต่วิชาใหม่ ๆ ก็ต้อง 'ทำภารกิจ' เพื่อสะสมคะแนนไปแลกเอาเอง

             

            ฟังจบ ผมนี่หลุดปากออกมาทันที

            “เหมือนเกม MMORPG เลยแฮะ ทำเควสเพื่อแลกของ อัปเลเวล”

             

            โหวหวังหันมามองหน้าผมแบบ 'อีกแล้วเรอะ' แล้วก็ถอนหายใจแบบคนที่พยายามจะอยู่ร่วมกับเอเลี่ยนให้ได้โดยไม่ต้องโทรเรียกหน่วยงานรัฐ

            มันไม่ได้ถามหรอกว่า MMORPG คืออะไร ผมว่ามันยอมแพ้ที่จะเข้าใจตั้งแต่คำว่า 'ฮัลค์' กับ 'อเวนเจอร์' เมื่อวานแล้วแหละ

             

            สุดท้ายมันก็พยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดว่า

            “เอาล่ะ..

            ไหน ๆ เอ็งก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้นอนสบาย ๆ อยู่บ้านวันนี้แน่ ๆ

            เช่นนั้นก็รอประเดี๋ยว!

            ให้ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสียก่อน แล้วจะไปจุดรับภารกิจกับเอ็ง”

            พูดจบมันก็ลุกหายเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง

            ดู..พวกนายดู ไอ้หมอนี่ จะทำอะไรต้องให้ลากดึงเหมือนควายติดปลักตลอด

            แต่เอาเถอะ..

            อย่างน้อยวันนี้ผมก็ได้ทำอะไรที่พอจะเรียกว่าก้าวหน้าในฐานะ 'ศิษย์ใหม่' แล้วล่ะนะ

             

            หลังจากเจ้าคนหน้าขนมันจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เราสองคนก็ออกจากบ้านทันที โดยไม่ลืมแวะร้านอาหารเล็ก ๆ ระหว่างทางเพื่อหาของกินใส่ปากรองท้องก่อนจะไปทำอะไรที่ 'ดูมีสาระ' หน่อยในชีวิต

            และแน่นอน..

            ผมเป็นคนจ่าย..

            เพราะไอ้หวังเอ๋อร์มันลืมเอาเงินออกมาด้วย

             

            พวกเราเดินไป กินไป (พูดให้ถูกคือมันคนเดียว) จนมาถึงจุดหมาย

            คือตำหนักภารกิจ

             

            สถานที่นี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านหมายเลขสามนัก แค่เดินไม่นานก็เริ่มเห็นฝูงชนมหาศาลอออยู่ด้านหน้าตำหนักแล้ว

            แต่พูดก็พูดเถอะ.

            นี่มันมากกว่าคำว่า 'คนเยอะ' ไปอีกขั้น

            มองไปก็มีแต่หัวดำ ๆ แน่นไปหมด หลายพันคนยืนเบียดกันอยู่ตรงนั้น

            บางคนยืนรอเพื่อน บางคนยืนตะโกนเรียกคนเข้ากลุ่มทำภารกิจ บางคนก็ยืนขวางประตูแค่เพราะ 'มาหลีหญิง'

            ผมมั่วอันสุดท้าย แต่ดูจากสีหน้าคนตรงนั้นแล้วก็คงไม่ผิดนัก

             

            แต่เห็นแบบนี้ ผมก็อดยิ้มไม่ได้

            เพราะสิ่งที่เห็นนี่ไม่ต่างกับ โลกเกมออนไลน์ชัด ๆ

            นี่มันพื้นที่รวมเควส แบบ MMORPG แบบเป๊ะ ๆ

            ถ้ามีจุดดีลของ มีโรงตีบวก มีบาร์สาวเสิร์ฟอยู่แถวนี้นะ

            ผมจะยกมือยอมรับเลยว่าผมมาเกิดใหม่ต่างโลกแล้วจริง ๆ

             

            เราสองคนค่อย ๆ เบียดฝูงคนเข้าไปในตัวตำหนัก เหงื่อแตกไปสามรอบ พลังใจหล่นไปห้าระดับ

            ข้างในตำหนัก ก็อย่างกับโกดังโล่ง ๆ ขนาดมหึมา

            ผมกะด้วยสายตาคร่าว ๆ ได้ประมาณ 150 x 175 เมตร กำแพงไม้ถูกสร้างขึ้นสองด้าน ขนานกันแบบยาว ๆ

            แต่ไฮไลต์มันอยู่ตรงแผ่นหนังที่แปะเรียงรายบนกำแพงนั่นแหละ

            หนังแต่ละแผ่นคือภารกิจ (แต่ผมเรียกว่ากระดานเควส)

            บางแผ่นก็เขียนว่า 'ช่วยล้างบ่อปลา' บางแผ่น 'คุ้มกันขบวนสินค้า' อีกอัน 'ตามหาหมา'

            ถ้าไม่มีคำว่า 'ภารกิจ' ติดอยู่ด้านบน

            ผมคงนึกว่านี่เป็นบอร์ดประกาศชุมชน

             

            แต่แน่นอน..

            ด้วยความเป็นลานของสำนักใหญ่ ภารกิจพวกนั้นจึงถูกจัดหมวดหมู่ไว้ชัดเจน

            ไล่ตั้งแต่ภารกิจระดับต่ำ (ค่าตอบแทนต่ำ) ไปจนถึงภารกิจระดับ 'โดนซัดตายได้ง่าย ๆ' ที่ให้คะแนนสูงลิบ

            บางภารกิจจำกัดระดับของศิษย์ที่จะทำได้

            ส่วนภารกิจระดับสูง ๆ น่ะเหรอ?

            ไม่ใช่แค่ต้องเป็นศิษย์หัวกะทิอย่างเดียว ยังต้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์ระดับสูง หรือหัวหน้าหน่วยของสำนักด้วยถึงจะทำได้

            แล้วเมื่อมองจากสหายของผมที่ยังยืนหาวอยู่ข้าง ๆ

            ขนาดมันยังไม่ตื่นเต็มตา ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะไหวระดับไหนกันแน่

            เห้อ...

            แต่อย่างน้อย...

            วันนี้ก็ได้เริ่มอะไรบางอย่างละนะ

             

            ผมกับโหวหวังใช้เวลาเดินวนดูแผ่นหนังในตำหนักเกือบครบทุกหมวด ทุกหมวดจริง ๆ

            แม้แต่หมวดที่มีป้ายเขียนไว้ชัด ๆ ว่า 'ระดับศิษย์หัวกะทิเท่านั้น' พวกเราก็ยังแว่บเข้าไปดู...

            มันให้ความรู้สึกเหมือนเด็กมัธยมแอบดูคณะของมหาลัยชื่อดังที่รู้ตัวว่าเกรดไม่ถึง

            แต่ที่ทำไป.. ไม่ใช่เพราะคิดว่าเราจะทำไหวนะ แค่อยากรู้ว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรตัดสินภารกิจระดับสูง

             

            ระหว่างที่ผมไล่อ่านไปเรื่อย ๆ พร้อมขยับตัวหลบคนอื่นที่เดินกันขวักไขว่ สายตาผมก็ไปสะดุดเข้ากับแผ่นหนังแผ่นหนึ่งตรงผนังขวา

            มันอยู่ตรงแถวของภารกิจระดับศิษย์หัวกะทิ

            ผมเดินเข้าไปใกล้แบบไม่ได้คิดอะไรมากตอนแรก

            แต่พอเข้าใกล้เท่านั้นแหละ!!

            ผมรู้สึกได้เลย

            ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่น่าดึงดู

             

            กลิ่นพลังปราณอ่อน ๆ ลอยคลุมอยู่รอบแผ่นหนังนั่น

            มันไม่ได้แรงจนน่าตกใจ แต่ก็ชัดพอจะทำให้ผมหยุดฝีเท้าทันที

            ตลอดทางที่เราเดินดูมาเป็นชั่วโมง ไม่มีแผ่นหนังแผ่นไหนเลยที่มีพลังปราณเคลือบอยู่

            จะมีก็แต่แผ่นนี้แผ่นเดียวที่แปลกกว่าแผ่นอื่น

            ผมยืนจ้องมันอย่างระวัง แล้วเอื้อมมือไปแตะแผ่นหนังนั่นเบา ๆ

            มันให้รู้สึกเย็นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เย็นแบบอากาศ มันเย็นแบบ มีอะไรซ่อนอยู่ข้างใน

            ผมค่อย ๆ ไล่อ่านข้อความบนแผ่นหนัง แล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่า...

            มันไม่ใช่ภารกิจแบบที่คิดไว้เลย

            ไม่มีจุดหมายไม่มีคำอธิบายไม่มีบอกว่าให้ไปที่ไหนไม่มีชื่อคนจ้างไม่มีแม้แต่ค่าตอบแทน

            สิ่งเดียวที่มันมี…

            คือบทกลอน

             

            ใช่... กลอน

            เขียนด้วยหมึกสีทอง ตัวบรรจงเป็นแถวตัวอักษรสวยสง่าเหมือนถูกเขียนโดยมือของจารย์ใหญ่ หรือไม่ก็ผู้ฝึกยุทธ์ที่ใช้ปราณควบคุมพู่กัน

             

            ผมอ่านแผ่นหนังนั่นซ้ำอีกรอบ...

            ไม่ใช่เพราะมันยาว..

            แต่เพราะผมไม่เข้าใจว่ามันต้องการสื่ออะไรแน่

             

            'คนแรก...เป็นบุรุษ เป็นที่สุด...ด้านกระบี่

            ขลาดเขลา...อย่าลองดี กระบี่นี้...พร้อมฟาดฟัน

            เนตรทอง...สุกสดใส มองเภทภัย...ได้ท่วงทัน

            กระบี่...พร้อมลงทัณฑ์ เจ้าพวกจัญ...ได้ประจักษ์'

             

            ไอ้แค่สี่บรรทัดแรกนี่แหละ...ที่ทำให้ผมหยุดนิ่งไปเลย

            'เนตรทอง...'

            ไม่รู้ทำไม..

            แต่มันทำให้ผมนึกถึงเงาตัวเองในกระจก ตอนที่ดวงตาแวบแสงสีทองอยู่เพียงชั่วพริบตา เหมือนมันจะสื่ออะไรบางอย่างกับผม

            ผมกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ แล้วอ่านกลอนต่อ

             

            'คนสอง...ก็บุรุษ เกิดเป็นบุตร...ผู้มากศักดิ์

            แต่ใจ...สุดแสนหัก แม่สุดรัก...สิ้นชีวา

            กดน้ำ...ที่ใต้ตา ก้มกราบลา...หลุมมารดา

            ทวนนี้...ในมือข้า จะเหนือกว่า...ข้าสาบาน'

             

            ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่ากลอนพวกนี้ไม่ได้เขียนเล่น ๆ

            แต่ละบทพูดถึง 'บุรุษ' ที่มีอดีตปริศนา.. มีอาวุธเฉพาะทาง และมีเหตุผลที่ต้องฆ่า

             

            'คนสาม...เป็นบุรุษ ที่แสนสุด...สุขสำราญ

            มากมาย...ด้วยนงคราญ งามสะคราญ...มิเคยขาด

            นารี...อุปถัมภ์ บุญหนุนนำ...ไม่ถึงคาด

            กระบอง...ในมือวาด พร้อมอาฆาต...ล่าสังหาร'

             

            ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ

            เจ้าคนนี้ฟังดูเหมือนตัวประกอบสายฮาในละครทีวี จนกว่าจะถึงบรรทัดสุดท้ายที่บอกว่า 'พร้อมอาฆาต ล่าสังหาร

            ทุกคนในกลอนนี้…มันมีอดีต และมีเลือดที่ยังไม่ได้ล้าง

             

            'คนสี่...สุดรันทด ถูกคนคด...ฆ่าล้างผลาญ

            กำดาบ...กล่าวสาบาน พวกใจมาร...ต้องเห็นดี

            เนตรคราม...ผู้คั่งแค้น ท่องดินแดน...ชำระหนี้

            ไม่นาน...พวกอัปรีย์ ดาบเล่มนี้...ปิดชีวา'

             

            ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า นี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา แต่มันคือ 'คำพยากรณ์' บางอย่าง

            หรืออาจเป็นการบันทึกถึงบุรุษห้าคน…ที่อาวุธประจำตัวแตกต่างกันไป

             

            'สุดท้าย...รันทดสุด เป็นบุรุษ...เด็กกำพร้า

            มารดา...ถูกเข่นฆ่า ถูกนำมา...ทั้งน้ำตา

            ถูกสอน...เรื่องผิดผิด ให้มันคิด...แค้นบิดา

            สุดท้าย...ถึงเวลา ง้างศาสตรา...แทงพ่อมัน'

             

            อ่านถึงตรงนี้ ผมต้องเงยหน้าจากแผ่นหนังแล้วสูดลมหายใจเข้าแรง ๆ

            และผมก็หันไปอ่านบทแรกอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว

            เนตรทอง…

            กระบี่…

            เอาจริงดิ?

            ผมมองแผ่นหนังแล้วถามกับตัวเองในหัวแบบชัดถ้อยชัดคำ

            พวกนายคงรู้สึกเหมือนผม..

            ไอ้สี่คนที่เหลือนั้นเป็นใครผมไม่ทราบ..

            แต่ไอ้เนตรทองที่กล่าวในบทแรกน่ะ...

            นั่นผมใช่ไหม?