เช้าตรู่.. เช้าชนิดที่ว่าดวงตะวันยังไม่ทันตอกบัตรเข้ากะ ผมก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
ไม่ใช่เพราะนาฬิกาปลุกหรอกนะ แต่ร่างกายมันชินไปแล้ว
สมัยที่อยู่กับยี่ฟู่ ผมต้องตื่นเวลานี้ทุกวันไม่งั้นได้โดนด่าแหกปากลั่นซอยแน่
แต่ก็นะ..
จริง ๆ แล้วผมก็มักตื่นเช้านั่นแหละ.. ตั้งแต่สมัยเป็นนักกีฬาแล้ว (อะไร? ก็บอกแล้วไงว่าวันนั้นลืมตั้งนาฬิกาปลุกน่ะ!)
ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจพอให้รู้สึกว่ากระดูกยังอยู่ครบ จากนั้นก็เดินไปล้างหน้าล้างตาแบบหยาบ ๆ โดยไม่ได้อาบน้ำ
ใจเย็น.. ยังไม่ได้ออกไปหอมแก้มใครสักหน่อย.. ผมแค่จะออกไปวิ่ง
เสื้อบอลตัวเก่งยังอยู่บนตัวเหมือนเดิม (จะลืมได้ไง ตัวโปรด) เสื้อทีม AC Milan ที่มีชื่อ 'Pirlo 21' ปักอยู่กลางหลัง ผมใส่คู่นั้นกับกางเกงบอลแบบเดิมทุกเช้า แล้วก็ออกวิ่ง
บางคนอาจมองว่าวิ่งรอบหมู่บ้านเป็นกิจกรรมยามเช้าทั่วไป
แต่สำหรับผม..
มันคือการเคาะสนิมจากร่างกาย เป็นเหมือนการทักทายกับเช้าใหม่
และก็เอาจริง ๆ นะ มีแต่ทำแบบนี้ผมถึงจะสามารถจำเส้นทางในหมู่บ้านได้ดีขึ้นด้วย
ผมวิ่งสิบกิโลเมตรโดยประมาณ ไม่เร็ว ไม่ช้า วิ่งพอให้เหงื่อออกแต่ไม่ถึงขั้นปางตายแบบ 100 x 100 เมตร
ผมไม่ได้ซ้อมไปโอลิมปิก
จนกระทั่งผมกลับมาถึงบ้าน แสงแดดแรกของวันเพิ่งจะลอดทะลุปลายไม้เข้ามาสาดบนตัวพอดี
กลิ่นหอมของอาหารเช้าก็ลอยแตะจมูก บ่งบอกได้ทันทีว่าหลินซินตื่นแล้ว และแน่นอนว่ากำลังทำอาหารให้ผม
“อ๊ะ!! นายน้อยตื่นนานแล้วหรือเจ้าค่ะ?”
เสียงทักของหลินซินดังขึ้นทันทีที่เธอโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว เธอเบิกตากว้างเล็กน้อยเหมือนจะตกใจ ก่อนจะมองมาที่เหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัวของผม
สีหน้าสำนึกผิดก็โผล่ขึ้นมาทันที แบบที่คนเพิ่งรู้ตัวว่าลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก
“หละ...หลินซินไม่รู้ว่านายน้อยจะตื่นเร็วถึงเพียงนี้ จึงไม่ได้เตรียมน้ำไว้ให้นายน้อยอาบ
ดะ...เดี๋ยวหลินซินรีบไปเตรียมห้องน้ำให้นายน้อยก่อนนะเจ้าคะ..”
ผมโบกมือปัดเบา ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
“ไม่ต้องรีบ... ข้าจะฝึกต่ออีกสักหน่อย”
พูดจบผมก็เดินหายเข้าไปในห้องฝึก โดยไม่ได้หันกลับไปมอง
ผมรู้ว่าเธอยืนมองอยู่ คงกำลังคิดในใจว่าผมมันบ้าอะไรนักหนากับเรื่องฝึกยุทธ์ เช้า เย็น กลางคืน วนไปเรื่อยเหมือนไม่มีวันหยุด
ผมว่าผมเดาไม่ผิดหรอก..
หลินซินคงสงสัยว่า ถ้าผมหยุดฝึกเมื่อไหร่ จะลงแดงเหมือนคนขาดเหล้าหรือเปล่า...
พูดตรง ๆ เลยนะพวกนาย..
ถ้าผมหยุดฝึกนานเกินไปจริง ๆ
ยี่ฟู่ได้ตามมาเอาเรื่องผมถึงบ้านแน่
เชื่อเหอะ..
ข้างในห้องฝึก..
ผมไม่ได้ฝึกอะไรจริงจังเหมือนเมื่อคืนหรอก
แล้วอย่าคิดว่าผมแค่ยกกระบี่ขึ้นมาร่ำมั่ว ๆ นะ
โนวโนวโนว.. เรื่องการฝึกน่ะผมจริงจังเหมือนเรื่องเล่นอยู่แล้ว
ในหัวผมจินตนาการว่าตอนนี้ ผมมีศัตรูล้อมไว้ทุกทิศทาง ซึ่งมันก็ง่ายขึ้น เมื่อนึกภาพถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ถูกคนตระกูลอุสางิเล่นงาน
กระบี่ในมือก็เลยตวัดไปมาอย่างมีจังหวะ ไม่ใช่แค่โบกเล่นแบบคนบ้า แต่ทุกการฟาดการหมุน ล้วนมีเป้าหมายอยู่ในหัว
แต่ผมก็ทำอย่างนั้นได้แค่ประมาณ 15 นาทีเองมั้ง
แล้วผมก็หยุด
เอาจริง ๆ นะ..
ผมมันไม่ใช่พวกนักฝัน ไม่ได้มีหัวศิลป์ขนาดนั้น ผมชอบอะไรที่จับต้องได้มากกว่า โดยเฉพาะเสียงกระบี่ที่ปะทะกับอะไรสักอย่าง
มันสะใจและชัดเจนดี..
และผมคงไม่ชินกับการฝึกคนเดียวด้วยเนี่ยสิ เลยเดินออกจากห้องฝึกมาแบบหน้าตาเฉย ไม่ได้คิดจะฝืน
ถ้าจะฝึกให้ได้นาน ๆ มีทางเดียว..
ผมคงต้องไปลากซุนโหวหวังมาช่วยต่อยปากกันเล่น ๆ ซะแล้ว
คิดได้แบบนั้น ผมก็เดินไปที่ห้องน้ำต่อทันที
เปิดเข้าไปก็เหมือนเดิม คือหลินซินได้เตรียมน้ำร้อนเอาไว้ให้ผมแล้ว ร่างกายผมเลยได้ชำระเหงื่อไคลจนสะอาดเกลี้ยงก่อนจะมานั่งกินอาหารเช้าฝีมือหลินซิน
ครั้งนี้ไม่ต้องเรียกด้วยซ้ำ เหมือนหลินซินจะเข้าใจว่าต้องทำยังไง เธอเลยเตรียมถ้วยไว้สองชุด พร้อมกับเธอที่นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับผม
ระหว่างกินข้าว..
หลินซินก็ดูจะคลายความเกร็งลงไปเยอะ เธอพูดมากขึ้นนิดนึง ดูกินได้ดีขึ้นด้วย คงเริ่มชินกับหน้าผมแล้วล่ะมั้ง
พอกินเสร็จ ผมก็ตรงไปบ้านโหวหวังทันที
ใช่.. ก็แค่จะไปปลุกมันนั่นแหละ ผมมั่นใจเลยว่าหมอนั่นยังไม่ตื่นแน่ ๆ แล้วก็คงยังไม่ได้อาบน้ำอีกต่างหาก
รอกว่ามันจะล้างหน้าล้างตาเสร็จ พอดีกับที่ข้าวผมย่อยเรียบร้อย พร้อมฝึกพอดี
ก๊อก…ก๊อก…
“โหวหวัง! ตื่นได้แล้วพ่อหนุ่มหน้าขน! ตะวันจ่อตูดเจ้าแล้ว!”
ผมเคาะประตูไปพร้อมตะโกนเรียกเสียงดัง
ตอนนี้ภายในหมูบ้าน บทถนนเริ่มมีคนเดินไปเดินมาบ้างแล้ว
ผมเห็นบรรดาศิษย์พี่จากสำนักเดียวกันเดินสวนกันอยู่หลายคน
แต่ทุกคนใส่ชุดศิษย์ฝ่ายในกันหมดเลย
ส่วนผมน่ะเหรอ..
ใส่แค่ชุดศิษย์ฝ่ายนอก..
เหมือนยังไม่ผ่านช่วงทดลองงานจนกว่าจะถูกกระทิงขวิด..
ผมยืนรออยู่หน้าบ้านมันราว ๆ ห้านาที แต่ไม่มีวี่แววตอบรับ
เลยลองเคาะประตูรอบสอง..
“ไอ้เจ้าซุนโหวหวัง!! ข้ารู้นะว่าเจ้าได้ยินข้า!!”
แต่คราวนี้ก็เริ่มมีเสียงตึงตังข้างในดังขึ้น เสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
แกร๊ก...
ประตูเปิดออก...
แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่ไอ้โหวหวัง...
“มาหาใครรึ?”
เป็นผู้หญิง
เอ่อ...ใช่ครับ ผู้หญิง
พอประตูเปิดเต็มบานเท่านั้นแหละ ผมก็แทบเบิกตากว้าง
ก็ผู้หญิงตรงหน้านี่มัน...
อายุราว ๆ ยี่สิบปีได้ แต่งตัวเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะต้อนรับแขกเท่าไหร่
ผมเผ้ารุงรัง เสื้อคลุมตัวบางที่บางจนไม่รู้จะบางยังไง
เอาเป็นว่ามันบางจนผมต้องพยายามมองไปทางอื่น
ผมหันไปมองหมายเลขบ้านอีกครั้ง เผื่อจะมาเคาะผิดบ้าน
แต่ไม่ใช่เลย มันคือบ้านของซุนโหวหวังแน่นอน
แต่เพื่อความแน่ใจ ผมเลยต้องพูดอะไรที่มันกว้าง ๆ ที่ดูไม่ผิดปกติ
“เอ่อ...ขอโทษนะศิษย์พี่หญิง
นี่ใช่บ้านของซุนโหวหวังหรือเปล่าครับ?”
“เจ้าเป็นสหายของหวังเอ๋อร์รึ เข้ามาก่อน เดี๋ยวข้าไปปลุกหวังเอ๋อร์ให้”
หวังเอ๋อร์...? เอ็งไปได้ฉายานี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ โหวหวัง!
ศิษย์พี่หญิงคนนั้นเปิดประตูกว้างขึ้น แล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของเจ้าของบ้านหน้าตาเฉย
ส่วนผมก็ได้แต่นั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกแบบพยายามไม่คิดมาก
ไม่นานนัก เจ้าหมอนั่นก็โผล่ออกมา
มันเดินออกมาจากห้องในสภาพที่... เอ่อ... ก็ตามมาตรฐานของมันแหละ
ใส่แค่กางเกงนอนตัวยาว มือซ้ายขยี้ตา มือขวาล้วงกางเกงอย่างไม่แคร์สายตาโลกเพื่อเกาก้น ปากก็อ้าหาวหวอด ๆ เสียงดังอย่างกับสิงโตขี้เกียจ
“เอ็งมีธุระอันใดจึงได้มากวนฉันแต่เช้า”
น้ำเสียงแหบแห้งเพราะเพิ่งตื่น พูดจบก็นั่งลงบนเก้าอี้แล้วหลับตาต่ออีกต่างหาก
ผมกลอกตาอย่างเหลืออด
“เช้าบ้าอะไรของเจ้า หากตากเสื้อเวลานี้ครึ่งชั่วยามก็คงแห้งแล้วกระมัง”
มันหรี่ตาขึ้นช้า ๆ มองไปที่หน้าต่าง
“ก็จริงของเอ็ง...เมื่อคืนฉันคงนอนดึกไปหน่อย”
แอ๊ด...
เสียงประตูห้องนอนเปิดอีกครั้ง...
ใช่ครับ.. คนเดิมเลยผู้หญิงคนนั้น
คราวนี้ผูกผมลวก ๆ แต่งตัวเรียบร้อยขึ้นมาหน่อย (แต่ผมก็ยังไม่กล้าจ้องนานอยู่ดี)
เธอเดินเข้ามาหาเจ้าโหวหวัง ก่อนจะใช้สองแขนคล้องคอมันแล้วหอมแก้มมันดื้อ ๆ ต่อหน้าผม..
ให้ตายเถอะ..
“เดี๋ยวข้าไปก่อน ไว้เราค่อยพบกันใหม่ หวังเอ๋อร์”
ศิษย์พี่หญิงพูดกับโหวหวังก่อนที่เธอจะหันมายิ้มให้ผมนิด ๆ แล้วเดินออกจากบ้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทันทีที่ประตูบ้านปิด ผมก็หันไปถามไอ้นักรักเพื่อนผมทันที
“นั่นใครอะ?”
มันหรี่ตาเหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่าง แล้วก็พูดออกมาแบบไม่นำพา
“อืม...ม...เซี่ยวหรง...หรือเซี่ยวหง...เซี่ยวหลัน...ฉันจำไม่ได้..
เซี่ยวอะไรสักอย่างนั่นแล..
เมื่อคืนหลังจากเอ็งกลับไป ฉันไม่ถนัดงานบ้าน เลยไปหาคนมาช่วยเก็บบ้าน”
พอไอ้หมอนั่นพูดจบเรื่อง 'ไปหาคนช่วยเก็บบ้าน' ผมก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบ ๆ ตัว
บ้านของโหวหวัง..
ใช่ครับ.. แม้ผมเรียกว่าบ้าน แต่จริง ๆ มันคือสนามรบย่อม ๆ มากกว่า
ฝุ่นยังจับหนาเตอะทุกมุมเหมือนเดิม บางจุดดูเหมือนจะรกมากกว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ
เก้าอี้ตรงโต๊ะกินข้าวล้มระเนระนาด โต๊ะรับแขกที่ผมนั่งอยู่ยังบิดเบี้ยวราวกับมีคนเอามาเตะเล่น
เอาเข้าจริง..
พวกมันอาจช่วยกัน 'เก็บบ้าน' จริง ๆ ก็ได้
แต่ 'คง' ที่ผมหมายถึง
น่าแค่ห้องนอน
และคำว่า 'เก็บบ้าน' ของมันกับของผมคงมีความหมายไม่เหมือนกัน
ผมถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้น
“ไป... เลิกทำตัวขี้เกียจแล้วมาฝึกวิชาเป็นเพื่อนข้าหน่อย ข้าฝึกคนเดียวมันไม่ชิน ยังไงไม่รู้”
“นี่...อ้ายเจี้ยน...”
มันลากเสียงยาวเหมือนคนจะสิ้นใจ
“เมื่อวานเอ็งกับฉันเพิ่งสอบเข้าสำนัก แล้วมันก็...เ.ห.นื่.อ.ย....แ.ส.น....เ.ห.นื่.อ.ย…”
มือมันยังลูบตา
ตาที่ยังปิดสนิทนั่นน่ะ
“เอ็งจะรีบขยันฝึกไปด้วยเหตุใดกัน? นอนพักสักวันสองวันคงไม่ทำให้เส้นยึดหรอก
อีกอย่างนะ...
เอาแต่ฝึกไปก็ไร้ความ..
พวกเรามันศิษย์ใหม่..
ต้องขยันทำภารกิจถึงจะถูก”
ผมทำหน้าเหมือนเจอทางสว่างทันที
“งั้นก็ไปหาภารกิจมาทำกัน!”
น้ำเสียงผมอาจจะดูตื่นเต้นเกินเหตุ
แต่มันจริงนะ..
ผมนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ มันอุดอู้ ใจมันคันอยากจะขยับ
ไอ้โหวหวังหรี่ตาข้างขวาขึ้นมาแบบเซ็ง ๆ ตาข้างซ้ายยังหลับอยู่เหมือนยังไม่พร้อมรับฟังอะไรในชีวิต
“สรุปวันนี้เอ็งจะรบกวนวันพักผ่อนของฉันให้ได้เลยใช่ฤาไม่?”
ผมไม่ตอบ ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหัว แค่นั่งมองมันเงียบ ๆ ด้วยแววตาที่ชัดเจนว่า 'ใช่'
มันถอนหายใจเฮือกใหญ่ หน้าตาเหมือนคนเพิ่งโดนพ่อลากออกจากเตียงในวันหยุด
“ให้มันได้อย่างนี้สิ.. ปัดโถ่...”
มันบ่นพึมพำแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ บิดขี้เกียจหนึ่งที ก่อนเดินลากขาไปล้างหน้าเงียบ ๆ
สักพักใหญ่ ๆ มันก็กลับออกมานั่งที่เดิม..
คราวนี้ตาสองข้างลืมเต็มที่แล้ว ท่าทางขี้เกียจก็หายไปพอสมควร
ผมแอบยิ้มในใจ
อย่างน้อย..
วันนี้ก็มีคู่ซ้อมแล้วล่ะ
“เอาล่ะเกลอ... เอ็งต้องรู้ไว้ก่อนว่าสำนักสี่ขุนเขาน่ะ มันไม่ใช่สำนักใจดีที่จะประเคนหินปราณหรือวิชาฝึกให้เอ็งทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน”
เสียงของไอ้โหวหวังมาในโทนผู้รู้…
ไม่สิ..
มันพยายามจะทำให้ตัวเองดูเหมือนผู้อาวุโส แม้เมื่อคืนมันจะเพิ่งถูกผู้หญิงเรียกว่า 'หวังเอ๋อร์' ต่อหน้าผมก็ตามที
มันนั่งลงตรงข้ามผมแล้วเริ่มสาธยายยาวเหยียด
อย่างน้อยคราวนี้มันไม่หลับระหว่างพูด
สรุปสั้น ๆ คือแบบนี้..
สำนักสี่ขุนเขา แม้จะเป็นสำนักใหญ่ที่สุดของทวีป..
แต่มันไม่ใช่สำนักยุทธ์ที่ได้รับเงินหนุนจากอาณาจักร ไม่ใช่สำนักหมอที่คนมารักษาแล้วโยนทองทิ้งไว้บนโต๊ะ
ง่าย ๆ เลยคือ..
ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มีแหล่งทุน ไม่มีค่าหัวหน้าสำนักที่ส่งบัตรเครดิตมาเติมให้ลูกศิษย์
แล้วมันอยู่รอดได้ยังไง?
ง่ายมาก... คืองานรับจ้าง
สำนักนี้รับหมดทุกงาน ตั้งแต่คุ้มกันคนหรือสินค้า, หาของ, ส่งของ, เป็นพี่เลี้ยงเด็ก, อุ้มแมวลงจากต้นไม้ (อันนี้ผมเติมเอง)
สรุป.. อะไรก็ตามที่คนจ้างมาแล้วจ่ายเงิน สำนักก็ส่งลูกศิษย์ไปทำ
แล้วก็เอาเงินจากภารกิจนั่นแหละมาเลี้ยงดูระบบทั้งหมดของสำนัก
ทีนี้ถ้าศิษย์คนไหนอยากได้ของวิเศษ หินปราณ หรือแม้แต่วิชาใหม่ ๆ ก็ต้อง 'ทำภารกิจ' เพื่อสะสมคะแนนไปแลกเอาเอง
ฟังจบ ผมนี่หลุดปากออกมาทันที
“เหมือนเกม MMORPG เลยแฮะ ทำเควสเพื่อแลกของ อัปเลเวล”
โหวหวังหันมามองหน้าผมแบบ 'อีกแล้วเรอะ' แล้วก็ถอนหายใจแบบคนที่พยายามจะอยู่ร่วมกับเอเลี่ยนให้ได้โดยไม่ต้องโทรเรียกหน่วยงานรัฐ
มันไม่ได้ถามหรอกว่า MMORPG คืออะไร ผมว่ามันยอมแพ้ที่จะเข้าใจตั้งแต่คำว่า 'ฮัลค์' กับ 'อเวนเจอร์' เมื่อวานแล้วแหละ
สุดท้ายมันก็พยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดว่า
“เอาล่ะ..
ไหน ๆ เอ็งก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้นอนสบาย ๆ อยู่บ้านวันนี้แน่ ๆ
เช่นนั้นก็รอประเดี๋ยว!
ให้ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสียก่อน แล้วจะไปจุดรับภารกิจกับเอ็ง”
พูดจบมันก็ลุกหายเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง
ดู..พวกนายดู ไอ้หมอนี่ จะทำอะไรต้องให้ลากดึงเหมือนควายติดปลักตลอด
แต่เอาเถอะ..
อย่างน้อยวันนี้ผมก็ได้ทำอะไรที่พอจะเรียกว่าก้าวหน้าในฐานะ 'ศิษย์ใหม่' แล้วล่ะนะ
หลังจากเจ้าคนหน้าขนมันจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เราสองคนก็ออกจากบ้านทันที โดยไม่ลืมแวะร้านอาหารเล็ก ๆ ระหว่างทางเพื่อหาของกินใส่ปากรองท้องก่อนจะไปทำอะไรที่ 'ดูมีสาระ' หน่อยในชีวิต
และแน่นอน..
ผมเป็นคนจ่าย..
เพราะไอ้หวังเอ๋อร์มันลืมเอาเงินออกมาด้วย
พวกเราเดินไป กินไป (พูดให้ถูกคือมันคนเดียว) จนมาถึงจุดหมาย
คือตำหนักภารกิจ
สถานที่นี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านหมายเลขสามนัก แค่เดินไม่นานก็เริ่มเห็นฝูงชนมหาศาลอออยู่ด้านหน้าตำหนักแล้ว
แต่พูดก็พูดเถอะ.
นี่มันมากกว่าคำว่า 'คนเยอะ' ไปอีกขั้น
มองไปก็มีแต่หัวดำ ๆ แน่นไปหมด หลายพันคนยืนเบียดกันอยู่ตรงนั้น
บางคนยืนรอเพื่อน บางคนยืนตะโกนเรียกคนเข้ากลุ่มทำภารกิจ บางคนก็ยืนขวางประตูแค่เพราะ 'มาหลีหญิง'
ผมมั่วอันสุดท้าย แต่ดูจากสีหน้าคนตรงนั้นแล้วก็คงไม่ผิดนัก
แต่เห็นแบบนี้ ผมก็อดยิ้มไม่ได้
เพราะสิ่งที่เห็นนี่ไม่ต่างกับ โลกเกมออนไลน์ชัด ๆ
นี่มันพื้นที่รวมเควส แบบ MMORPG แบบเป๊ะ ๆ
ถ้ามีจุดดีลของ มีโรงตีบวก มีบาร์สาวเสิร์ฟอยู่แถวนี้นะ
ผมจะยกมือยอมรับเลยว่าผมมาเกิดใหม่ต่างโลกแล้วจริง ๆ
เราสองคนค่อย ๆ เบียดฝูงคนเข้าไปในตัวตำหนัก เหงื่อแตกไปสามรอบ พลังใจหล่นไปห้าระดับ
ข้างในตำหนัก ก็อย่างกับโกดังโล่ง ๆ ขนาดมหึมา
ผมกะด้วยสายตาคร่าว ๆ ได้ประมาณ 150 x 175 เมตร กำแพงไม้ถูกสร้างขึ้นสองด้าน ขนานกันแบบยาว ๆ
แต่ไฮไลต์มันอยู่ตรงแผ่นหนังที่แปะเรียงรายบนกำแพงนั่นแหละ
หนังแต่ละแผ่นคือภารกิจ (แต่ผมเรียกว่ากระดานเควส)
บางแผ่นก็เขียนว่า 'ช่วยล้างบ่อปลา' บางแผ่น 'คุ้มกันขบวนสินค้า' อีกอัน 'ตามหาหมา'
ถ้าไม่มีคำว่า 'ภารกิจ' ติดอยู่ด้านบน
ผมคงนึกว่านี่เป็นบอร์ดประกาศชุมชน
แต่แน่นอน..
ด้วยความเป็นลานของสำนักใหญ่ ภารกิจพวกนั้นจึงถูกจัดหมวดหมู่ไว้ชัดเจน
ไล่ตั้งแต่ภารกิจระดับต่ำ (ค่าตอบแทนต่ำ) ไปจนถึงภารกิจระดับ 'โดนซัดตายได้ง่าย ๆ' ที่ให้คะแนนสูงลิบ
บางภารกิจจำกัดระดับของศิษย์ที่จะทำได้
ส่วนภารกิจระดับสูง ๆ น่ะเหรอ?
ไม่ใช่แค่ต้องเป็นศิษย์หัวกะทิอย่างเดียว ยังต้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์ระดับสูง หรือหัวหน้าหน่วยของสำนักด้วยถึงจะทำได้
แล้วเมื่อมองจากสหายของผมที่ยังยืนหาวอยู่ข้าง ๆ
ขนาดมันยังไม่ตื่นเต็มตา ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะไหวระดับไหนกันแน่
เห้อ...
แต่อย่างน้อย...
วันนี้ก็ได้เริ่มอะไรบางอย่างละนะ
ผมกับโหวหวังใช้เวลาเดินวนดูแผ่นหนังในตำหนักเกือบครบทุกหมวด ทุกหมวดจริง ๆ
แม้แต่หมวดที่มีป้ายเขียนไว้ชัด ๆ ว่า 'ระดับศิษย์หัวกะทิเท่านั้น' พวกเราก็ยังแว่บเข้าไปดู...
มันให้ความรู้สึกเหมือนเด็กมัธยมแอบดูคณะของมหาลัยชื่อดังที่รู้ตัวว่าเกรดไม่ถึง
แต่ที่ทำไป.. ไม่ใช่เพราะคิดว่าเราจะทำไหวนะ แค่อยากรู้ว่าเขาใช้เกณฑ์อะไรตัดสินภารกิจระดับสูง
ระหว่างที่ผมไล่อ่านไปเรื่อย ๆ พร้อมขยับตัวหลบคนอื่นที่เดินกันขวักไขว่ สายตาผมก็ไปสะดุดเข้ากับแผ่นหนังแผ่นหนึ่งตรงผนังขวา
มันอยู่ตรงแถวของภารกิจระดับศิษย์หัวกะทิ
ผมเดินเข้าไปใกล้แบบไม่ได้คิดอะไรมากตอนแรก
แต่พอเข้าใกล้เท่านั้นแหละ!!
ผมรู้สึกได้เลย
ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่น่าดึงดู
กลิ่นพลังปราณอ่อน ๆ ลอยคลุมอยู่รอบแผ่นหนังนั่น
มันไม่ได้แรงจนน่าตกใจ แต่ก็ชัดพอจะทำให้ผมหยุดฝีเท้าทันที
ตลอดทางที่เราเดินดูมาเป็นชั่วโมง ไม่มีแผ่นหนังแผ่นไหนเลยที่มีพลังปราณเคลือบอยู่
จะมีก็แต่แผ่นนี้แผ่นเดียวที่แปลกกว่าแผ่นอื่น
ผมยืนจ้องมันอย่างระวัง แล้วเอื้อมมือไปแตะแผ่นหนังนั่นเบา ๆ
มันให้รู้สึกเย็นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เย็นแบบอากาศ มันเย็นแบบ มีอะไรซ่อนอยู่ข้างใน
ผมค่อย ๆ ไล่อ่านข้อความบนแผ่นหนัง แล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่า...
มันไม่ใช่ภารกิจแบบที่คิดไว้เลย
ไม่มีจุดหมายไม่มีคำอธิบายไม่มีบอกว่าให้ไปที่ไหนไม่มีชื่อคนจ้างไม่มีแม้แต่ค่าตอบแทน
สิ่งเดียวที่มันมี…
คือบทกลอน
ใช่... กลอน
เขียนด้วยหมึกสีทอง ตัวบรรจงเป็นแถวตัวอักษรสวยสง่าเหมือนถูกเขียนโดยมือของจารย์ใหญ่ หรือไม่ก็ผู้ฝึกยุทธ์ที่ใช้ปราณควบคุมพู่กัน
ผมอ่านแผ่นหนังนั่นซ้ำอีกรอบ...
ไม่ใช่เพราะมันยาว..
แต่เพราะผมไม่เข้าใจว่ามันต้องการสื่ออะไรแน่
'คนแรก...เป็นบุรุษ เป็นที่สุด...ด้านกระบี่
ขลาดเขลา...อย่าลองดี กระบี่นี้...พร้อมฟาดฟัน
เนตรทอง...สุกสดใส มองเภทภัย...ได้ท่วงทัน
กระบี่...พร้อมลงทัณฑ์ เจ้าพวกจัญ...ได้ประจักษ์'
ไอ้แค่สี่บรรทัดแรกนี่แหละ...ที่ทำให้ผมหยุดนิ่งไปเลย
'เนตรทอง...'
ไม่รู้ทำไม..
แต่มันทำให้ผมนึกถึงเงาตัวเองในกระจก ตอนที่ดวงตาแวบแสงสีทองอยู่เพียงชั่วพริบตา เหมือนมันจะสื่ออะไรบางอย่างกับผม
ผมกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ แล้วอ่านกลอนต่อ
'คนสอง...ก็บุรุษ เกิดเป็นบุตร...ผู้มากศักดิ์
แต่ใจ...สุดแสนหัก แม่สุดรัก...สิ้นชีวา
กดน้ำ...ที่ใต้ตา ก้มกราบลา...หลุมมารดา
ทวนนี้...ในมือข้า จะเหนือกว่า...ข้าสาบาน'
ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่ากลอนพวกนี้ไม่ได้เขียนเล่น ๆ
แต่ละบทพูดถึง 'บุรุษ' ที่มีอดีตปริศนา.. มีอาวุธเฉพาะทาง และมีเหตุผลที่ต้องฆ่า
'คนสาม...เป็นบุรุษ ที่แสนสุด...สุขสำราญ
มากมาย...ด้วยนงคราญ งามสะคราญ...มิเคยขาด
นารี...อุปถัมภ์ บุญหนุนนำ...ไม่ถึงคาด
กระบอง...ในมือวาด พร้อมอาฆาต...ล่าสังหาร'
ผมหัวเราะในลำคอเบา ๆ
เจ้าคนนี้ฟังดูเหมือนตัวประกอบสายฮาในละครทีวี จนกว่าจะถึงบรรทัดสุดท้ายที่บอกว่า 'พร้อมอาฆาต ล่าสังหาร
ทุกคนในกลอนนี้…มันมีอดีต และมีเลือดที่ยังไม่ได้ล้าง
'คนสี่...สุดรันทด ถูกคนคด...ฆ่าล้างผลาญ
กำดาบ...กล่าวสาบาน พวกใจมาร...ต้องเห็นดี
เนตรคราม...ผู้คั่งแค้น ท่องดินแดน...ชำระหนี้
ไม่นาน...พวกอัปรีย์ ดาบเล่มนี้...ปิดชีวา'
ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า นี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา แต่มันคือ 'คำพยากรณ์' บางอย่าง
หรืออาจเป็นการบันทึกถึงบุรุษห้าคน…ที่อาวุธประจำตัวแตกต่างกันไป
'สุดท้าย...รันทดสุด เป็นบุรุษ...เด็กกำพร้า
มารดา...ถูกเข่นฆ่า ถูกนำมา...ทั้งน้ำตา
ถูกสอน...เรื่องผิดผิด ให้มันคิด...แค้นบิดา
สุดท้าย...ถึงเวลา ง้างศาสตรา...แทงพ่อมัน'
อ่านถึงตรงนี้ ผมต้องเงยหน้าจากแผ่นหนังแล้วสูดลมหายใจเข้าแรง ๆ
และผมก็หันไปอ่านบทแรกอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว
เนตรทอง…
กระบี่…
เอาจริงดิ?
ผมมองแผ่นหนังแล้วถามกับตัวเองในหัวแบบชัดถ้อยชัดคำ
พวกนายคงรู้สึกเหมือนผม..
ไอ้สี่คนที่เหลือนั้นเป็นใครผมไม่ทราบ..
แต่ไอ้เนตรทองที่กล่าวในบทแรกน่ะ...
นั่นผมใช่ไหม?