ตอนที่ 37ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าร้อง!
หลังจากที่เสือน้อยมาบอกว่าที่พวกเขาโดนครูฝ่ายปกครองจับได้ นั่นเป็นเพราะว่ามีคนไปรายงาน พ่อแม่ของพวกเขาก็โกรธที่โดนเรียกมาฝ่ายปกครอง
พอกลับไปถึงบ้านก็โดนด่าจนหูชาดังนั้นจึงยอมเป็นสายลับให้ไอ้เสือน้อย โดยที่อีกฝ่ายเสนอค่าจ้างเป็นส่วนแบ่ง
ซึ่งพวกเขาทั้งสี่คนก็ไม่ค่อยจะเข้าใจแต่เสือน้อยมันการันตีเงินหนึ่งหมื่นบาทเป็นขั้นต่ำ
“ถ้าเรารวมตัวกันแฉขบวนการพวกมันมีทั้งรูปทั้งหลักฐาน และพยาน พวกเราแม่งก็ไม่ต้องเปลืองแรงไปเจ็บเนื้อเจ็บตัวพวกเราคือฝ่ายที่ถูกกระทำนะโว้ย แล้วจะไปกระทืบให้พวกมันมีข้ออ้างเพิ่มมาเล่นงานเราทำไมแค่รวมตัวกันไปที่ฝ่ายปกครองให้เรื่องมันเข้าหูครูฝ่ายปกครอง ผอ. และเพื่อน ๆนักเรียน”
พวกสายสืบพยายามพูดชักจูง
“มีคนรับจ้างตามสืบมันอยู่แต่ก็ต้องเสียเงินให้มัน…พวกมึงไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวพวกกูทั้งสี่คนออกค่าจ้างเองพวกกูอยากเล่นงานมันคืน” สายสืบใช้วิธีอัฐยายซื้อขนมยายความจริงเสือน้อยเป็นคนเตรียมทุกอย่างให้หมด
“กูจะฉีกหน้ากากพวกผู้ดีจอมปลอมของไอ้พวกนักเรียนฝ่ายปกครองและก็เล่นงานแม่งให้หนัก แล้วพวกมึงว่าไง?” สายลับอีกคนพูดขึ้น
หลังจากนั้นทุกคนก็เอาด้วยเพราะมีพี่ใหญ่สี่คนออกหน้าจึงได้แบ่งกันไปตามหาเพื่อนที่เคยโดนจับคดีบุหรี่มารวมตัวกัน พอเห็นหลักฐานเช่นรูปภาพ คลิป ทุกคนจึงพร้อมใจกันเตรียมไปเชือดไอ้พวกสารเลวเหล่านั้นทันที!
……
วันถัดมาที่หน้าห้องปกครอง…ตอนช่วงเที่ยงๆ
กลุ่มนักเรียนรวมตัวกันอยู่หน้าห้องปกครองเกือบร้อยคน ‘โดยมีสี่แกนนำ’ ที่ได้นำเอาหลักฐานให้ครูฝ่ายปกครองดูเช่น หลักฐานการล่อซื้อซึ่งเป็นคลิป
มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเดินเข้ามาชี้เป้า จากนั้นก็คุยนัดแนะกับพวกนักเรียนฝ่ายปกครองพวกมันวิ่งเข้ามาแอบถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน
และก็เชิญตัวไปที่ห้องฝ่ายปกครองเพราะมีหลักฐานอยู่ในกล้องยากที่จะปฏิเสธ!
พอเห็นคลิปแรกครูฝ่ายปกครองก็อึ้งพูดอะไรไม่ออก นี่ยังไม่รวมภาพถ่ายอื่น ๆที่อยู่ในแฟ้มภาพของทั้งสี่คน ครูฝ่ายปกครองจินตนาการได้ถึงผลที่ตามมาทั้งพวกนักเรียนที่กรูพากันมาร้องเรียน โชคยังดีที่ ผอ.นัยนา เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
จึงได้เรียกพวกกลุ่มแกนนำไปคุยพวกที่คุยส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นพี่สายลับ ม.ปลายทั้งนั้น เพราะถ้าเอาเด็ก ม.ต้นไป กระดูกอ่อนเคี้ยวง่าย
ผอ.นัยนาพูดขึ้นว่า“สรุปพวกเธอต้องการให้ทางโรงเรียนดำเนินการกับคนเหล่านี้ และจะแจ้งความด้วย?”
“ใช่ครับ ผอ.เพราะตอนที่พวกผมโดนก็โดนแบบนี้…แถมโดนกันร้อยกว่าคนมันคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วนะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้น
“เอ่อ…งั้นเธอรอฟังมาตรการของทางโรงเรียนก่อนดีมั้ย? ค่อยไปแจ้งความถ้าไม่พอใจในมาตรการค่อยมาว่ากันอีกทีเป็นไง?” ครูนัยนาพยายามเป็นอย่างยิ่งไม่ให้เรื่องไปไกล
จากนั้นก็เรียกประชุมครูเป็นการด่วนโดยเฉพาะครูฝ่ายปกครอง
และวันนั้นทั้งวันกลายเป็นว่าครูหายไปจากห้องสอนหนังสือนักเรียนบางส่วนก็หายไปอย่างเห็นได้ชัด
ผลการสืบสวนปรากฏว่าเป็นจริงดังคาดต่อให้พวกเขาไม่สารภาพหลักฐานก็มัดตัวแน่นเสียขนาดนั้นครูบอกว่าใครที่สารภาพย่อมได้รับโทษเบา ส่วนใครที่ปากแข็ง ก็จับแยกไปอีกห้องในระหว่างขั้นตอนนี้นักเรียนสี่คนที่เป็นแกนนำก็อยู่ด้วยตลอด
นักเรียนแกนนำทั้งสี่พอเห็นไอ้พวกปากแข็งก็พูดขึ้นว่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา!”
ทางโรงเรียนให้พวกทำผิดเหล่านั้นซัดทอดกันใครที่ให้ข้อมูลได้มากที่สุด เป็นประโยชน์มากที่สุดก็จะได้รับโทษสถานเบาผลปรากฏว่าทุกคนแย่งกันพูดจนครูต้องค่อย ๆ ปราม
ต่างฝ่ายต่างซัดทอดกันไปมาจนเละตุ้มเป๊ะทั้งบ่ายจึงสรุปผลสืบสวน ส่วนนักเรียนที่พากันมาร้องเรียนด้านนอกก็ไม่ออกหน้าเองแค่มาแสดงตัว พวกเขาได้ให้รุ่นพี่ทั้งสี่คน ออกหน้าไปแทน เพราะหลักฐานส่วนใหญ่พวกเขาออกเงินหามา
พวกเขาไม่มีหลักฐานอะไรแค่ตามมาผสมโรงเอาคืนพวกนักเรียนฝ่ายปกครอง กับพวกตัวต้นเรื่องเท่านั้น
ผลปรากฏว่าสืบสาวราวเรื่องไปถึงใครก็ให้เพื่อนในกลุ่มโทรตามมา และถ้าไม่โทรตามก็เตรียมรับโทษ ‘ทั้งจากทางโรงเรียนและโรงพัก’เพราะพวกที่อยู่ข้างนอกไม่ยอมแน่ ๆ พวกครูได้พูดขู่เอาไว้
นักเรียนที่นั่งสุ่มหัวคุยกันอยู่ในห้องเรียนบางคนพอโทรศัพท์ดังขึ้นก็โดนเรียกไปที่ฝ่ายปกครอง พร้อมคำขู่ถ้าไม่มางานใหญ่แน่ ๆ
ตอนนี้นายพีกับนายทิดทั้งสองคนกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข พวกเขารู้ตัวแล้วเพราะคนที่หายตัวไปบางคนได้แอบโทรมาบอกพวกเขา
ซึ่งตอนนี้ก็โดนเรียกไปทีละคนและตอนนี้เพียงแค่รอให้ถึงคิวเขาก็เท่านั้น
เสือน้อยที่นั่งอยู่ชั้นบนดูนักเรียนเถียงกันวุ่นวายครูทุกคนก็ไปช่วยกันแยกสอบปากคำเด็กนักเรียนที่เป็นผู้ต้องสงสัย
ท้ายที่สุดทิดกับพีก็หนีไม่พ้นผิดทุกคนซัดทอดไปที่เขาสองคนเป็นหลัก จนสุดท้ายเพื่อน ๆได้โทรศัพท์ไปเรียกพีมาในท้ายที่สุด ซึ่งก็เป็นไปตามที่เด็กหนุ่มได้คาดการณ์เอาไว้
เขาเดินหน้าซีดเข้ามาในห้องผอ. โดยที่มีครูอยู่สองคนเป็นหัวหน้าครูฝ่ายปกครอง
จากนั้นก็มีครูบอกว่า“มีคนกล่าวหาว่าเธอเป็นหัวหน้าขบวนการ รีดไถนักเรียนเรื่องบุหรี่ และขายบุหรี่…เธอมีอะไรจะแก้ตัวหรือเปล่า?”
พีก็ได้แต่อ้ำ ๆอึ้ง ๆ ไม่กล้าสบตาใครคล้ายวัวสันหลังหวะ แต่ก็ได้แต่กัดฟันพูด
“เป็นพี่ทิดครับพี่เขาเป็นคนคิด พี่มันชวนผมมาร่วมขบวนการครับ พี่ทิด ม.5” พีโยนขี้ให้เพื่อนรุ่นพี่ทันทีขอแค่เขารอดเขายอมทำทุกอย่าง
“ผมเองก็โดนขู่ไว้เช่นกันเลยต้องทำตามน่ะครับ ตอนแรกผมแค่ไปขอซื้อบุหรี่ม้วนเดียวแต่มันจับผมถ่ายรูปในมือถือไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นผมก็หลวมตัวไป…”เขาทำท่าทีหวาดหวั่นก่อนจะบอกที่มาที่ไป โกหกหน้านิ่ง ยืนกระต่ายขาเดียว
“นายทิดเหรอ ที่เป็นหัวหน้าเป็นตัวตั้งตัวตี!?” ผอ.ถาม
“งั้นเดี๋ยวแยกสอบปากคำนายทิดทีหลังเธอออกไปนั่งรอก่อนไป...” พีพยักหน้ารับก่อนเดินออกไปเอง
……
ก่อนเข้าห้องมาพีเห็นท่าไม่ดีจึงได้โทรไปสารภาพผิดกับพ่อของเขาทั้งหมดแล้ว
พ่อก็โกรธอย่างมากพยายามเค้นสมองช่วยลูกชายเต็มกำลัง จึงบอกให้โยนความผิดไปให้ไอ้ทิดซึ่งไอ้ทิดเป็นลูกชายของลูกน้องเขาเอง!
“เอาเบอร์โทรศัพท์ไอ้ทิดมาเดี๋ยวพ่อโทรไปคุยกับมัน” พาทีที่กำลังร้อนรนโทรศัพท์ไปหาทิดโดยด่วน“ไอ้ทิดเอ็งรู้แล้วใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น...”
“ครับ…ผมพอรู้ครับน้า”เขาเสียงอ่อน
“จากนี้เอ็งต้องสารภาพผิดบอกว่าตัวเองเป็นคนทำเป็นคนขู่ไอ้พีให้มันทำ” จากนั้นพาทีก็บรรยายแผนการอันลึกล้ำให้เขาฟัง
“ถ้างานนี้เอ็งถูกไล่ออกจากโรงเรียนน้าก็สามารถหาโรงเรียนสำรองให้กับเอ็งได้ในทันที งานนี้ไม่ต้องห่วงนะว่าจะเป็นอะไรส่วนพวกเงินทองน้าให้ไม่ขาดแน่ไอ้หลานเอ๊ย ขอแค่ให้ผ่านเหตุการณ์ไปด้วยดีตายคนเดียวดีกว่าตายเป็นหมู่…เอ็งเข้าใจมั้ย!?”
พีพอได้รับโทรศัพท์จากพ่อก็โล่งใจจึงทำตามที่เตี๊ยมกันไว้ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
……
ผลสรุปออกมาก็ยังไม่พ้นนายพีอยู่ดี
เพราะแกนนำทั้งสี่คนได้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า“มันนั่นแหละคือตัวการ ซึ่งพวกเขามีรูปภาพของนายพีด้วย”จึงยืนกระต่ายขาเดียวเช่นกัน
ก่อนที่จะเลิกเรียนผลก็ออกมาจากที่ทุกๆ ฝ่ายประชุมกัน พวกนักเรียนฝ่ายปกครองที่ไม่ยอมสารภาพ มีมติเชิญไปเรียนที่อื่นเพื่อไม่ให้เสียประวัติครูนัยนาอธิบายว่า“ถ้าเกิดถูกไล่ออกก็จะเสียประวัติไปสมัครที่อื่นไม่ได้…”
ส่วนคนที่ซัดทอดและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุด ก็แค่จะถูกตัดคะแนนจิตพิสัยส่วนคนที่ให้การไม่มีประโยชน์ก็โดนพักการเรียน หรือเชิญออก
ทาง ผอ.ให้ทางเลือก“ไม่มีการรอลงทัณฑ์บนสำหรับพวกเธอ…ส่วนนายทิดก็เชิญออกสถานเดียว”
ซึ่งในตอนแรกฝ่ายแกนนำไม่ยินยอมต้องการให้ไล่ออกสถานเดียวแต่ทางครูนาก็ได้พูดขอร้องไว้ โดยบอกว่า “เผื่ออนาคตไว้ ถ้าเกิดพวกเธอทำผิดก็คงหวังจะได้ไปแก้ตัวใหม่”
ส่วนนักเรียนทั้งหมดที่มาร้องเรียนจะได้คะแนนจิตพิสัยคืนให้ทั้งหมด ผอ. ได้ขอไว้แทนนักเรียนทุกคนที่ต้องโทษ
แกนนำทั้งสี่ทำทีว่าตัดสินใจไม่ได้จึงเดินออกไปคุยกับรุ่นน้องหน้าห้อง เด็กรุ่นน้องในกลุ่มพูดขึ้น “ถ้าคะแนนคืนมาก็ยังดีวะอย่างน้อยก็ไม่ต้องบวช!”
ผอ.นัยนา พูดต่อ“นายทิด ยอมรับผิดมั้ย?” เจ้าตัวก็พยักหน้ารับโดยไม่บ่ายเบี่ยง
“ส่วนพีมีคนรับผิดแทนเธอแต่โทษก็ยังมีอยู่ครูจึงขอสั่งพักการเรียนเธอหนึ่งเทอม หรือถ้ารับไม่ได้ก็เชิญออก เธอสามารถเลือกได้”หนุ่มน้อยที่คิดว่ารอดแล้วแต่ปรากฏว่าก็ยังไม่พ้นผิดอยู่ดี
ทว่าวันนี้จึงต้องยอมรับไปก่อน“ผ…ผะ…ผมยอมรับครับ แต่ถ้าผมจะขอยื่นอุทธรณ์มันจะเป็นไปได้มั้ยครับ? เพราะกรณีนี้ผมโดนขู่นะครับครู!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขอร้องอ้อนวอน
กลุ่มครูจึงหันหน้ามาปรึกษากัน
มีครูคนหนึ่งพูดว่า“เรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายเราแค่ฝ่ายเดียว ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับทั้งสี่ที่เป็นแกนนำมาร้องเรียนด้วยเพราะอีกฝ่ายมีรูปถ่ายและคลิปเป็นหลักฐานดังนั้นครูว่าอาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง สำหรับกรณีของเธอ!”
……
พอสิ้นสุดวันนั้นพวกนักเรียนทุกคนต่างก็กลับบ้าน ด้วยความสนอกสนใจกับเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้น
ผอ.นัยนารู้ดีว่าไม่นานก็ต้องมีคนสืบเสาะจนได้จึงได้ชิงประกาศออกมาทางเสียงตามสายเสียก่อนเพื่อระงับข้อสงสัย
“อย่างที่ทราบกันดีวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้น...ครูไม่อยากให้ทุกคนด่วนสรุปและคาดเดากันไปส่งเดชดังนั้นจะขออธิบายคร่าว ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของ นักเรียนปกครอง…”
จากนั้นผอ. ดึงความสนใจของทุกคนไปที่เรื่องนักเรียนปกครองแทนและจบลงด้วยทางโรงเรียนได้ดำเนินการกับพวกเขาแล้วเรียบร้อย
ในมุมหนึ่งของโรงเรียนผู้คนกำลังสุมหัวนินทากันอยู่“แม่งโคตรเลว เหมือนพวกตำรวจยัดยาเลย ไม่น่าแปลกใจที่โรงเรียนจะเชิญออก”
“ไอ้เหี้ย!นี่แม่งเล่นกันแบบนี้เลยเหรอวะ ไอ้พวกนักเรียนปกครอง!” พวกผู้ชายหลายคนพูดสนทนาถึงหัวข้อร้อนประเด็นดัง
ส่วนพวกนักเรียนที่ได้คะแนนจิตพิสัยกลับคืนมาก็คล้ายปลากระดี่ได้น้ำ
และทางผอ.ก็ได้ขอไว้อย่าได้กระจายข่าวไม่ดีออกไป ซึ่งทุกคนต่างก็รับปากพวกเขาอดภูมิใจไม่ได้ที่ก่อเรื่องใหญ่ถึงขนาดนี้แน่นอนว่าย่อมมีการคุยโวกันบ้างเล็กน้อย
……
เมื่อพีกลับถึงบ้าน
พ่อจับไม้เรียวฟาดก้นพีทันทีที่กลับถึงบ้านทำเอาเจ้าตัวร้องโหยหวน
เขาด่าเสียงเกรี้ยวกราด“ไอ้ลูกเลววัน ๆ ก่อแต่เรื่อง มึงคิดบ้างมั้ยวะ? สมองมึงมีไว้คั่นหูหรือไง?มึงขาดเงินขาดทองถึงขนาดไปยัดบุหรี่ขายเลยเหรอ ไอ้ลูกเวร!”ส่วนไม้เรียวในมือก็ยังไม่หยุดฟาด
จนแม่ต้องเข้ามาห้ามปรามร้องห่มร้องไห้ไหว้ขอแทนลูก เพียงแค่สักพักลูกน้องคนสนิทก็ขับรถพานายทิดลูกชายตัวเองมาพบ
พาทีพูดเชิญขอโทษ“ขอบใจเอ็งมากไอ้ทิด น้าได้ติดต่อขอย้ายโรงเรียนให้เอ็งแล้วส่วนเรื่องเงินค่าทำขวัญน้าจะไม่ให้ขาดสักบาท เอ็งก็ด้วยไอ้ไทม์”
เขาขอบคุณสองพ่อลูกจากใจที่เป็นแพะรับบาปแทน เพราะถ้าลูกชายกลายเป็นขี้ปากเพราะถูกไล่ออก ชื่อเสียง สจ. ที่สะสมมาคงหมดกัน
แม่ของพีถามขึ้นว่า“แต่ทางโรงเรียนก็ยังพักการเรียนลูกอยู่นะ...”
พาทีผู้เป็นพ่อพูดขึ้น“อันนี้ไม่ยากแต่ คุณคงต้องจ่ายเงินเสียหน่อย เพื่อทำเรื่องอุทธรณ์”เขาหันไปทางภรรยาตัวเอง
“เท่าไหร่ฉันก็ยอมไม่อยากให้ลูกเสียประวัติ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
จากนั้นเองพาทีก็ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับผอ. เพื่อเตรียมการขอเข้านัดพบ