ไอเย็นโชยพัดผ่านซี่ไม้เล็ก นกน้อยบินเกาะเหนือหลังคาครัว
เซียนอินหยิบถั่วเหลืองที่นางคัดและแช่น้ำเอาไว้ก่อนแล้วออกมา ถั่วเหลืองเหล่านี้เป็เมล็ดถั่วที่สมบูรณ์เต็มลูกไม่แตกหัก ระยะเวลาการแช่ถั่วเกี่ยวโยงกันกับอุณหภูมิแวดล้อม หากอุณหภูมิยิ่งสูงจะยิ่งแช่ได้ในระยะเวลาที่สั้นมากขึ้น ทว่า่นี้เป็ฤดูอวี๋สุ่ย ฤดูที่สองใน่ฤดูใบไม้ผลิ เป็่ที่จะเริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้วหลังจากหนาวเหน็บมานาน ทว่าแม้ฤดูนี้จะอบอุ่นขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังหนาวเย็นพอสมควรอยู่ดี การแช่ถั่วจึงต้องใช้เวลาหลายชั่วยามจึงใช้ได้
มือขาวบิเมล็ดถั่วออกดู ออกแรงนิดเดียวเปลือกถั่วก็หลุดออก ถั่วเหลืองแยกเป็สองซีก จุดกึ่งกลางถั่วที่ถูกบิออกแล้วควรจะแบนราบ หากว่าบุบลงไปเป็หลุมแสดงว่ายังแช่ไม่ได้ที่
เมื่อตรวจดูแล้วว่าใช้ได้ เซียนอินจึงลงมือขยำถั่วในน้ำแ่เบาจนเปลือกถั่วลอยขึ้นมา ถั่วเหลืองที่แยกเปลือกออกจะให้รสััของน้ำเต้าหู้ที่ละมุนยิ่งขึ้น ไม่มีรสขมฝาด นางล้างน้ำอีกสองครั้ง แล้วจึงนำไปต้มกับน้ำร้อนต่อ
ปกติแล้วคนทั่วไปจะเริ่มบดถั่วเหลืองต่อในขั้นตอนนี้ทันที แต่เซียนอินเพิ่มการต้มขึ้นอีกขั้นตอน เพราะในถั่วกักเก็บสารชนิดหนึ่งเอาไว้ กลิ่นคาวถั่วก็มาจากมันนี่เอง การต้มจะสามารถขจัดมันไปได้ทำให้ลดความกลิ่นคาวแรงของถั่วเหลืองลง แต่การต้มนี้ไม่ใช่เพื่อให้สุก ดังนั้นไม่นานนางก็ดับไฟเตา เมล็ดสีเหลืองนวลราวไข่มุกต้องแสงจันทร์นิทราอย่างสงบอยู่ก้นหม้อ
ทีเด็ดอีกอย่างหนึ่งก็คือ...ถั่วลิสง
มือขาวหันไปหยิบถั่วลิสงไร้เปลือกที่ผ่านการคั่วโดยไม่ให้ไหม้มาบดรวมกับถั่วเหลืองในครกหินโดยใส่น้ำลงไปด้วย ถั่วลิสงนี้จะช่วยในการดับกลิ่นคาวถั่วและเพิ่มความมันหอมอร่อยของน้ำเต้าหู้ เมื่อได้ที่แล้วจึงกรองน้ำออกด้วยผ้าขาว น้ำสีเหลืองนวลพรั่งพรูลงสู่ภาชนะเบื้องล่างราวธารน้ำนม
ดวงตาผลซิ่งมองกากถั่วที่เหลือจากการกรองน้ำออกจำนวนมากอย่างใช้ความคิด พลันนั้นก็ดวงตาสว่างวาบ แทนที่จะปล่อยให้กากดีๆ อย่างนี้ต้องทิ้งไป มิสู้นางนำมาทำเป็หมั่นโถวกากถั่วนึ่งเสียเลย
ระหว่างปล่อยน้ำเต้าหู้ต้มไว้ในหม้อ ร่างบางจึงหันมาจัดการหมั่นโถวนึ่งต่อทันที
มือขาวคลุกแป้งสาลีที่นางอาศัยเก็บของป่าไปแลกมาจากเถ้าแก่ร้านแป้งเข้ากับกากถั่วเหลืองในกะละมังไม้ ก่อนจะเทน้ำอุ่นที่ผสมผงแป้งหมักและน้ำตาลแล้วลงไป คลึงแป้งจนเป็ก้อน ทิ้งไว้ชั่วครู่จึงนำมาคลึงต่อบนเขียงที่โรยแป้งเอาไว้ ค่อยๆ ถ่ายแรงจนขึ้นรูปเป็เส้นแป้งทรงกระบอกยาวเป็สาย แล้วหั่นเป็ชิ้นเล็กพอดีมือ บดคลึงต่อทีละชิ้น พลิกมาขึ้นรูปเป็ทรงรี ทิ้งไว้อีกครู่หนึ่ง ค่อยนำไปนึ่งในเตา
ไออุ่นร้อนพวยพุ่งปะทะใบหน้า กลิ่นน้ำเต้าหู้และหมั่นโถวนึ่งอบอวลไปทั่วทั้งครัว
อึก...
อึก...
เสียงกลืนน้ำลายดังมาจากด้านข้าง ดวงตากลมโตสองคู่โผล่พ้นขอบโต๊ะแอบมองมาจากด้านข้าง เซียนเวยอยู่ในท่าทางคุกเข่า ส่วนเฉิงเอ๋อร์อยู่ในท่ายืน เื้ัของสองหมั่นโถวน้อยที่มีลูกตาดำแปะอยู่นั้นเป็กระจาดใบใหญ่แขวนไว้บนผนังไม้ จึงราวกับเป็หมั่นโถวสองลูกที่วางอยู่บนจานก็มิปาน
เซียนอินอมยิ้ม ใช้ตะเกียบยาวเข้าคีบหมั่นโถววางใส่จานไม้ยื่นไปวางตรงหน้าเด็กน้อยทั้งสองคนละสองชิ้น พวกเขาราวกับเด็กที่ได้ของขวัญวันปีใหม่ ตื่นเต้นดวงตาส่องประกาย แต่ก็ไม่ลืมพากันไปล้างมือก่อนอย่างที่พี่ใหญ่กำชับอยู่เป็ประจำ
“เป่าก่อนนะ ระวังลวกมือเอา”
“เ้าค่ะ!” เด็กหญิงยิ้มกระหายพลางตอบรับเสียงใส
เซียนเวยใช้ตะเกียบแบะตรงกลางหมั่นโถวน้อยบนจานของเฉิงเอ๋อร์ออก ให้ไอความร้อนถูกพัดพาไปโดยง่าย เฉิงเอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงเลียนแบบบ้าง จับตะเกียบน้อยด้วยมือกลมๆ แหวกหมั่นโถวให้เซียนเวยด้วยท่าทีเงอะงะ เมื่อสำเร็จร่างน้อยก็กัดปากยิ้มมองไปทางเซียนเวยอย่างขอคำชม
เซียนเวยบีบแก้มยุ้ยส่ายไปมาหัวเราะเอ่ย “เฉิงเอ๋อร์เก่งที่สุด!”
จากนั้นเด็กๆ จึงเริ่มลงมือประเดิมเป็ผู้ชิมสองคนแรกของผู้เป็พี่ใหญ่ เซียนเวยประคองหมั่นโถวนึ่งไว้ในอุ้งมือเพื่อซึมซับไออุ่นท่ามกลางอากาศหนาวก่อนค่อยกัดเข้าปาก รสัันั้นอ่อนนุ่มราวกับจะละลายได้เพียงแตะลิ้น รสถั่วอ่อนๆ ให้กลิ่นหอมบางเบาต่างจากหมั่นโถวทั่วไป ร่างเล็กผ่อนลมหายใจออกมาอย่างมีความสุข
เฉิงเอ๋อร์กัดได้คำหนึ่งก็ยิ้มหวานอย่างชอบอกชอบใจ ใช้มือเล็กบิแป้งหมั่นโถวนึ่งออกมาเล็กน้อย แล้วก้มลงไปป้อนให้เ้าแมวส้มตัวหนึ่ง มันกำลังเดินวนเอาตัวเบียดรอบขาของเขาอย่างออดอ้อน
แมวตัวนี้ไม่รู้ว่ามาจากไหน เซียนเวยเล่าว่ามันชอบมาวิ่งเล่นรอบเรือน เฉิงเอ๋อร์เองก็ชอบมันมาก เห็นมันมาทีไรเป็เปิดประตูต้อนรับเข้าบ้านเสมอ ส่วนเซียนเวยก็ไม่ได้ห้ามปราม เพราะพี่ใหญ่สั่งห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้า แต่ไม่ได้ห้ามเปิดประตูให้แมวแปลกหน้านี่นา…
ดังนั้นเ้าแมวส้มตัวนี้จึงกลายเป็สัตว์เลี้ยงของพี่น้องสกุลจ้าวไปโดยปริยาย เซียนเวยตั้งชื่อให้มันว่าอาเฉิง (เ้าส้ม)
นับแต่นั้นมา...เวลาเซียนอินเรียกเฉิงเอ๋อร์ อาเฉิงกลับวิ่งมาหานางด้วยอย่างงงๆ
เซียนเวยอ้ายัดหมั่นโถวที่เหลือเข้าปากเคี้ยวกลืนลงคอ แล้วหันไปหยิบน้ำเต้าหู้ดื่มต่อ รสชาติหวานอ่อนทั้งหอมทั้งมัน ดื่มจนหมดก็ยังไม่พอจนต้องขอพี่ใหญ่เติมเพิ่ม
ก่อนหน้านี้เซียนเวยเองก็เคยตั้งคำถามกับพี่สาว ว่าเหตุใดฝีมือการทำอาหารถึงเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวะโเช่นนี้ได้ เซียนอินก็ได้แต่ปั้นเื่บอกน้องสาวว่านางคอยสังเกตเรียนรู้จากป้าแม่บ้านในเรือนที่นางเคยไปรับจ้างซักผ้า นานวันเข้าจึงนำมาฝึกทำเองบ้างจนเกิดการพัฒนา
ความมุ่งมั่นฉายวาบผ่านดวงตาของเด็กหญิง นางเอ่ยกับพี่สาวด้วยหมั่นโถวชิ้นใหม่ที่ยังตุยอยู่ที่กระพุ้งแก้ม
“พี่ใหญ่เ้าคะ แต่นี้ไปท่านก็ให้เวยเอ๋อร์เป็ลูกมือท่านเถอะ เวยเอ๋อร์อยากทำอาหารเก่งเหมือนพี่ใหญ่”
เซียนอินชะงักมือที่กำลังตักน้ำเต้าหู้ใส่ถ้วยให้เด็กน้อยเพิ่ม
...นั่นสินะ นางสมควรสอนเซียนเวยด้วย ไม่ควรเอาแต่ทำงานหาเงินอย่างเดียวเท่านั้น ยามนี้นางเป็ทั้งพ่อและแม่ของเด็กสองคนนี้ ต้องขบคิดเื่ทักษะการใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคตให้มากจึงจะดี
“ได้สิ เดี๋ยวพี่ใหญ่จะค่อยๆ ถ่ายทอดทุกอย่างให้เ้าเอง”
เซียนเวยยิ้มแก้มปริ ก่อนจะหันไปทำตาโตเตือนเฉิงเอ๋อร์เสียงใสว่าอย่าเอามือที่ลูบแมวมาหยิบหมั่นโถวกิน บรรยากาศในครัวอบอวลไปด้วยไอควันอาหาร เสียงดุของเซียนเวย เสียงหัวเราะคิกคักของเฉิงเอ๋อร์ เสียงร้องเมี้ยวม้าวของอาเฉิง และเสียงก๊อกแก๊กจัดเตรียมอาหารของเซียนอิน
อีกครู่นางเตรียมนำตัวอย่างหมั่นโถวและน้ำเต้าหู้ไปให้เ้าของร้านโจ๊กพิจารณา หวังว่าแผนการค้าระยะหนึ่งของนางจะเป็ไปได้ด้วยดี เซียนอินคิดพลางมองภาพอันรื่นเริงนั้นไปด้วย
เหนือตรอกตงเจียอากาศโปร่งฟ้าเปิดไร้ทิวเมฆ ลมเย็นพัดหวิวผ่านแนวหลังคาทอดยาว เซียนอินเห็นว่าน้องน้อยทั้งสองควรได้ออกมาเดินเล่นนอกเรือนบ้าง จึงตัดสินใจพาพวกเขาไปด้วยกัน
วันนี้เซียนอินสวมชุดสีกล้วยไม้เช่นเดิม ส่วนชุดของเซียนเวยเป็สีขาวหม่นตัวยาว บนหัวม้วนผมเป็ก้อนซาลาเปาสองลูก รัดไว้ด้วยแถบผ้าสีฟ้าอ่อน ใบหน้าติดจะมนแบบเด็กๆ เผยรอยยิ้มอารมณ์ดีเพราะจะได้ออกไปนอกบ้าน
เซียนอินยกหม้อหมั่นโถวนึ่งวางลงรถเข็นไม้ ตามด้วยหม้อน้ำเต้าหู้ เนื่องจากนางกลัวว่าหากนำออกมาจะเย็นชืดไปเสียก่อน จึงใส่หม้อเอาไปเลยก็แล้วกัน เช่นนี้ยามขายจริงก็นำไปนึ่งต่อที่ร้านโจ๊กได้เลยอีกด้วย
เซียนอินย่อตัวลงตรงหน้าเฉิงเอ๋อร์ “เดี๋ยววันนี้พี่ใหญ่จะพาเ้าออกไปเดินเล่นนะ”
เด็กน้อยในชุดสีฟ้าหม่นกัดปากล่างยิ้มพยักหน้าหงึกหงัก ผมของเด็กน้อยยาวระต้นคอ ดวงตากลมโตสะท้อนภาพใบหน้าของพี่สาวเต็มพื้นที่
เซียนอินคิดอะไรชั่วครู่ จึงชี้ที่อกตนเอง เอ่ย “เ้าลองเรียกพี่ใหญ่ดูซิ พี่...ใหญ่”
เฉิงเอ๋อร์มิได้พูดตาม แต่ยิ้มกว้างขึ้นแล้วโผเข้ามากอดคอเซียนอินที่ย่อตัวลงมาหาเขาอย่างออดอ้อน เสียงลมจากการหัวเราะในลำคอของเด็กน้อยดังอยู่ข้างหู เซียนอินส่ายหน้ายิ้มเบาๆ แล้วจัดแจงอุ้มเขาขึ้นนั่งบนรถเข็นไม้ตรงช่องว่างที่ยังเหลืออยู่
เ้าแมวส้มวิ่งเตาะแตะตามมาจากในเรือน ะโขึ้นรถเข็นนอนม้วนซุกตัวบนตักเฉิงเอ๋อร์ ถูใบหน้าขนปุกปุยกับแขนเสื้อของเขาเบาๆ ร้องเมี้ยวม้าวอ้อนให้เกาคอ
เซียนอินเข็นรถออกจากลานบ้านออกไปสู่ตรอกตงเจียที่มีคนเดินอยู่ประปราย บ้านเรือนเรียงรายค่อยเล็กลงตามระยะสายตาไปจนสุดต้นตรอก ส่วนเซียนเวยทำหน้าที่ปิดประตูหน้าเรือน มือเล็กจัดการลงกลอนประตูพร้อมกับคล้องด้วยโซ่และแม่กุญแจอันน้อย แล้วจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหยุดอยู่ด้านข้างดรุณีชุดเหลือง ยื่นมือช่วยผลักรถเข็นไปด้วยอีกแรงหนึ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศเยียบเย็น ปรากฏเป็ภาพสองคนเข็น หนึ่งคนนั่ง หนึ่งตัวนอน