บทที่ 10 หรือจะเสื่อมสมรรถภาพโดยกำเนิด?
ปัญหาเื่งบประมาณสำหรับจัดงานชุมนุมปราชญ์จึงคลี่คลายได้แล้ว ยังเหลือเื่การปฏิรูประบบการสอบรับราชการ
กู้อวี้ยังไม่ลืมเื่ที่เซียวเหยาอ๋องสร้างความลำบากใจให้ตนเองในตอนแรก นางมีใจอยากกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา จึงก้าวออกมากล่าวว่า “ทูลฝ่าา กระหม่อมมีความคิดอย่างหนึ่ง แม้ไม่อาจดับกระหายในระยะสั้น แต่อาจช่วยสลายทุกข์ในระยะยาวได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้องมองอีกฝ่ายในมุมใหม่ จึงตรัสว่า “พูดมาเถอะ”
กู้อวี้กล่าวว่า “ตอนนี้ในหมู่พ่อค้ามีการซื้อตำแหน่งขุนนางกันอย่างกว้างขวาง แม้เื่นี้จะสร้างรายได้ให้ราชสำนัก แต่หลังจากพ่อค้าที่ไร้การศึกษาเ่าั้ซื้อตำแหน่งเข้ารับราชการได้แล้วก็มักทำให้ศาลาว่าการปั่นป่วนไร้ระเบียบ ประชาชนได้รับความอยุติธรรมไร้ที่ร้องทุกข์ ประสบความลำบากไม่มีที่ให้ร้องเรียน ความไม่พอใจดังระงมไปทั่วหัวระแหง”
“กระหม่อมมีความเห็นว่า สามารถเปลี่ยนจากการให้พ่อค้าซื้อตำแหน่งขุนนางมาเป็การซื้อสิทธิ์เข้าร่วมการสอบรับราชการ ทั้งสามารถรักษารายได้จากการซื้อสิทธิ์ และสามารถคลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายดังที่กล่าวมาข้างต้น”
ั์เนตรของฮ่องเต้เปล่งประกาย “ยอดเยี่ยม”
ฮ่องเต้หันไปกล่าวกับจวินเจ๋อ “เ้าดูกู้ซื่อจื่อสิ คนเขารู้จักคิดหาวิธีรวบรวมเงิน ไม่เหมือนเ้า รู้จักแต่มาขอเอาเงินจากข้า”
อีกฝ่ายก็หันมามองกู้อวี้อย่างเหนือความคาดหมายเช่นกันขณะอมยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ความคิดของซื่อจื่อผู้นี้อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบมากนัก แต่กลับเอื้อประโยชน์ต่อภาพรวม ทำให้คนต้องมองใหม่อีกครั้ง นับเป็คนมีความสามารถคนหนึ่ง
รายละเอียดของเื่นี้ยังคงต้องนำไปหารือใหม่อีกครั้งในภายหลัง ขุนนางทั้งหลายจึงถวายบังคมทูลลา
กู้อวี้กำลังจะล่าถอยออกไปด้วยเช่นกัน แต่กลับถูกฝ่าาเรียกตัวเอาไว้ “จวินเจ๋อ กู้อวี้ พวกเ้าสองคนอยู่ก่อน”
สตรีชะงักฝีเท้า ไม่รู้ว่าฝ่าารั้งพวกตนไว้ด้วยสาเหตุใด หลังจากเหล่าขุนนางทยอยจากไปหมดแล้ว นางก็ขยับไปข้าง ๆ หลายก้าวอย่างเงียบเชียบ คิดว่าอยู่ให้ห่างจากเซียวเหยาอ๋องไว้ก่อนเป็การดี คนผู้นี้ช่างอัปมงคลโดยแท้
จวินเจ๋อเห็นเต็มสองตา เขามีใจอยากแกล้งกู้อวี้จึงเอ่ยขึ้นอย่างยียวน “ข้าดุร้ายน่ากลัวนักหรือไร เหตุใดกู้ซื่อจื่อถึงต้องถอยออกไปไกลเช่นนั้น?”
นางค่อนแคะในใจ… ‘เพราะว่าท่านอัปมงคลน่ะสิ’
กู้อวี้คิดเสียว่าเซียวเหยาอ๋องกำลังผายลม จึงไม่ตอบโต้เขา เพียงก้มหน้านิ่ง ตามองไม่เห็นก็ไม่ต้องรู้สึกรำคาญใจ
ได้ยินฮ่องเต้กล่าวสาเหตุที่รั้งพวกเขาไว้ว่า “ข้านึกแล้วเชียวว่าเ้าคงไม่ได้ว่านอนสอนง่ายปานนั้น ที่แท้วันนั้นเ้าก็ไม่ได้ไปขอโทษกู้ซื่อจื่ออย่างจริงใจ มิหนำซ้ำยังไปตีกู้ซื่อจื่ออีกต่างหาก”
จวินเจ๋อเอ่ยตอบ “ฝ่าา หาได้เป็เช่นนั้นไม่ วันนั้นข้าขอโทษกู้ซื่อจื่อไปแล้วจริง ๆ กู้ซื่อจื่อยังตอบรับด้วยความยินดีอยู่เลย”
เซียวเหยาอ๋องหันมาทางอีกฝ่าย “ใช่ไหม กู้ซื่อจื่อ?”
กู้อวี้อยากโต้แย้งว่า ‘ตอบรับด้วยความยินดีอะไรกัน’ ทว่าขอแค่มีสมองอยู่บ้างนางก็ย่อมรู้ว่าเวลานี้ควรตอบกลับไปอย่างไร
นางข่มความพลุ่งพล่านในใจพลางกล่าวว่า “ทูลฝ่าา เป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้แสร้งแสดงท่าทีโกรธกริ้ว ตำหนิจวินเจ๋อว่า “ถึงตอนนี้เ้ายังจะมาข่มขู่กู้ซื่อจื่ออีก มารดาตามใจเ้า วันนี้ข้าจะช่วยดัดนิสัยเอาแต่ใจของเ้าเสีย มานี่ ขอโทษกู้ซื่อจื่ออย่างจริงจังอีกครั้งต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้”
กู้อวี้เงียบงัน นางไม่พิศวาสคำขอโทษจากเซียวเหยาอ๋องเลยสักนิด
เดิมทีนางก็ล่วงเกินคนถ่อยที่จิตใจคับแคบผู้นี้อยู่แล้ว ถ้ายังจะบังคับให้เขาขอโทษอีกครั้ง นางจะอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้อย่างไร
ทว่าฮ่องเต้หาได้ยินเสียงร่ำร้องจากภายในใจของนางไม่ กลับเร่งรัดจวินเจ๋อ “ยืนนิ่งอันใดอยู่ รีบขอโทษเสียสิ”
จวินเจ๋อสูดหายใจเข้าลึก หันกลับมาหากู้อวี้แล้วแสดงสีหน้าว่า ‘เ้าจบเห่แล้ว’ จากมุมที่ฮ่องเต้มองไม่เห็น
จากนั้นก็ค้อมกายกล่าวคำขอโทษอย่างจริงจัง “ล้วนเป็ความผิดของข้า กู้ซื่อจื่อโปรดยกโทษให้ด้วย”
นางบังคับตัวเองคารวะตอบ “ท่านอ๋องกล่าวหนักเกินไปแล้ว”
ขณะนั้นเอง ฝูไห่กงกงก็เดินเข้ามารายงานต่อฮ่องเต้ว่า “ฝ่าา หมอหลวงหลิวมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
กู้อวี้ยังไม่ทันเข้าใจว่าหมอหลวงมาที่นี่ด้วยสาเหตุใดก็ได้ยินฮ่องเต้ตรัสว่า “หมอหลวงหลิวเชี่ยวชาญเื่กระดูกโดยเฉพาะ ข้าเรียกเขามาดูอาการให้กู้ซื่อจื่อว่าฟื้นตัวถึงไหนแล้ว”
นางััได้ว่าขนทั่วร่างลุกซู่ หากหมอหลวงจับชีพจรนาง ความจริงที่ว่านางเป็สตรีก็ต้องถูกเปิดโปงแล้วน่ะสิ!
นางรู้อยู่แล้ว พอได้ข้องแวะกับเซียวเหยาอ๋องเป็ต้องไม่มีเื่ดี
ระหว่างที่เกิดความคิดสับสนวุ่นวาย หมอหลวงก็เดินเข้ามาค้อมกายแสดงคารวะต่อนาง
ฉับพลันนั้น ร่างกู้อวี้พลันแข็งทื่อ
นางถอยหลังไปครึ่งก้าว และพยายามกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ขอบพระทัยฝ่าา แต่อาการาเ็ของกระหม่อมหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จวินเจ๋อรู้สึกว่ามีพิรุธจึงเดินเข้ามาจับแขนกู้อวี้ ดวงตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อยอย่างส่อแววอันตราย
“ก่อนหน้านี้เ้าเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่าข้าทำให้แขนเ้าได้รับาเ็ ตอนนี้กลับเอาแต่บ่ายเบี่ยง หรือเ้าจะาเ็ไม่จริง?”
ข้อมือของนางถูกจวินเจ๋อกุมไว้แน่น ชายเสื้อแขนกว้างร่นลงมา เผยให้เห็นแถบผ้าที่พันข้อศอกเอาไว้
กู้อวี้หน้าซีด ฝืนสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา
เหลวไหลทั้งเพ นางเที่ยวป่าวประกาศตอนไหนกัน นางเพียงร้องเรียนไปที่สำนักตรวจการเท่านั้น
คนผู้นี้ถูกใต้เท้าผู้ตรวจการถวายฎีการ้องเรียนแทบไม่เว้นวันอยู่แล้ว ไฉนพอเป็นางกลับตามราวีไม่ยอมเลิกราเสียที
กู้อวี้ตึงเครียดจนััได้ว่าสองขาสั่นสะท้าน สมองทำงานเร็วรี่ “ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว ร่างกายข้าน้อยมีความบกพร่องั้แ่ยังเล็ก กลัวว่าหมอหลวงอาจวินิจฉัยพบโรคอื่นแล้วจะทำให้ท่านอ๋องเดือดร้อนไปด้วย”
จวินเจ๋อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น ความแคลงใจก็สลายไปกว่าครึ่ง แต่… ร่างกายบกพร่อง?
ตอนนี้จวินเจ๋ออยู่ใกล้กับกู้อวี้จนสามารถพินิจใบหน้าประดุจหยกของนางได้อย่างชัดเจน
ตามปกติแล้วบุรุษวัยนี้ถึงจะโกนหนวดเคราได้เกลี้ยงเกลาเพียงใดก็มักจะทิ้งตอหนวดไว้ให้เห็น แต่กู้อวี้กลับมีผิวพรรณเรียบเนียน โครงร่างเพรียวบาง…
หรือจะเสื่อมสมรรถภาพโดยกำเนิด?
คิดถึงตรงนี้ จวินเจ๋อก็รีบห้ามตัวเองเอาไว้ทันที เจิ้นกั๋วกงพลีชีพเพื่อบ้านเมือง แต่เขากลับมาคิดว่าบุตรชายของอีกฝ่ายเสื่อมสมรรถภาพโดยกำเนิดหรือไม่ ช่างไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
จวินเจ๋อกระแอมเบา ๆ สลัดความคิดเหลวไหลของตัวเองทิ้งไป
กู้อวี้กำลังว้าวุ่นใจก็ได้ยินฝ่าากล่าวว่า “เช่นนั้นก็ให้หมอหลวงตรวจดูว่าแขนเ้าฟื้นตัวถึงไหนแล้วก็แล้วกัน”
ขาที่สั่นระริกของซื่อจื่อค่อยสงบลงได้บ้าง แค่นเสียงให้จวินเจ๋ออย่างขึงขังทั้งที่ในใจหวาดหวั่น นางม้วนแขนเสื้อขึ้น ยื่นแขนให้หมอหลวงหลิวถอดผ้าพันแผลออกแต่โดยดี
หมอหลวงหลิวัับริเวณที่ได้รับาเ็เบา ๆ ถามอะไรนางเล็กน้อย สุดท้ายจึงหันกลับไปรายงานต่อฮ่องเต้ “ไม่มีอะไรร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ เพียงพักรักษาตัวให้ดีก็สามารถฟื้นฟูกลับไปเป็ปกติได้ดังเดิม”
ฮ่องเต้พยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ”
ทั้งคู่ถวายบังคมทูลลา
ตอนนี้กู้อวี้เห็นจวินเจ๋อเป็เทพเ้าแห่งโรคระบาด ครั้นออกมาจากท้องพระโรงก็สาวเท้าเร็ว ๆ จากไปทันที สลัดจวินเจ๋อที่เดินตามมาอย่างเอ้อระเหยทิ้งไว้เื้ั