บทที่ 5
ความฝันของเ้าช่างแปลกประหลาด
วันถัดมา สมาชิกแห่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าประจำหมู่บ้านเรดวู้ดได้ลิ้มลองอาหารรสชาติยอดเยี่ยมเป็ครั้งแรก โจ๊กธัญพืชหอมกรุ่นเจือด้วยน้ำมันกระเทียมป่าทำให้ท้องน้อย ๆ ของพวกเขารู้สึกได้รับการเติมเต็ม น่าเสียดายที่ปริมาณที่ทำมีจำกัด เด็กน้อยทั้งหลายจึงไม่สามารถขอเพิ่มเป็ถ้วยที่สองได้
แต่นั่นก็ดีกว่าทุกวันแล้วเพราะพวกเขารู้สึกอิ่มกันทุกคน ท่าทางที่อยากขอเพิ่มเป็เพียงความรู้สึกลึก ๆ ที่อยากกินของอร่อยให้มากขึ้นเท่านั้น
“เหลือก้นหม้ออีกสองสามถ้วย... จะแบ่งอย่างไรดี?” หลังเก็บกวาดทำความสะอาดเครื่องครัวทุกชิ้นเสร็จเรียบร้อยในตอนเช้า แม่ชีสูงวัยทั้งสองพร้อมพ่อครัวตัวน้อยได้มายืนรวมตัวกันสูดกลิ่นธัญพืชต้มที่ถูกตุ๋นจนเปื่อย ถ่านไฟที่ยังคุกรุ่นใต้หม้อได้ให้ความร้อนพอเหมาะและอุ่นมันมาหลายชั่วโมงแล้ว
“แบ่งให้คิทกินสักหน่อยเถอะ ทำงานหนักมาั้แ่เช้าแล้ว...” ซิสเตอร์แอนเสนอหลังจากไตร่ตรองเพียงครู่เดียว “นั่งทานในห้องนี้แหละ ข้าไม่อยากให้เด็กคนอื่นเกิดความคิดไม่ดี ส่วนที่เหลือเ้าก็ค้างหม้อเอาไว้ ก่อนทำอาหารเย็นจะได้กินมันก่อนจะออกแรงหนักอีก... ตกลงไหม?”
ซิสเตอร์ลิซ่าไม่มีข้อขัดแย้งอะไรกับการตัดสินใจนั้น เด็กน้อยผู้นี้ทำงานหนักเพื่อแบ่งเบาปากท้องทุกคนมาั้แ่เช้ามืด ร่างกายที่ผอมแห้งจึงควรจะได้รับสารอาหารชดเชยเป็รางวัลบ้าง และเ้าตัวก็เหมือนจะดีใจเป็พิเศษ
สองแม่ชีจึงได้ยืนมองเด็กร่างผอมกินอย่างมูมมามอย่างที่ร่างกายของเขา้า หลังจากตรวจสอบทุกอย่างในครัวว่าเรียบร้อยดีแล้ว ทั้งสองก็เดินออกมาแล้วปล่อยให้เ้าหนูน้อยเป็ผู้ดูแลต่อไป
“ว่าแต่... พอจะเจอชื่อดี ๆ ให้เ้าตัวน้อยนี่หรือยัง? ข้าว่าชื่อคิทมันออกจะ...” มักง่ายไปหน่อยไหม? ส่วนหลังของประโยคเธอได้แต่คิดในใจ
“พอจะมีในใจอยู่สามชื่อแล้วล่ะ กำลังสังเกตอยู่ว่าควรจะมอบชื่ออะไรให้เขาดี”
“อะไรบ้าง เผื่อข้าช่วยคิด”
“เดวิด อีธาน ไม่ก็โจนาธาน... เ้าคิดว่าไง?”
“อืม... สมกับเป็เ้า ชื่อมาตรฐานดี...” ลิซ่าตอบเพื่อนสนิทด้วยเสียงราบเรียบไร้ความตื่นเต้นเหมือน่ก่อนหน้า จากนั้นเธอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ให้เขาเป็เดวิดเถอะ เป็ที่รักของทุกคนจะสร้างความสุขในชีวิตได้มากที่สุด...” เธอยังพูดต่ออีกว่า
“...ดูจากความแน่วแน่ของเขาแล้ว เ้าตัวคงแข็งแกร่งได้ด้วยตนเองในอนาคต ส่วนจะให้เขาเป็ของขวัญจากพระเ้า? เป็สิ่งที่พระเ้าประทาน... คงจะซ้ำเติมปมด้อยเื่ถูกทิ้งไปหน่อย เ้าคิดเช่นนั้นไหม?”
อีธาน แปลว่าผู้แข็งแกร่ง แม้เ้าหนูคิทจะยังอ่อนแอ แต่ดูจากความคิดอ่านและความมุ่งมั่นแล้ว อีกไม่นานคงยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ส่วน โจนาธาน มีความหมายโดยนัยว่าสิ่งที่พระเ้าประทานให้ คงจะไม่เหมาะสมไปหน่อย แน่นอนว่ามันอยู่ที่มุมมองอันแตกต่างกันด้วย
“เดวิด... ก็ดีนะ เป็ชื่อแรกที่ข้าคิดถึงเลย... แม้จะมีดาษดื่นไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เื่น่าอับอายที่จะมีนามซ้ำกับผู้อื่น”
“เยี่ยม” ลิซ่ายกนิ้วให้สหายสนิท จากนั้นก็ขอตัวไปค้นหาวันอันเหมาะสมที่จะทำพิธีมอบนามต่อไป
ส่วนเด็กน้อยที่กินอาหารถ้วยที่สองอย่างมูมมามเสร็จสิ้น ก็หันมาตรวจสอบเสบียงที่หลงเหลืออยู่พร้อมกับใช้ทักษะคำนวณที่ตนเองมีเพื่อคาดคะเนจำนวนวันที่ทุกคนจะมีกินเต็มอิ่ม เขาไม่รู้ตัวเลยว่าความสามารถในการคำนวณเป็สิ่งที่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่มีโอกาสเล่าเรียน
ศาสตร์ความรู้หลากหลายแขนงที่เขามีในหัวล้วนอยู่ในระดับที่เทียบเคียงกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ของยุคเลยก็ว่าได้ บางที... อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
นิ้วน้อย ๆ จิ้มไปยังกระสอบเสบียงอย่างต่อเนื่อง...
ลูกเดือยสี่กระสอบ ถั่วผสมหกกระสอบ ข้าวบาร์เลย์และข้าวสาลีรวมกันอีกสามกระสอบ รวมไปถึงธัญพืชที่เขาไม่รู้ชื่ออีกเกือบห้ากระสอบ ทั้งหมดถูกวางไว้เป็ระเบียบในห้องมืดติดกับสถานที่ปรุงอาหาร นอกจากนี้ยังมีกองแครอทเหี่ยว ๆ รูปร่างบิดเบี้ยว กับหอมใหญ่อีกจำนวนมาก
(อืม... ประมาณยี่สิบคน... คงประมาณเจ็ดวันต่อกระสอบ กระสอบพวกนี้ขนาดไม่ใกล้เคียงกับที่เราเคยเห็นเสียด้วย คงต้องลดทอนลงมาหน่อย...หกวัน... ไม่สิ ห้าวันดีกว่า)
ถ้าหากทุกคนได้กินเต็มอิ่มวันละสองมื้อ พวกเขาก็จะอยู่ได้สามเดือนพอดิบพอดี แต่หากลดทอนลงมาหน่อยคงจะได้เกือบสามเดือนครึ่ง... ปัญหาติดอยู่ที่ ฤดูหนาวโดยปกติจากที่เขาสอบถามมาจากซิสเตอร์มีระยะเวลาสี่เดือนกว่า!
อาหารเหล่านี้ ไม่มีทางที่จะทำให้ทุกคนอยู่เพียงพอได้ถึงสี่เดือนกว่า ยังไม่รวมกับเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้น ถ้าอากาศแปรปรวนจนฤดูหนาวยาวนานกว่าปกติ หรือหนาวรุนแรงกว่าปกติ
(แย่จัง แย่มาก ๆ อาหารอีกหนึ่งเดือนจะไปหามาจากไหนล่ะนี่) สายตาหันไปมองเนื้อรมควันชิ้นเล็กจิ๋วกองหนึ่งที่ไม่อาจเติมเต็มความ้าของเด็ก ๆ แม้เพียงครึ่งมื้อ พวกมันถูกจัดให้เป็ของปรุงแต่งรสอาหารแทนที่จะใช้ทานโดยตรงเหมือนคนทั่วไป
ิญญาชายแก่ได้แต่ขบคิดอย่างเคร่งเครียด ความรู้เกี่ยวกับอาหารจากป่าถูกรื้อฟื้นขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็วเพื่อหาลู่ทางให้ทุกคนได้อิ่มท้อง เขานึกถึงมันป่าและเบอร์รี่ป่าหลายชนิด แต่ฤดูกาลนี้สัตว์ป่าทั้งหลายย่อมต้องแย่งชิงทรัพยากรเพื่อกักตุนให้ตนเองรอดพ้นจากหน้าหนาว โอกาสที่จะเก็บเกี่ยวพวกมันจึงน้อยลงไปอีกหลายส่วน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ยังมีแนวทางในการวางกับดัก ที่เขาพอจะลักจำมาได้บ้างเป็ส่วนเสริมเล็กน้อย
อีกหนึ่งเดือนจะเข้าฤดูหนาวอย่างเป็ทางการ เขาต้องใช้เวลานี้ให้มีประโยชน์มากที่สุด ตอนนี้เขาต้องรักษาตัวให้มีแรงมากกว่านี้เสียก่อน จึงจะเริ่มต้นเดินทางเข้าไปในแนวชายป่ารอบนอกได้
กิจวัตรประจำวันของ่บ่ายตลอดสามวันหลังจากนั้น เป็การเก็บเกี่ยวดงกระเทียมป่ามากักตุนไว้หลายกระบุง แม้จะดูเยอะไปหน่อยแต่ปริมาณของทุ่งกระเทียมป่าข้างโบสถ์ ช่างมีมากมายมหาศาลนัก
(ไว้พ้นหน้าหนาวข้าจะช่วยขยายพันธุ์นะ) เด็กน้อยบ่นพึมพำขอโทษต้นกระเทียมตลอดเวลาที่ลงมือถอนพวกมัน พร้อมกับสัญญาเป็มั่นเป็เหมาะว่าจะมาช่วยเหลือในภายหลัง สายลมหอบหนึ่งพัดมาทักทายเหมือนตอบรับในคำสัญญานั้นโดยที่เ้าตัวไม่รู้แม้แต่น้อย
เวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายแก่ ๆ ที่ท้องฟ้าเริ่มหรี่แสงและเปลี่ยนสีไปตามเวลา ดวงจันทร์สีขาวนวลสองดวงลอยเคียงคู่กันมาเหมือนกฎแห่งแรงดึงดูดทำงานได้อย่างน่าฉงน ดวงตาใสแจ๋วของเด็กตัวน้อยเงยหน้ามองมันก่อนจะถอนหายใจที่ต้องยอมรับความเป็จริง
เขาอยู่อีกโลกอย่างแท้จริงแล้ว ไม่ใช่โลกใบเก่าที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอีก ชีวิตครั้งนี้ต้องไม่ใช่คำสาปที่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป โอกาสใหม่ที่เขาได้รับจะต้องดียิ่งกว่าเดิมด้วยความพยายามและสองมือของเขาเอง
.
.
.
อาหารเย็นวันนั้น ยังคงเป็โจ๊กแสนอร่อยที่ทุกคนพูดถึงเหมือนเดิม รอยยิ้มที่พี่น้องทั้งหลายที่มีให้แก่กันช่างอบอุ่นในสายตาของผู้ดูแลทั้งสองยิ่งนัก
“พี่คิท พี่คิท ข้าอยากทานอาหารฝีมือพี่ทุกวันเลยยย...” น้องสาวตัวน้อยเข้ามาออดอ้อนถึงที่ ความรู้สึกรักเด็กของคนอายุเยอะจึงกำเริบแล้วอุ้มเ้าเด็กตัวหนักขึ้นมานั่งเล่นบนตัก
“คิก ๆ พี่คิทอุ้มข้า เย้!” สาวน้อยชูแขนทั้งสองข้างเหมือนได้รับชัยชนะ สักพักก็มีเสียงประท้วงตามมา
“ลินขี้โกง” น้องชายตัวน้อยเข้าประชิดตัวคิทเช่นกัน พี่สามของทุกคนจึงต้องแบ่งกอดและผลัดกันอุ้มน้อง ๆ ทุกคนจนมึนหัวไปหมด เจมส์และแอนนาได้แต่นั่งหัวเราะอยู่ข้าง ๆ
“เป็พี่สามของทุกคนแล้ว รู้สึกยังไงมั่งล่ะคิท?” แอนนาถามพร้อมรอยยิ้ม “เ้าเข้ากับเด็ก ๆ พวกนี้ได้เร็วกว่าข้าหรือเจมส์อีกนะ สุดยอดมาก ๆ”
“ไม่รู้สิ เ้าพวกนี้ออกจะน่ารัก จะให้ข้าทำตัวเฉยเมยไม่ได้หรอก ฮิ ๆ ๆ” นิ้วผอมแห้งจิ้มไปที่แก้มยุ้ย ๆ ของเ้าตัวเล็กอย่างสนุกมือ
“เ้าได้พรด้านการทำอาหารจากทวยเทพมาหรือ? น่าอิจฉาจริง ๆ เลยนะ” เจมส์หันมาถามขณะนอนเอนหลังอยู่ข้าง ๆ
“พร? มีอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ?” คิทถามกลับอย่างไม่เข้าใจ แต่ในใจลึก ๆ กลับคาดหวังอะไรบางอย่าง จินตนาการอันบรรเจิดกำลังโลดแล่น
(เวทมนตร์ พลังพิเศษ โลกแฟนตาซี โอ้วเย้!!!) ถ้าเขาะโเต้นได้ในตอนนี้เขาคงทำไปแล้ว
“อ้าว? อย่าบอกนะว่าเ้าไม่รู้” เจมส์ลุกพรวดขึ้นมาจนแทบจะชนกับเขา “พวกเราได้รับพรตอนแรกเกิดกันทั้งนั้น และพลังก็จะตื่นขึ้นตอนอายุประมาณสิบสี่ ช้าหน่อยก็สิบห้าหรือสิบหก...”
“อย่างที่เจมส์บอกแหละคิท ข้าเองก็ได้รับพรจากเทพแห่งการถักทอ ส่วนเจมส์เขาได้พรจากเทพแห่งพละกำลัง พวกเราแต่ละคนมีพร์กันคนละด้านทั้งนั้น หลังจากพลังตื่นขึ้น พวกเราก็จะมีความสามารถพิเศษบางอย่างตามมา”
“ใช่แล้ว ข้าล่ะอยากได้พรแห่งการต่อสู้ พอพลังตื่นจะได้ไปสมัครเป็ทหาร คอยส่งเงินมาเลี้ยงน้อง ๆ” ความตั้งใจของเจมส์ถูกบรรยายออกมาด้วยความฮึกเหิม อีกไม่กี่เดือนพลังเขาน่าจะตื่นแล้ว อนาคตในความคิดของหนุ่มน้อยช่างสดใส
“ข้าเองก็อยากมีร้านตัดเย็บสักร้าน แต่คงอีกนานนัก แล้วความฝันของคิทล่ะ มันคืออะไรเหรอ”
“ฝัน... อย่างนั้นหรือ” ร่างที่ิญญาผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาหลายสิบปีหลุบตาลงต่ำเพื่อคิดทบทวน แต่เขาก็ไม่เสียเวลานึกถึงความหลังอันเ็ปมากนัก หลังจากไตร่ตรองดีแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็เริ่มเบิกกว้าง
“ข้าอยากเป็ชาวสวน ปลูกผักผลไม้อร่อย ๆ ให้ทุกคนได้กินอย่างอิ่มหนำ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
แอนนา เจมส์ และน้อง ๆ ทุกคน มองร่างซูบผอม พร้อมอ้าปากค้าง จากนั้นก็เริ่มหัวเราะคิกคัก
“คิท ชาวสวน ฮ่า ๆ ๆ” เจมส์หัวเราะหนักกว่าคนอื่น “นั่นเป็อาชีพของคนที่ได้รับพรขั้นต่ำสุดนะ เ้าทำอาหารเก่งขนาดนี้ ไปเป็พ่อครัวให้ท่านลอร์ดที่ไหนสักแห่งดีกว่าไหม? บางทีเ้าอาจจะมีธาตุไฟก็ได้นะ”
เ้าหนูคิทตากระตุก รู้สึกคันไม้คันมืออยากซัดหน้าพี่ชายต่างสายเืคนนี้สักหมัดแต่ก็เปลี่ยนเป็การถอนหายใจแทน
“ข้าจะทำให้ดู พวกเ้ารอชมเถอะ!”
ความฝันของคิทดังไปถึงหูของซิสเตอร์ทั้งสอง หญิงชราผิวเหี่ยวย่นได้แต่อมยิ้มแล้วคิดว่า...
เ้าเด็กคนนี้... เหมาะสมกับชื่อที่พวกเธอคิดให้นัก เขากลายเป็ที่รักของทุกคนในเวลาที่รวดเร็วยิ่ง
อย่างไรก็ตาม... เขาช่างเป็คนที่มีฝันอันแปลกประหลาด ผิดแผกไปจากคนทั่วไปมากทีเดียว