ตอนที่ 2 นิทานของแม่และการพบพานแห่งโชคชะตา
แคปซูลอวกาศเงาวาวราวเม็ดไข่มุกออกเดินทางจากฐานทัพอวกาศท่องผ่านความเวิ้งว้างสีดำตามเส้นทางที่ควรจะเป็
แต่แล้วเหมือนตลกร้ายจากเอกภพเมื่อถึงกาลครบรอบที่ดาวหางอูดูมาล์วิ่งเฉียดเข้าใกล้ดาวจุดหมายทุก 163 ปีแรงโน้มถ่วงและชั้นบรรยากาศเกิดบิดเบี้ยวชั่วเสี้ยววินาทีแต่นั่นเพียงพอที่จะทำให้การคำนวณเส้นทางผิดเพี้ยนไปมหาศาล
“ประตูแห่งโชคชะตาจึงเปิดออก”
************************************
ในห้วงเวลาที่สงบนิ่งถอยหลังสู่ความทรงจำที่ตราตรึงแต่ครั้งวัยเยาว์...
ยุคสมัยแห่งความผาสุก ดวงตะวันเรืองรองท่อแสงสีทองทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มแผ่ไผศาล ต้นหญ้าใบอ่อนลู่ลมเอื่อยเป็เกลียวคลื่นพฤกษากระมิดกระเมี้ยนโบกสะบัดโปรยเสน่ห์โชยกลิ่นหอมเด็กหญิงตัวจ้อยผมยาวสลวยสีดำมันขลับ หมุนตัวร่ายรำตามจังหวะเด็กแก่นแก้วควงคู่หมู่ผีเสื้อที่บินรายล้อมเหล่าวิหกน้อยและแมลงตัวนิดทำหน้าที่ขับขาลบรรเลงเพลงเสียงเจื้อยแจ้ว...
“เลดิเน่...” เสียงเบาหวิวดังคล้อยมาตามลมแต่นั่นคือเสียงที่เด็กหญิงคุ้นเคย
“ท่านแม่” เด็กหญิงร้องขานพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติขาคู่เล็กไม่รอช้าวิ่งไปหาผู้มาเยือนพอเข้าใกล้ก็ะโโถมเข้าใส่ด้วยคิดถึงสู่วงแขนบางที่อ้ารับ
“คิดถึงท่านแม่จัง” ไม่พูดเปล่าเด็กหญิงรีบประทับริมฝีปากน้อยบนแก้มสีขาวนวลทันทีที่อยู่ในอ้อมกอดของมารดาอีกฝ่ายไม่ยอมแพ้โต้ตอบด้วยจุมพิตลงบนหน้าผากของแก้วตาดวงใจ
“แอบหนีแม่มาเที่ยว แล้วพึ่งจะมาคิดถึงแม่หรือไงคะ” ฝ่ายมารดากล่าวสัพยอกจนเด็กน้อยอมยิ้มแก้มตุ่ยหน้าขึ้นสีเห็นดังนั้นจึงได้โอกาสรุกต่อ ปลายจมูกของหญิงสาวเคลื่อนเข้าััปลายจมูกของเด็กหญิงเป็เชิงหยอกล้อก่อนตบท้ายด้วยหอมแก้มน่ายิกทั้งซ้ายขวาดังฟอดใหญ่
“ไม่เอาแล้วไม่พูดแล้ว” เลดิเน่ทำปากจู๋ สะบัดหน้าพูดตัดบทด้วยความขวยเขินจนอีกฝ่ายแอบหัวเราะน้อยๆในท่าทางน่ารักของเด็กน้อยตรงหน้าไม่ได้
“เลดิเน่อยากฟังนิทานของท่านแม่อีก” เลดิเน่รีบเปลี่ยนเื่มายังหัวข้อที่เธอชอบที่สุดหญิงสาวได้แต่พยักหน้ารับเพราะคิดว่าแกล้งเ้าตัวน้อยจนพอใจแล้วต่อจากนี้ก็ตามใจเธอบ้างเถอะนะ
“เย้!” เด็กน้อยร้องไชโยด้วยความดีใจ แต่ไม่วายถึงตาเธอเอาคืนขณะที่หญิงสาวเผลอไผลไปกับท่าทางร่าเริงของเด็กหญิงที่จงใจทำเพื่อวางกับดักเพียงพริบตาเ้าตัวน้อยก็จู่โจม ริมฝีปากน้อยจุมพิตเข้ากับริมฝีบางชมพูของหญิงสาวแม้ััเพียงชั่วอึดใจ แต่ความเบาหวิวที่เย็นวาบขึ้นทั่วร่างกลับไม่จางหาย
“ฮ่าๆ ท่านแม่เขิน ท่านแม่เขิน” เด็กหญิงหัวเราะร่วนชอบใจเมื่อเห็นใบหน้านวลขาวแดงระเรื่อขึ้นซึ่งใครมาเห็นเข้าก็คงไม่แปลกใจเลยว่าเ้าตัวน้อยคนนี้ได้นิสัยขี้เล่นและขี้อายมาจากใคร
หญิงสาวเมื่อปรับอารมณ์เข้าที่ได้บ้าง จึงรีบเริ่มต้นเล่านิทานเพื่อกลบเกลื่อน...
“เลดิเน่ รู้ไหมชื่อลูกหมายถึงอะไร” น้ำเสียงของหญิงสาวเปลี่ยนไปทั้งฟังดูอ่อนโยนและอบอุ่น เพื่อใช้เพิ่มอัตถรสแก่นิทานราวกับเธอเป็นักเล่านิทานชั้นยอด
“ไม่รู้ค่ะท่านแม่” เด็กน้อยสังเกตเห็นสัญญาณจึงรับรู้ได้ว่ามารดากำลังจะเล่าเื่สนุกให้เธอฟังอีกครั้งเด็กน้อยกระชับอ้อมกอด ใบหน้าแนบบนร่างของมารดาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักไออุ่นแผ่ซ่านสู่ตัวเด็กน้อยสร้าง่เวลาที่แสนวิเศษสุดเพราะเธอชอบฟังนิทานในอ้อมกอดมารดาจนผล็อยหลับทุกครั้งไป...
‘นานมาแล้วก่อนที่พวกเราจะถือกำเนิดก่อนที่ดาวดวงนี้ก่อเกิด...ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างในดินแดนสีดำบนฝากท้องฟ้ายามรัตกาลจะมีตัวตน
...ความว่างเปล่าที่ไร้แสง เงียบเหงา และหนาวเหน็บ
เวลาล่วงผ่านมิหวนคืน แต่ทุกสิ่งยังคงเดิมมิเปลี่ยนแปลง
...ความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดให้สูญเสียและไม่มีสิ่งใดให้
เวลาล่วงผ่าน ทว่า “ความว่างเปล่า” กลับมี “หัวใจ”
...ความว่างเปล่ากัดกร่อนตัวเองให้เ็ป เพราะเดียวดาย
วันคืนล่วงผ่าน แม้มีหัวใจ แต่มิอาจแสดงออก
...ความว่างเปล่าจึงเกิดมีตาเพื่อหลั่งน้ำ มีปากเพื่อร้องไห้
เอกภพที่มืดมิดมีเพียงเสียงร่ำไห้ของความว่างเปล่าผู้น่าสงสารก้องกังวานอยู่ทั่วทิศไร้อาทิตย์ ไร้จันทราให้นับวันคืน เสียงครวญดังระงม ทั้งจักรวาลต่างทุกข์ระทม…
หยาดน้ำตาแห่งความว่างเปล่าแตกละอองฟุ้งกระจายทั่วเขตแดน ราวคำปลอบประโลมหยาดน้ำตากลั่นตัวก่อกำเนิดเป็ดวงดาว เติมแต่งจักรวาลให้มีสีสันต์สุริยะแรกท่อแสงสื่อภาษาด้วยไมตรีจิตทักทายความว่างเปล่าผู้หงอยเหงาตามด้วยจันทราและดารามาเวียนแวะ ...เสียงสะอื้นจึงแ่เบา
แม้มีเพื่อนผองมากมายไว้คลายเหงา หากหัวใจยังว้าเหว่ไม่เปลี่ยนแปลงจริงอยู่ดวงดาวนั้นสวยงามแต่กลับไร้ชีวาให้ห่วงหาวันคืนหมุนไปดาวฤกษ์เกิดดับสลับไปตามวัฏจักร
เสียงร่ำไห้ดังขึ้นอีก ดั่งเสียงพร่ำสวดภาวนาวิงวอนขอผู้ใดที่มีหัวใจมาเคียงข้างท้ายที่สุดราวกับสิ่งที่เป็ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ความว่างเปล่าเกิดตั้งครรภ์มันเฝ้าฟูมฟักถะนุถนอมด้วยความรัก รอเวลาที่จะเห็นหน้าเ้าตัวน้อยไม่ว่าผ่านนานแสนนานเพียงไรความว่างเปล่าก็มิเคยร้องไห้อีก...
วันที่รอคอยมาถึงพร้อมความเ็ปยิ่งกว่าครั้งใดเสียงกรีดร้องดังสนั่นสั่นจักรวาล เสียดแทงเหล่าดาราแตกละเอียดเป็ผุยผง...และแล้วเสียงทรมานก็เงียบลงพร้อมเสียงของชีวิตแรกร้องงอแงขอความรักในอ้อมแขนของความว่างเปล่าผู้เป็แม่คน
“เลดิเน่” นามแห่งความว่างเปล่าใช้เรียกขานแทนตนและสำหรับลูกน้อยมอบนามว่า “เลดินุส คาอุส” ทั้งจักรวาลมีความรักเพียงหนึ่งเดียว เพียงชีวิตเดียวให้อาวรณ์เทพมารดามอบความรักหมดทั้งหัวใจ ดวงตามิเคยเผลอไผลมองดาราใดนอกจากดวงั์ตาของดวงใจที่สุกใสปากพร่ำบอกรักมิขาดสายสลับจูบหอมมิปล่อยวาง...เหล่านี้คือความสุขอันปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของเทพมารดา
...แต่ปานคำสาปร้ายแห่งโทษทัณฑ์ที่ความว่างเปล่าบังอาจทิ้งตัวตนกล้าแต่งแต้มจักรวาลที่ควรเป็สีดำและไร้ชีวิต าแเมื่อครั้งให้กำเนิดลูกน้อยมิอาจเยียวยาโลหิตที่เต็มเปี่ยมรักบริสุทธิ์ไหลรินออกจากเทพมารดามิขาดสายแม้นทรมานแสนสาหัสก็มิเคยคิดเสียใจ...
กาลเวลาผันต่อ หยดโลหิตแปรเปลี่ยนถือกำเนิดิญญาบริสุทธิ์ด้วยรักยิ่งใหญ่เหล่าิญญาแห่งชีวิตต่างถือกำเนิดแข่งขันท่อแสงอวด หยอกล้อกันอยู่รอบกายเทพมารดาจวบจนเลดินุสเติบใหญ่ ดวงตาแห่งมารดากาลก่อนคุ้นชินกับความมืด แต่บัดนี้แสงไสวของเหล่าิญญาแห่งชีวิตเพิ่มจำนวนมิหยุดหย่อนดวงตาของนางจึงพร่ามั่ว...จนอาจเป็ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เทพดาจำต้องละสายตาจากลูกน้อย
บุตรผู้กตัญญูมองมารดาด้วยความห่วงใยและหวาดกลัวว่าดวงตานางจะมืดบอดจนไม่อาจมองเห็นเขาอีกเลดินุสตัดสินใจกระทำสิ่งที่กล้าหาญ ฉวยโอกาสตอนมารดาหลับตาพักแอบหลบหนีพร้อมนำพาเหล่าดวงิญญาออกเดินทางสู่ดินแดนปริศนาอันไกลโพ้นด้วยหวังว่าเมื่อปราศจากแสงจากพวกมันดวงตาของมารดาจะหายดีและทั้งคู่จะได้สบตากันดั่งที่เคยเป็มาตลอดไป...’
“เลดิเน่...” หญิงสาวกระซิบเรียกเด็กน้อยในอ้อมกอดแต่หามีปฏิกิริยาตอบรับไม่
“นิทานของแม่ไม่สนุกหรือไงเนี่ย เล่าไม่ทันจนหลับก่อนทุกทีเลยสิ” หญิงสาวบ่นพึมพำประกอบแก้มป่องแง่งอน เม้มปากหมั่นเคี้ยวเ้าตัวเล็กของเธอสุดท้ายทนไม่ไหวจนต้องลงไม้ลงปาก แอบขโมยจูบลงบนแก้มขาวอวบที่กำลังขึ้นอืดเพราะนอนเพลิน
“เลดิเน่ เฟียร์อาน่า...สักวันลูกจะต้องเป็มารดาที่ยิ่งใหญ่” หญิงสาวกล่าวพลางลูบหัวทุยสวยราวกับให้พร
********************************************
“ท่านแม่...” เสียงหวานละเมอเพ้อเรียกหาความฝันหยาดน้ำใสแห่งอาวรณ์ไหลซึม ร่างบางสั่นเทาพานสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกสงัด มือเรียวยกขึ้นปาดเช็ดตรงมุมตา
หญิงสาวลงจากเตียงเดินมาเท้าคางยังริมระเบียงห้องนอนหลับตาพริ้มนึกทบทวนความฝันคล้ายมิอยากให้ลืมเลือน เมื่ออิ่มเอิบจนพอใจค่อยแหงนหน้าส่งยิ้มให้เหล่าดาราบนฝากฟ้า
ั์ตาสีไพลินสุกสกาวมิแพ้ดวงดาราจับจ้องจันทร์เพ็ญอย่างวาดหวังครั้นคิดวิงวอนจะขอพรต่อจันทร์เ้า พลันแลเห็นดาวหางฟ้าครามทอดผ่านขอบฟ้า
ขณะริมฝีปากบางชมพูระเรื่อพร่ำเอ่ยคำขอปราศจากเสียงปรากฏดาวหางสว่างโชติ่ดุจลูกไฟอีกดวงพุ่งปราดเข้ามาใกล้
ตูม!!!
แคปซูลอวกาศร่วงตกใส่ป่าอุทยาน แผ่นะเืเลื่อนลั่นเสียงสนั่นหวั่นไหว คล้ายเกิดพสุธากัมปนาทในวันสิ้นโลกมันถูกออกแบบให้ทนความร้อนระหว่างเสียดสีกับชั้นบรรยากาศและร่อนลงจอดบนสถานีปลายทางอย่างปลอดภัย วัสดุจึงไม่สามารถทนแรงกระแทกรุนแรงผิวชั้นนอกเริ่มฉีกขาดและหลุดออกทีละชิ้น โครงสร้างบุบสลายเสียรูปทรงจนถึงขีดอันตรายต่อผู้โดยสาร
ฝาครอบดีดเปิดด้วยระบบนิรภัย แคปซูลอวกาศลดความเร็วลงเพียงเล็กน้อยไถล่ครูดตามพื้นจนตกลงไปในสระน้ำลึกกลางอุทยาน
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยหญิงสาวจ้องมองไม่คลาดสายตาสังเกตเห็นคนผู้หนึ่งอยู่ในดาวหางเพลิงที่กำลังจมลงสู่ก้นสระ
ร่างอรชรลอยร่อนลงจากระเบียงยอดหอคอยผมนิลดำมันขลับยาวสลวยพลิ้วล้อสายลมชุดนอนแพรไหมขาวบริสุทธิ์ตัวโคร่งแผ่สยายคล้ายปีกหงส์กำลังกระพือโผบินปลายเท้าััพื้นดินอย่างนิ่มนวล เพราะวงแหวนเวทปรากฏขึ้นรองรับราวกับนาง์เสด็จลงเยี่ยมโลกมนุษย์
ซูม!
น้ำสาดกระเซ็น เมื่อหญิงสาวะโลงสระดำดิ่งลงใต้น้ำเย็นเยือกอันมืดมิด เกือบชั่วหมดลมหายใจร่างหญิงชายผุดขึ้นริมขอบสระแม้เธอเหนื่อยหอบหายใจถี่รัว ยังระวิงมือควานหาชีพจรของชายหนุ่มสักพักจึงหยุดนิ่งเพราะไม่พบสัญญาณของชีวิต
ในสมองตื่นตัวเร่งค้นหาวิธีช่วยชีวิตพลันหน้าขึ้นสีเม้มปากอย่างขัดใจ
‘ไม่นะ!’ เสียงของหัวใจร้องประท้วงความคิดสมอง
เหมือนสมองรับคำประท้วงคิดอีกวิธีหนึ่งขึ้นได้ทันท่วงที
หญิงสาวส่ายหน้าขับไล่ความคิดเหลวไหลรีบทาบมือบนอกของชายหนุ่มแปลกหน้า ปากร่ายเวทบทหนึ่งร่างที่นอนราบชักกระตุกขึ้นคราหนึ่ง อกซ้ายสั่นกระเพื่อม หน้าที่ซีดขาวเริ่มเข้มขึ้นบ่งบอกสัญญาณชีวิต
หญิงสาวคลายกังวลถอนหายใจเฮือกใหญ่ นาทีวิกฤติเร่งรีบจนเธอลืมสำรวจบางสิ่งพอสถานการณ์คลี่คลายค่อยรู้ตัว ชุดนอนตัวโปรดบางเบาใส่สบายตัวยามนอน เมื่อเปียกชุ่มจึงแนบสนิทติดเนื้อหนังเผยสัดส่วนชวนวาบหวามแถมชายหนุ่มเบื้องหน้ายังเปลือยเปล่าร่อนจ้อนซ้ำร้ายสายตาดันซุกซนเหลือบมองส่วนล่างดวงหน้าหญิงสาวแดงก่ำขึ้นยิ่งกว่าครั้งใดจรดใบหู มือทั้งสองยกปิดของสงวนรีบเร้นกายหลบหายไปก่อนที่ชายหนุ่มจะฟื้นคืนสติ หรือก่อนใครจะมาพบเข้า
By นิรกาล