ชีชีที่กำลังรดน้ำแปลงผักในลานบ้านพลันเห็นกลุ่มคนเดินขบวนกันมาที่บ้านของเธออย่างเอิกเกริก
ท่านผู้เฒ่าไป๋เดินอยู่กึ่งกลางขบวนโดยมีผู้บังคับกองพันหลี่และคุณอู๋ ซึ่งเป็หัวหน้าผู้ตรวจการทางการเมืองผู้รับผิดชอบงานด้านอุดมการณ์และการเมืองเดินขนาบข้างส่วนลู่เหย่เดินตามหลังมาพร้อมกับเหล่าผู้ช่วยของท่านผู้เฒ่าไป๋
เขตบ้านพักทหารนั้นกว้างขวางเพียงเท่านี้บ้านไหนมีเื่อะไร ทุกคนต่างก็โผล่หน้าออกมาด้อมๆ มองๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“สหายเสี่ยวชี ผมในฐานะตัวแทนของโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรและตัวแทนของเกษตรกรทั่วหล้า ขอขอบคุณคุณเป็อย่างยิ่งสิ่งประดิษฐ์ของคุณผ่านการอนุมัติจากหลายภาคส่วนและเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างเป็ทางการแล้วนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เกษตรกรรมของประเทศเราประชาชนจะจดจำคุณูปการของคุณไว้สืบไป!”
ท่านผู้เฒ่าไป๋กุมมือของชีชีไว้น้ำตาคลอเบ้าด้วยความปลาบปลื้ม
ผู้ตรวจการทางการอู๋ก็เอ่ยสมทบอยู่ข้างๆ“สหายเสี่ยวชีอายุยังน้อยแต่กลับมีความสามารถโดดเด่นถึงเพียงนี้ช่างน่าเลื่อมใสนัก เื่นี้จะต้องได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง”
สถานการณ์ที่ดูเป็ทางการเช่นนี้ทำเอาชีชีถึงกับทำตัวไม่ถูกด้วยความเขินอาย
“ท่านผู้เฒ่าไป๋ ผู้ตรวจการทางการอู๋ พวกคุณชมเกินไปแล้วค่ะฉันก็แค่ตั้งใจจะรับใช้ประชาชน ทำในสิ่งที่พอจะทำได้เท่านั้นเอง”
“ดี ดีมาก คนหนุ่มสาวที่ไม่ลำพองตนเช่นนี้ถือเป็สหายที่ดีจริงๆ” ผู้บังคับกองพันหลี่มองเธอด้วยสายตาชื่นชม
ท่านผู้เฒ่าไป๋รีบสั่งให้ผู้ช่วยนำธงเกียรติยศเข้ามา“นี่คือธงเกียรติยศที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรมอบให้คุณและยังมีเงินรางวัลจากคณะกรรมการเมืองอีกจำนวนสองร้อยหยวน”
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าไป๋ และขอบคุณท่านผู้นำทุกท่านค่ะฉันจะพยายามทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปค่ะ”
ชีชีรับธงเกียรติยศและซองจดหมายหนาปึกมาในใจรู้สึกเบิกบานยิ่งนัก
นี่มันตั้งสองร้อยหยวนเชียวนะ!ลู่เหย่ออกไปทำภารกิจ เสี่ยงเป็เสี่ยงตายแทบแย่ถึงจะได้มาหนึ่งร้อยหยวน
เธอแค่ขยับนิ้วนิดๆหน่อยๆ ก็ได้เงินรางวัลเท่ากับค่าตอบแทนภารกิจของเขาถึงสองครั้งแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นชีชีจึงหันไปมองลู่เหย่อย่างภาคภูมิใจ
ในขณะนั้นเขากำลังยืนฉีกยิ้มจนหน้าบานบนใบหน้าเขียนตัวโตๆ ไว้ว่า ‘เห็นไหมล่ะ? นี่ภรรยาผมเอง!’
ชีชีรีบละสายตาหนีทันทีรู้สึกละเหี่ยใจจนไม่อยากจะมอง
“สหายเสี่ยวชีตำแหน่งช่างเทคนิคของโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรยังคงว่างไว้ให้คุณเสมอนะเมื่อไรที่เปลี่ยนใจก็ไปรายงานตัวได้เลย”
ท่านผู้เฒ่าไป๋ยังคงไม่ละความพยายามอยากจะดึงตัวชีชีเข้าสังกัดให้ได้
“ขอบคุณท่านผู้เฒ่าไป๋ค่ะ แต่สามีของฉันเป็ทหาร ปกติเขายุ่งมากฉันต้องอยู่ดูแลบ้าน อีกอย่างคุณก็เห็นแล้ว ฉันยังปลูกพืชไว้ตั้งหลายแปลงคงปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าไป๋ส่ายหน้าด้วยความเสียดาย“น่าเสียดายจริงๆ ต้นกล้าฝีมือดีขนาดนี้...เอาเป็ว่าวันหน้าถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกนะ อะไรที่ช่วยได้ผมช่วยเต็มที่แน่นอน”
“ความจริงก็มีเื่อยากให้ช่วยอยู่พอดีเลยค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าไป๋ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งแม้คำพูดเมื่อครู่จะมาจากใจจริง แต่ยัยหนูคนนี้ก็ดูจะไม่เกรงใจกันเลยนะเนี่ย?
ช่างเป็พวกคว้าโอกาสได้เก่งกาจเหลือเกิน
ชีชีไม่ได้สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไรเธอเดินเข้าบ้านไปหยิบแบบแปลนที่วาดเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา
“ท่านผู้เฒ่าไป๋ลองดูนี่สิคะฉันอยากจะสร้างเครื่องตีแนวและเครื่องปักดำนาค่ะโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรของเราพอจะช่วยเื่นี้ได้ไหมคะ?”
“คุณว่าอะไรนะ?”
ท่านผู้เฒ่าไป๋รีบคว้าแบบแปลนไปดูอย่างกระหาย
“เครื่องตีแนวใช้สำหรับเปิดหน้าดินในนาข้าว โดยพ่วงไปกับรถไถจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้มหาศาลค่ะ ถ้าใช้แค่แรงคนกว่าจะเปิดหน้าดินได้หนึ่งหมู่ต้องใช้เวลาหลายวันแต่ถ้ามีเครื่องนี้จะประหยัดทั้งเวลาและแรงงานได้มากส่วนเครื่องปักดำนาก็ใช้หลักการเดียวกันค่ะ”
“ไอหยา สหายเสี่ยวชี สมองคุณนี่มันทำด้วยอะไรกันนะ? ทำไมถึงมีความคิดดีๆแบบนี้ออกมาได้?”
“หึๆ ฉันก็แค่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยน่ะค่ะ”
การให้เหล่าผู้นำมายืนคุยกันกลางลานบ้านแบบนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนักแต่ในบ้านของเธอก็เล็กเกินกว่าจะรับรองคนทั้งหมดได้ เก้าอี้ก็มีไม่พอให้นั่ง
แต่ถึงอย่างนั้นชีชีก็ยังเอ่ยชวนตามมารยาท“ท่านผู้นำทุกท่าน เข้าไปดื่มน้ำในบ้านก่อนไหมคะ?”
“ไม่ดีกว่า ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราก็ควรกลับกันเสียที”
เมื่อผู้บังคับกองพันหลี่เอ่ยเช่นนั้นทุกคนก็เตรียมตัวเดินออกไป มีเพียงท่านผู้เฒ่าไป๋ที่ยังยืนนิ่งอยู่
ชีชีเดินไปส่งเหล่าผู้นำที่หน้าประตูบ้านด้วยความสุภาพทันใดนั้นผู้ตรวจการทางการอู๋ก็หันกลับมามองเธออีกครั้ง
สายตานั้นบอกไม่ถูกว่าคืออะไรมันให้ความรู้สึกเหมือนถูกจับแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัลอย่างไรอย่างนั้น
ชีชีลูบขนแขนที่ลุกตามสัญชาตญาณ
“ติ๊ง! ตรวจพบว่า ผู้ตรวจการทางการอู๋มีพลังพิเศษเนตรทิพย์มองทะลุ้า่ชิงหรือไม่?”
“อะไรนะ?”
ชีชีแทบจะะโตัวลอยตาเฒ่าคนนี้ลามกชะมัด มิน่าล่ะถึงได้เอาแต่จ้องเธอไม่เลิก
“ผู้ตรวจการทางการอู๋มีพลังพิเศษเนตรมองทะลุ ้า่ชิงหรือไม่?”
ระบบคิดว่าเธอฟังไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามซ้ำอีกรอบ
“นี่ฉันถูกเขามองจนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้วเหรอ?” ชีชีรู้สึกอัดอั้นตันใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาในมโนสำนึก
“มีระบบอยู่นี่ทั้งคน เขาย่อมมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากระบบความขุ่นเคืองและความอับอายของชีชีก็สลายไปในทันที
แต่แล้วเธอก็รีบหันไปมองลู่เหย่ที่เดินตามหลังผู้ตรวจการทางการอู๋ไป“แล้วลู่เหย่บ้านฉันล่ะ ถูกเขามองทะลุไปหมดแล้วใช่ไหม?”
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ใช่ค่ะ”
ชีชีโกรธจนควันออกหูแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “ชิงมา!ต้องชิงมาให้ได้เดี๋ยวนี้!”
“เริ่มขั้นตอนการ่ชิงพลังพิเศษเนตรทิพย์มองทะลุเพียงแค่โฮสต์จ้องตาอีกฝ่ายตรงๆ เป็เวลาหนึ่งนาทีก็ถือว่าเสร็จสิ้น”
“บ้าจริง! ทำไมไม่รีบบอก คนเดินไปโน่นแล้ว”
คนระดับหัวหน้าฝ่ายอำนวยการไม่ใช่คนที่ชีชีนึกจะเจอก็เจอได้หากพลาดโอกาสวันนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะได้เจออีกเมื่อไร
ชีชีทิ้งท่านผู้เฒ่าไป๋ที่กำลังยืนงงเป็ไก่ตาแตกไว้เื้ัแล้วรีบก้าวเท้าวิ่งตามไปทันที
“ผู้ตรวจการทางการอู๋คะ!ฉันรู้สึกว่าแค่ความสามารถทางเทคนิคอย่างเดียวยังไม่พอฉันต้องเสริมสร้างความรู้ด้านอุดมการณ์และการเมืองด้วยถึงจะพัฒนาได้อย่างรอบด้านค่ะ”
เมื่อเห็นชีชีวิ่งตามมาผู้ตรวจการทางการอู๋ก็หยุดฝีเท้าลงทันที “คุณมีจิตสำนึกที่ดีเช่นนี้ถือว่าดีมากเป็แบบอย่างที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ผมจะนำเื่ราวของคุณไปเผยแพร่ในเขตบ้านพักทหารและทั่วทั้งกองพลเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนขยันลงมือทำ ใช้สมองคิดเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่การพัฒนาปฐีของพวกเรา แม้พลังของคนคนเดียวจะน้อยนิดแต่ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ไม่ใช่หรือ? ประกายไฟเพียงนิดสามารถลุกลามเผาทุ่งหญ้าจนวอดวายได้...”
ผู้ตรวจการทางการอู๋คนนี้สมกับเป็มือโปรด้านการปลุกระดมอุดมการณ์จริงๆฝีปากเขาช่างร้ายกาจนัก ไม่เพียงแต่พล่ามยาวเหยียดแต่ยังทำท่าทางประกอบได้อย่างเหมาะสมราวกับกำลังยืนปราศรัยอยู่บนเวที
ชีชีจ้องตาเขาเขม็งในใจมีเสียงนับถอยหลังดังขึ้น ‘60, 59, 58... 6, 5, 4, 3, 2, 1’
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ขั้นตอนการ่ชิงพลังเนตรทิพย์มองทะลุเสร็จสมบูรณ์ โปรดตรวจสอบ”
“เยส!”
ชีชีชูหมัดขึ้นด้วยความดีใจเมื่อกี้เพราะไม่กล้ากะพริบตา ขอบตาของเธอจึงมีน้ำตาคลอเบ้าดูเหมือนคนที่กำลังตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด
ผู้ตรวจการทางการอู๋คิดว่าชีชีคงจะถูกคำพูดของเขาปลุกเร้าจนเืรักชาติพลุ่งพล่านและซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก
“สหายเสี่ยวชี นอกจากคุณจะมีความสามารถด้านการงานที่แข็งแกร่งแล้วจิตสำนึกด้านอุดมการณ์ยังสูงส่งอีกด้วย ช่างเป็แบบอย่างของคนรุ่นใหม่จริงๆ”
“เป็เพราะผู้ตรวจการทางการอู๋ช่วยสั่งสอนค่ะคำพูดทุกคำของคุณฉันจะจดจำใส่ใจและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดค่ะ”
“ดี ดี ดีมากจริงๆ ถ้าคนหนุ่มสาวทุกคนเป็เหมือนคุณงานของพวกเราคงง่ายขึ้นเยอะ”
“ฉันจะพยายามให้มากขึ้นไปอีกค่ะ จะไม่ทำให้ท่านผู้นำผิดหวังเด็ดขาดผู้ตรวจการทางการอู๋เดินกลับดีๆ นะคะ”
เมื่อได้พลังพิเศษมาครองแล้วชีชีก็ไม่อยากจะฟังเขาพล่ามอีกต่อไป จึงรีบส่งแขกทันที
ผู้ตรวจการทางการอู๋ยังดูเหมือนจะยังพูดไม่จบดีแต่เมื่อเหลือบไปเห็นท่านผู้เฒ่าไป๋ที่ยังรออยู่ตรงนั้นเขาจึงจำต้องยับยั้งชั่งใจในความอยากแสดงออกของตัวเองไว้
“เอาละ สหายเสี่ยวชีคุณไปยุ่งต่อเถอะไว้วันหลังพวกเราค่อยมาแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกนะ”
“ขอบพระคุณผู้ตรวจการทางการอู๋ที่ช่วยชี้แนะค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ”
ในที่สุดก็ส่งตาแก่โรคจิตนี่ไปได้เสียทีชีชีถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ท่านผู้เฒ่าไป๋ยังคงอยู่ในสภาวะงงงวยเขาไม่เข้าใจว่าคุยกันอยู่ดีๆ ทำไมชีชีถึงวิ่งพรวดพราดออกไปแถมยังไปคุยเื่อุดมการณ์การเมืองอะไรนั่นอีก
ผู้ตรวจการทางการอู๋ในกองทัพน่ะใครเห็นต่างก็ต้องเดินอ้อมหนีกันทั้งนั้น แต่เธอกลับเสนอหน้าเข้าไปหาเองซะงั้นเพื่ออะไรกันล่ะเนี่ย?
ชีชีเมินเฉยต่อสีหน้าสับสนของท่านผู้เฒ่าไป๋เธอส่งยิ้มหวานจนตาหยี “ท่านผู้เฒ่าไป๋คะพวกเรามาคุยกันต่อเถอะค่ะ”