ขณะที่สปินเนอร์เดินลึกลงไปตามทางเดินแคบยาวเหมือนเขาวงกต มันรู้สึกเหมือนใช้เวลาอยู่นานมาก
และได้ยินเสียงสะท้อนเป็เสียงหายใจและเสียงฝีเท้าตามมาตลอด ที่สุดปลายอุโมงค์ มันได้พบห้องใหญ่ ห้องหนึ่ง
มีหีบศพหินอยู่ตรงกลางฝาของมันถูกประดับด้วยภาพแกะสลักของฟาโรห์และอักษระฮีโรกราฟฟิค
บอกเล่าเื่ราวของ เทพเ้าพาซต์ เป็เทวีผู้มีศีรษะเป็แมว ร่างกายเป็คน
เป็เทพเ้าแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ เทพรา (Ra) ซึ่งเป็เทพแห่งดวงอาทิตย์โดยมีพาชต์ (Pasht) หรือ จันทราเทวี
เป็มเหสีของเทพรา (Ra)ในยามกลางคืนสุริยเทพต้องไปซ่อนตัวในยมโลก พาชต์
จะใช้แสงอาทิตย์ในดวงตาช่วยส่องทางให้เทพราเดินทางได้สะดวก
ซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้งเทพราต้องต่อสู้กับงูั์อะโปพิส(Apophis)
ที่มาขวางทางโดยจำแลงกายเป็แมวถ้าชนะก็จะนำแสงสว่างมาสู่วันรุ่งขึ้น
หากแพ้ก็จะไม่มีแสงสว่างในวันรุ่งขึ้นหรือเกิดสุริยคราสนั่นเอง
ผู้คนก็จะส่งเสียงร้องะโให้งูใหญ่ใและปล่อยเทพราแล้วแสงอาทิตย์ก็จะคืนสู่โลก วนเวียนเช่นนี้ไม่สิ้นสุด
สปินเนอร์สำรวจรอบโลงศพฐานตั้งโลง และบริเวณรอบๆห้องโถงใหญ่ มันพบว่า
้าของผนังที่อยู่สูงขึ้นไปตรงกับตำแหน่งแท่นวางศพ มีอักษรฮีโรกราฟฟิคและภาพแกะสลักอยู่
แตกต่างจากอักษรด้านล่างมันจึงพ่นใยเพื่อปีนขึ้นไป ้า เป็รายละเอียดการแกะสลัก
ภาพของเทพเ้าคอนซูบนอักษร จากรึกบอกเล่าเื่ราวของเทพเ้าคอนซูว่า
มีรูปร่างลักษณะร่างกายเป็มนุษย์แต่สวมหัวนกเหยี่ยวหรือนกอินทรี (คล้ายๆ กับเทพฮอรัส)
มีสัญลักษณ์จานพระจันทร์เสี้ยว และจานดวงอาทิตย์อยู่เหนือหัว เป็เทพเ้าของเหล่านักเดินทาง
คอยให้แสงส่องสว่างยามมืดมิด
ตามจารึกได้เล่าถึงตำนาน เกิดมาจากการที่เทพ รา (Ra) นั้นไปสาปให้เทพีนัต (Nut) ไ
ม่สามารถมีบุตรได้เลยตลอด360 วันในหนึ่งปี ซึ่งนางก็นำเื่นี้ไปขอร้องให้เทพธอธช่วยเหลือ
เทพเ้าธอธไอ้ออกอุบายช่วยเหลือเทพีนัตด้วยการไปท้าเล่นพนันหมากรุกกับเทพเ้าคอนซู
โดยมีเดิมพันคือแสงสว่าง หรือแสงจันทร์นั่นเองสุดท้ายเทพธอธก็ชนะ จนได้แสงจันทรา
มากพอที่จะใช้เป็แสงที่ใช้ในเวลากลางวันมากถึง5 วัน ซึ่งไม่ใช่วันใดในปีใดที่เทพราสร้างขึ้น
แล้ววันทั้ง 5นี้เองที่ทำให้เทพีนัตใช้ในการสร้างพระโอรส และพระธิดารวมได้ 5 พระองค์
ผลของการพนันครั้งนี้ยังทำให้พระจันทร์ไม่มีแสงที่จะสว่างพอเต็มเดือน
กลายเป็คำอธิบายปรากฏการณ์พระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรมนั่นเอง
เมื่ออ่านจบสปินเนอร์้าไปยังห้องถัดไป แต่ไม่มีอุโมงค์หรือประตูเพื่อให้ไปต่อ
สปินเนอร์จึงตัดสินใจเดินกลับไปตามทางเดิมและครั้งนี้เขาต้องประหลาดใจมากขึ้น
อุโมงค์ที่เข้ามาล้วนไม่มีอยู่สิ่งที่เขาพบเป็เพียงแค่ผนังหินกับจารึกรอบๆ
“ข้าเดินทางไกลหลายพันกิโล ไม่้านอนแห้งตายที่แห่งนี้เพื่อให้คนรุ่นหลังคิดว่าข้าเป็มัมมี่
” สปินเนอร์คิดและพูดกับตนเอง เขาเดินสำรวนรอบๆห้องเพื่อหาอุโมงค์ช่องว่างหรือโพรงใดๆๆ
แต่ไม่พบสิ่งใด นอกจากนั้นเขายังเริ่มรู้สึกถึงอากาศที่ลดลง
เขาตัดสินใจปีนสูงขึ้นเพื่อ้าอากาศที่ไหลผ่านมากกว่าเขาปีนขึ้นถึงจุดที่จารึกเทพเ้าคอนซู
ดวงตาที่คมทั่ง 6 ของสปินเนอร์สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ—ช่องเล็กๆเว้าลึกลงไปบริเวณ
มงกุฎของเทพเ้าคอนซู ตรงกับตำแหน่งของพระจันทร์ เขาออกแรงกดลงไปแต่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาเริ่มสำรวจขนาดของรอยเว้าพบว่าสิ่งนี้มีความเป็ไปได้ที่จะเป็กลไก นำไปสู่ห้องถัดไป
มันทดลองหยิบหินเล็กๆๆหลายก้อนใส่ลงไปในเช่องเว้า หินบางก้อนเล็ก
บางก้อนใหญ่ บางก้อน หนาไป บางก้อนก็บางไป สปินเนอร์รู้สึกเหนื่อยจึงนั่งพักเล็กน้อย
นึกทบทวนถึงข้อความในอักษรจารึก
“ทำไมจึงมีเฉพาะภาพของเทพเ้าตอนกลางคืนนะ”สปินเนอร์คิด
เทพเ้าคอนซู ไม่มีพระจันทร์ ส่องสว่าง
เทพบาสก์ มีดวงตาส่องสว่างยามมืดมิด จริงสิ “ สปินเนอร์รีบปีนกลับลงไป
ดูรอบๆๆอักษรภาพรูปเทพเ้าบาสก์อีกครั้ง และครั้งนี้ พบว่าที่ดวงตาของเทพเ้าบาสก์
มีหินที่มีขนาดพอดีกับพระจันทร์ ที่หายไปสปินเนอร์ไม่รอช้า รีบนำดวงตาเทพเ้า
ใส่ลงไปบนมงกุฎ และครั้งนี้มันได้ผลสปินเนอร์ ได้ยินเสียงกลไก ขยับจากด้านหลังลูกกลมหิน
ทันใดนั้นฐานตั้งวางศพฟาโรห์ถูกเลื่อนเปิดออก เป็ช่องลาดลง
ไปด้านล่างสปินเนอร์รู้สึกเหมือนถูกเชิญชวน โดยไม่ลังเลไถลตัวลงไปตามช่องทันที

