ภายในหอคอยมหาสมบัติสองบุปผางามตระกูลลู่เริ่มบ่มเพาะพลังของพวกนางในทันทีเมื่อเข้ามา ส่วนลั่วอู่หลินนั้นขึ้นไปยังชั้นเก้าที่เก็บตำราโบราณตามเดิม เพื่อศึกษาเกี่ยวกับปราณหยินให้ท่องแท้ เนื่องจากการดูดซับกายผนึกเหมันต์ของไป่หนี่มันทำให้เขาเกิดข้อสงสัยว่าเขาจะสามารถดูดซับกายศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่สายน้ำแข็งหรือสายหยินได้หรือไม่และลมปราณหยินนี้สามารถพัฒนาไปในแนวทางใดได้บ้าง
หลังจากที่ค้นหาอยู่นาน ชายหนุ่มก็ไปพบเข้ากับตำราโบราณซึ่งมีนามว่าหยินหยางก่อกำเนิด แค่ชื่อตำราก็บอกแล้วว่าเกี่ยวกับคุณสมบัติของหยินและหยาง เขาจึงไม่รอช้ารีบเปิดอ่านมันในทันที
ในตำราเล่มนี้เขียนเอาไว้ถึงหยินและหยางครบถ้วนกระบวนความ ชายหนุ่มยิ่งได้อ่านก็ยิ่งเกิดความพลันพลึงในใจ ในตำรากล่าวว่าทุกสรรพสิ่งก่อเกิดขึ้นโดยหยินหยาง แม้จะเป็นขั่วตรงข้ามกันแต่ก็ยังเคียงคู่กันอยู่เสมอมา
ปราณหยางจะคล้ายกับเป็นพลังชีวิต ความร้อน และการเสริมกำลัง ในขณะที่ปราณหยินจะเป็นพลังแห่งความตาย ความเย็น และการดูดกลืน หากนำทั้งสองสิ่งมารวมกันได้คนๆนั้นจะกุมอำนาจทั้งการสรรค์สร้างและการทำลายล้างไว้ในมือ
เมื่อมามาถึงจุดนี้ลั่วอู่หลินก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ การผสานหยินและหยางเข้าด้วยกันงั้นหรือช่างเป็นทักษะที่น่าสนใจ แต่วิธีการฝึกฝนละอยู่ที่ไหนกัน ลั่วอู่หลินเริ่มค้นหาบันทึกโบราณอย่างบ้าคลั่งซึ่งปรากฏว่าไม่มีบันทึกเล่มไหนบอกถึงแนวทางของการฝึกฝนการรวมหยินหยางอยู่เลย
"เห้อ อุตส่าหาอะไรที่สิ่งที่น่าสนใจได้แล้วแท้ๆเหตุใดจึงไม่มีแนวทางการฝึกฝนกันนะ"ในขณะที่ชายหนุ่มนั่งหงอยเป็นปลาตาย ไฉ่เยว่เอ่อร์ก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งจากการปรับสมดุลพลังเสร็จสิ้น นางมองไปยังหนังสือบนมือของลั่วอู่หลินก่อนจะกล่าวถามด้วยน้ำเสียงตกใจ
"เจ้ากำลังหาแนวทางการฝึกฝนหยินหยาง??"
"ใช่ ข้าอยากรู้ว่าปราณหยินนั้นพัฒนาไปแนวทางไหนได้บ้างเลยลองมาศึกษาดู แล้วเกิดสนใจวิชาหยินหยางก่อกำเนิดขึ้นมา แต่แนวทางการฝึกนั้นข้าหามันไม่พบ"ลั่วอู่หลินคอตกและกล่าวอย่างเหนื่อยใจ
"เจ้าเด็กโง่ เจ้าคิดว่าการผสานหยินและหยางเข้าด้วยกันฝึกได้ง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ หากเจ้าทำผิดวิธีการละก็พลังที่เป็นดังขั่วตรงข้ามจะตีกันและทำให้ร่างกายเจ้าแหลกสลายไม่รู้หรืออย่างไร"ไฉ่เยว่เอ๋อร์กล่าว ให้ตายเถอะเจ้าเด็กนี่กลับสนใจอะไรที่มันสุดโต่งออกมาเสียได้
"แต่ข้าคิดว่าขนาดเทพจักรพรรดิเหมันต์กับเจ้าหญิงมารยังผสานความเป็นเทพและมารเข้าด้วยกันได้ การผสานหยินหยางก็ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกอะไรนี่น่า"ชายหนุ่มพองแก้มกล่าว ไฉ่เยว่เอ๋อร์ที่คิดถึงเรื่องนี้ได้ก้ตาเบิกกว้าง ใช่! เจ้านายของนางทั้งสองก็เคยทำมันนี่น่า การผสานเทพและมารแม้จะประเภทจะเป็นหยินเหมือนกันแต่ก็ถือว่าเป็นขั่วตรงข้ามมิผิดแน่
"เห้อ น้องชายเจ้ารู้หรือไม่กว่าที่นายท่านทั้งสองจะทำเช่นนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย กว่าที่จะเกิดเส้นลมปราณเทพมารเหมันต์สนทยาออกมาได้พวกเขาต้องหลอมรวมเส้นลมปราณเข้าด้วยกันโดยใช้ดวงจิตอสูรเทวะของนายท่านและเสี้ยววิญญาณเทพปีศาจของเจ้าหญิงมารชำระล้างให้บริสุทธิ์และเป็นกลางเพื่อใช้มันสร้างสมดุลแห่งพลัง"
"การผสานหยินหยางที่เจ้าว่าเองก็ไม่ได้แตกต่างกัน มันจำเป็นต้องหาตัวกลางเพื่อสร้างสมดุลแห่งพลังนั้น และยิ่งด้วยตัวเจ้าไม่เหมือนคนอื่น อย่าลืมว่าเจ้ามีดวงจิตอสูรเทวะสองหยินจากราชามังกรอัสนีบาตทรราชและอสรพิษหยกจันทราหรือตัวข้า แต่กลับมีเพียงหนึ่งหยางนั่นคือต้นไม้แสงต้นนั้น"
"หากเจ้าคิดจะสร้างสมดุลแห่งพลังจริงๆเจ้าต้องมีอีกหนึ่งหยางและต้องมีตัวกลางที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะควบคุมสมดุลและไม่เอนเองไปที่หยินหรือหยางมากเกินไป และสิ่งเดียวที่ทำเช่นนั้นได้คือวิญญาณซึ่งมันไม่ได้หาได้ง่ายๆเพราะส่วนใหญ่เมื่อสิ่งมีชีวิตตายตกวิญญาณจะหวนคืนสู่วัฏสงสาร มีเพียงระดับเซียนขึ้นไปเท่านั้นที่วิญญาณสามารถเลื่อนลอยได้นานและสามารถบ่มเพาะเพื่อหวนคืนกายเนื้อได้"
"เมื่อได้วิญญาณมาแล้วก็ต้องแบ่งพื้นที่ในตันเถียนให้เท่ากันโดยมีจุดกึ่งกลางเอาไว้ใส่แก่นวิญญาณจากนั้นก็ถ่ายพลังของอสูรเทวะเพื่อสร้างเป็นวังวนแห่งพลัง นี่คือสิ่งที่ข้าเฝ้าสังเกตุที่นายท่านทำ ซึ่งก็ไม่รู้เช่นกันว่าโอกาสสำเร็จมากน้อยเพียงใด"ไฉ่เยว่เอ๋อร์กล่าวอธิบายอย่างละเอียด เรื่องพวกนี้นางที่เป็นอสูรรับใช้เทพจักรพรรดิเหมันต์จะไม่รู้ได้อย่างไร เพราะนี่คือสิ่งที่นายท่านของนางค้นคว้ามาโดยตลอดเลยก็ว่าได้ก่อนที่จะให้กำเนิดเส้นลมปราณที่ทรงพลังอย่าง เทพมารเหมันต์สนทยา นี้ออกมา
ต้องบอกก่อนว่าในตัวของลั่วอู่หลินแม้จะมีจิตวิญญาณอสูรเทวะหยินสองตนและต้นไม้แห่งแสงที่เป็นหยาง แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการผสานหยินหยาง เพราะมันแยกกันอยู่ในทะเลแห่งจิตใจไม่ใช่ในตันเถียนซึ่งเป็นต้นกำเนิดพลังปราณที่แท้จริง การใช้พลังจากดวงจิตอสูรเทวะคล้ายกับการดึงพลังแฝงและทางสายเลือดมาใช้เสียมากกว่า
ส่วนเรื่องวิญญาณเซียนอสูรและเซียนปีศาจเองก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่เปีศาจและอสูรที่บรรลุระดับเซียนขึ้นไปจะอยู่รวมกับเป็นกลุ่มในพิภพอสูรและพิภพปีศาจ ซึ่งหากเซียนหรือเทพของมนุษย์ลงไปที่นั่นจะทำให้ถูกลดทอนพลังไปเกือบครึ่ง และนั่นหมายถึงความเสียเปรียบที่มากมายมหาศาล
"อยากเย็นปานนั้น!!"ชายหนุ่มอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ลำพังแค่การหาธาตุหยางที่เทียบเท่ากับธาตุหยินของราชามังกรสายฟ้าหรืออสรพิษหยกจันทาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย หากร่างวิญญาณที่ใช้เป็นตัวกลางสามารถหาได้จากตัวตนระดับเซียนแล้วตัวเขาจะไปหามันได้อย่างไร ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
"ใช่ ยากเย็นเอามากๆ แต่ว่าน้องชายหากเจ้าคิดจะบ่มเพาะวิชาหยินหยางนี้จริงๆก็ถือว่าได้เปรียบกว่าคนอื่นอยู่ไม่น้อย เพราะด้วยเส้นลมปราณมันจะทำให้ตัวเจ้าไม่ได้รับผลกระทบจากชัยภูมิของพิภพปีศาจ อีกทั้งด้วยตัวข้าที่เป็นเหมือนจิตอสูรเทวะเทียมของเจ้าก็ทำให้เจ้าหลีกเหลี่ยงผลกระทบของพิภพอสูรได้ ขอเพียงมีพลังมากพอเจ้าสามารถไปล่าเซียนปีศาจและเซียนอสูรด้านในถิ่นของพวกมันได้ ที่เหลือก็แค่หาธาตุหยางที่บริสุทธิ์เท่าๆกันหยินของข้าจากนั้นก็สร้างสมดุลแห่งพลังก็เสร็จสิ้น" นางกล่าวราวกับมันเป็นเรื่องง่ายอย่างไรอย่างนั้น
"เช่นนั้นตอนนี้ก็ต้องไปถึงระดับเซียนให้ได้ก่อน"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างตั้งมั่น เขาไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่เห็นการฆ่าฟันเป็นเรื่องโหดร้ายอีกต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าคิดจะล่าไปหมดซะทุกตัว
ดังที่สัตว์อสูรและปีศาจบางตัวกินมนุษย์เพื่อเพิ่มตบะของตนเอง ลั่วอู่หลินก็คิดที่จะล่าตัวตนเช่นนั้นหาใช่สัตว์อสูรหรือปีศาจทั่วไปที่ไม่รู้เรื่อง
แต่หากจะพูดถึงเรื่องนี้ก็นับว่าเร็วเกินไป ตัวเขาตอนนี้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะลงไปยังพิภพอสูรและพิภพปีศาจ ดังนั้นได้แต่ครุ่นคิดถึงอีกอย่างที่สำคัญแทน นั่นคือธาตุหยางอีกหนึ่งที่มีพลังเทียบเท่ากับอสรพิษหยกจันทรา
"พี่สาวเยว่เอ๋อร์มีธาตุน้ำแข็ง ธาตุที่ตรงข้ามกับธาตุน้ำแข็งย่อมเป็นเปลวเพลิง แต่เปลวเพลิงที่ไหนกันละถึงจะมีความร้อนแรงพอที่จะเป็นขั่วตรงข้ามกับพี่สาวเยว่เอ๋อร์ได้"ลั่วอู่หลินกล่าวขึ้นมา เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้เขาเริ่มที่จะคิดจริงจังเรื่องพลังปราณหยินหยางเอาเสียมากๆ
"เห้อ หลายคนแค่มีลมปราณหยินหรือไม่ก็หยางอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดีใจจนแทบบ้า แต่เจ้าเด็กนี่กลับโลภคิดอยากจะได้ทั้งหยินและหยางมาครอง เหอะๆทำเอาข้าขำไม่ออกเลยนะเนี้ย โชคดีที่ยังมีทฤษฎีที่นายท่านคิดค้นขึ้นไม่งั้นคงได้ลองผิดลองถูกอีกนาน"ไฉ่เยว่เอ่อร์ที่เห็นลั่วอู่หลินคิดเรื่องการบ่มเพาะจนไม่ได้สนใจตัวนางกล่าวขึ้น แม้จะดูเหมือนคำด่าทออยู่บ้าง แต่ใครจะรู้กันว่านางชื่นชมลั่วอู่หลินเอามากๆที่คิดนอกกรอบและไฝ่หาพลังที่แข็งแกร่งไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ ทำตัวสมกับที่เป็นผู้สืบทอดมรดกของนายท่านของนาง
ชายหนุ่มเริ่มค้นหาตำราโบราณอีกครั้ง เขายังมีเวลาอีกนานระหว่างรอภรรยาทั้งสองบ่มเพาะพลัง ดังนั้นจึงใช้เวลาเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หอคอยตำราโบราณเหล่านี้คล้ายว่าจะมีทุกสิ่งที่เขาต้องการ หลังจากที่หาอยู่นานในที่สุดก็พบเข้ากับตำราเล่มสีแดงที่สลักคำว่าเปลวเพลิงเอาไว้ เมื่อเปิดเข้าไปอ่านสิ่งที่เขาพบคือรายชื่อเปลวเพลิงสวรรค์สิบสามชนิดพร้อมกับการเกิดของพวกมันและสถานที่ๆเป็นไปได้ว่าจะมีพวกมันอยู่
ลั่วอู่หลินรีบเปิดดูด้วยความสนใจเขานั่งอ่านมันอยู่พักใหญ่แววตาก็เป้นประกายขึ้นมาราวกับเด็กเห็นของเล่นอย่าไรอย่างนั้น
"เปลวเพลิงที่เกิดจากพลังงานสวรรค์และโลกงั้นหรือธาตุหยางของมันจะต้องพิเศษมากแน่ๆ"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างดีใจ ขอเพียงเขาได้ครองมันสักหนึ่งชนิดก็น่าจะเทียบเท่ากับปราณหยินของไฉ่เยว่เอ๋อร์เลยทีเดียว
หลังจากที่ค้นคว้าและหาแนวทางและเป้าหมายได้แล้ว ลั่วอู่หลินก็ไม่ได้รั้งอยู่ในหอคอยมหาสมบัติอีกต่อไป จากที่เขาคาดเดาภรรยาทั้งสองของเขาคงจะใช้เวลาบ่มเพาะอีกนานกว่าจะเสร็จสิ้น ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงออกไปทำเรื่องที่จำเป็นก่อนนั่นคือการเปิดเผยของตนเองให้กับคนที่เชื่อใจได้รับรู้
นี่ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้เพราะมันต้องเสี่ยงที่ชายหนุ่มจะต้องหูชาจากการโดนทั้งท่านตา ท่านลุง รวมไปถึงพี่ใหญ่ของเขาบ่นเอามากๆ ดังนั้นก่อนที่จะเปิดเผยเขาจึงต้องไปหาแนวร่วมเพื่อป้องกันการโดนต่อว่าเสียก่อนนั่นคือหลินอี้เฟยผู้เป็นยาย
เมื่อเขาเดินเข้าไปยังตำหนักและกล่าวสิ่งที่ต้องการจะทำกับผู้เป็นยาย หนึ่งคำถามเดียวที่หลินอี้เฟยถามขึ้นมาคือ 'คิดดีแล้วใช่หรือไม่' ลั่วอู่หลินรีบพยักหน้าให้ในทันใด หลินอี้เฟยที่เห็นว่าหลานตนเองพร้อมจะเปิดเผยแล้วจริงก็รีบให้ข้ารับใช้ไปส่งสารให้กับองค์จักรพรรดิ องค์รัชทายาทและครอบครัวให้มาเสวยอาหารค่ำร่วมกันกัน
ในตอนแรกลั่วอู่หลินไม่อยากจะให้ทั้งเมิ่งอี้หรานและไป่หลี่เอ๋อร์ได้รับรู้ แต่หลินอี้เฟยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะอีกไม่นานพวกนางก็จะเป็นภรรยาของลั่วอู่หลินแล้ว การที่ทุกคนรู้ความจริงทั้งหมดและเหลือแค่พวกนางที่ยังไม่รู้มันไม่ยุติธรรมเท่าไรนักและอาจจะเป็นปัญหาครอบครัวในภายหลังได้
เมื่อได้ฟังคำของผู้เป็นยายลั่วอู่หลินก็ยอมรับความคิดนั้น เมื่อลองคิดตามหากทั้งครอบครัวรับรู้และเหลือแค่พวกนางมันก็ไม่แปลกที่ความน้อยใจและแปลกแยกจะเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ซึ่งตัวลั่วอู่หลินไม่ได้ต้องการให้เช่นนั้นเหมือนกัน