บทที่ 12 เมื่อเ้าตัวเล็กโชว์กินคำโต
การนอนหลับครั้งนี้ของ ฉินซุ่ยอัน ช่างเป็่เวลาที่แสนพิเศษและสงบสุขที่สุดในรอบหลายปี เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆสีขาวที่นุ่มนิ่มไปมา มีสายลมเบา ๆ คอยพัดกล่อมให้จิตใจดวงน้อยได้รับการเยียวยาจากฝันร้ายในอดีตจนหมดสิ้น
ในห้องนอนที่เงียบสงบ ฉินฮ่าวเฉิน ยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง กลิ่นแป้งเด็กหอมอ่อน ๆ จากตัวลูกสาวทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ทันทีที่อันอันเริ่มขยับกายเล็กน้อยและส่งเสียงครางในลำคอ เขาก็รู้ได้ทันทีว่า ‘เ้าหญิงตัวน้อย’ ของเขากำลังจะตื่นจากบรรทม เขาค่อย ๆ วางฝ่ามืออุ่น ๆ ลงบนแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอแล้วลูบเบา ๆ พลางกระซิบถามเสียงนุ่ม
“อันอัน... ตื่นแล้วเหรอครับคนเก่ง?”
"อือ..."
อันอันครางตอบเบา ๆ ในลำคอ เธอยังไม่ยอมลืมตาในทันทีแต่กลับซุกหน้าลงกับที่นอนหนานุ่มครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ปรือตากลมโตขึ้นอย่างงัวเงีย สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือใบหน้าหล่อเหลาที่เปี่ยมไปด้วยความรักของคุณพ่อที่กำลังส่งยิ้มละมุนให้เธออยู่
เธอกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อเรียกสติและไล่ความมึนงงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เม้มริมฝีปากสีชมพูจิ้มลิ้มแล้วคลี่สิ้มกว้างออกมาจนเห็นลักยิ้มจาง ๆ
‘คุณพ่อ... อันอันมีคุณพ่อคอยดูแลเหมือนเด็กคนอื่นแล้วจริง ๆ ด้วย~’ เธอคิดในใจพลางรู้สึกร่าเริงขึ้นมาทันตาเห็น
"เก่งมากครับคนเก่ง"
ฉินฮ่าวเฉินก้มลงจูบหน้าผากเล็ก ๆ อย่างอ่อนโยน
"หนูนอนไปนานเลย ท้องคงหิวแล้วใช่ไหมครับ?"
ราวกับพุงน้อย ๆ จะแสนรู้และฟังภาษาคนออก วินาทีนั้นเองเสียง ‘โครกคราก’ ก็ดังรอดออกมาจากพุงกะทิของเธอทันทีอย่างไม่ได้นัดหมาย อันอันถึงกับชะงัก ก้มหน้ามองท้องตัวเองแล้วเงยหน้ามองคุณพ่อพลางพยักหน้าอย่างเขินอาย
"อันอันหิวนิดหน่อยค่ะ"
"งั้นเราไปทานมื้อเย็นกันนะ"
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มลูกสาวขึ้น ช่วยเธอล้างหน้าล้างมืออย่างเบามือ ก่อนจะพาเดินไปยังห้องอาหารชั้นหนึ่งของปราสาท
แต่เดิม ห้องอาหารนี้มักจะใช้แค่ตอนมื้อเช้าเท่านั้น ส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็นคนในตระกูลฉินมักจะแยกย้ายกันไปจัดการตัวเองจนแทบไม่มีใครใช้ห้องนี้เลย แต่ตอนนี้ บนเก้าอี้อาหารสุดหรูกลับมีคุณชายรอง ฉินเหยียนอี้ และคุณชายหก ฉินเชียนอี้ นั่งรออยู่พร้อมหน้า
ฉินเชียนอี้กำลังเล่าเหตุการณ์ที่เขาไปจัดการกับ ‘จงเจี้ยนเหริน’ ในห้องเย็นให้พี่ชายฟังอย่างออกรสออกชาติ
"พอผมโผล่ไปนะพี่ พอมันเห็นหน้าผมก็สั่นเป็เ้าเข้าเลย ผมยังนึกว่ามันจะกลัวจนฉี่ราดซะอีก!"
ฉินเชียนอี้กำหมัดชกลมโชว์
"พี่รองน่าจะเห็นสีหน้ามันนะ สะใจชะมัด!"
ฉินเหยียนอี้รีบขัดขึ้นก่อนที่น้องชายจะร่ายยาวไม่หยุด
"แล้วคราวนี้นายลงมือยังไง?"
"ผมทำตามที่พี่บอกเป๊ะ ไม่ได้ต่อยหน้ามัน แค่ซัดเข้าที่ท้องไปหมัดเดียวเองครับ"
ฉินเชียนอี้ทำปากเบ้อย่างเสียดาย
"แต่มันก็ดันสลบเหมือดไปซะงั้น ฮึ่ม... อ่อนแอชะมัด"
ฉินเหยียนอี้พยักหน้าเล็กน้อย เขาจงใจสั่งให้บอดี้การ์ดคอยสังเกตการณ์ไว้ไม่ให้น้องชายมือหนักจนฆ่าคนตาย ปัญหาอวัยวะภายในบอบช้ำหรือกระอักเืนิดหน่อยถือเป็เื่เล็กน้อยที่เขารักษาได้ แต่ความสะใจนั้นสำคัญกว่า
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอก สองพี่น้องหยุดคุยกันในทันทีราวกับกดปุ่มปิดเสียง พวกเขาลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณด้วยท่าทางตื่นเต้น สายตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปที่ประตูห้องอาหารราวกับกำลังรอเปิดตัวซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
ในที่สุด ฉินฮ่าวเฉินก็อุ้มลูกสาวตัวนุ่มเดินเข้ามา ฉินเหยียนอี้และฉินเชียนอี้เผลอประสานเสียงเรียกชื่อเธอพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
"อันอัน!"
ฉินฮ่าวเฉินชะงักไปครู่หนึ่งพร้อมมองลูกชายทั้งสองด้วยสายตาประหลาด
'นี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่ลูกชายเมินเขา แบบนี้'
แต่เอาเถอะ เห็นแก่เ้าตัวเล็กที่เขากำลังอุ้มอยู่ เขาจะไม่ถือสาลูกชายแล้วกัน
อันอันกำเสื้อคุณพ่อแน่น พอเห็นพี่ชายทั้งสองเธอก็ยิ้มแก้มปริจนตาหยี
"พี่รอง~ พี่หก~"
ฉินเชียนอี้รีบกุลีกุจอไปดึงเก้าอี้เด็กสีชมพูหวานแหววที่สั่งทำพิเศษออกมา
"อันอันนอนไปนานเลยนะ มื้อเย็นเลยเวลามามากแล้ว รีบมาทานข้าวเร็วๆเลย!"
ฉินฮ่าวเฉินวางลูกสาวลงบนเก้าอี้อย่างระมัดระวัง เบาะหนังเกรดพรีเมียมถูกออกแบบมาให้รับกับสัดส่วนของเธอพอดีเป๊ะ ทำให้อันอันนั่งแหมะลงไปได้อย่างมั่นคง กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารนานาชาติลอยมาเตะจมูก ยัยหนูลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังจานอาหารมากมายบนโต๊ะที่ยาวเกือบ สาม เมตรจนกระเพาะน้อย ๆ เริ่มประท้วงอีกรอบ
เด็กน้อยรีบเอามือเล็ก ๆ ตะปบพุงที่ส่งเสียง ‘จ๊อก ๆ’ ของตัวเองไว้พลางลอบมองคุณพ่อและพี่ชายด้วยความเกรงใจ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครหัวเราะเยาะเธอ อันอันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกจนพวงแก้มขยับ ฉินเชียนอี้ที่ตาไวเห็นท่าทางนั้นเข้าพอดี เขาแอบขำในคอ
"ดูท่าจะหิวจัดนะเนี่ย ท้องร้องเสียงดังเชียวครับ"
อันอันส่ายหน้าพรืดพลางอธิบายเสียงหวาน
"พี่หกคะ ไม่ใช่เสียงของอันอันนะ แต่น้องพุงต่างหากที่ส่งเสียงออกมาเองค่ะ~"
"ใช่ ๆ ๆ พุงของอันอันเป็คนร้องเนอะ"
ฉินเชียนอี้หลุดหัวเราะออกมาพลางเออออตามน้องสาว
ฉินฮ่าวเฉินลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู
"อันอันอยากทานอะไรก่อนดีครับ?"
"ทาน... อื้ม..."
อันอันมองโต๊ะอาหารหินอ่อนสุดหรูที่ยาวเกือบสามเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสจากเชฟระดับโลกวางเรียงรายกันอย่างอลังการ
มีอาหารมากมายที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน อันอันเลียริมฝีปากอย่างชั่งใจ สุดท้ายเธอก็ชี้ไปที่ขวดนมแบบเดียวกับที่ดื่มเมื่อเช้า
"คุณพ่อคะ อันอันอยากดื่มนมค่ะ~"
"ได้ครับ"
ฉินฮ่าวเฉินหยิบขวดนมมาลองหยดลงบนหลังมือเพื่อเช็กอุณหภูมิ เมื่อแน่ใจว่าไม่ร้อนเกินไปจึงส่งให้เธอ
มือน้อย ๆ คว้าขวดนมไว้มั่น
"ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ~"
"ค่อย ๆ ดื่มนะครับ"
คุณพ่อฉินยิ้มละมุน
"ค่า~"
อันอันคาบจุกนมแล้วดูดดัง 'จ๊วบ ๆ' ดวงตากลมโตยังคงกวาดมองอาหารจานอื่น ๆ บนโต๊ะเหมือนกำลังวางแผนว่าจะจัดการจานไหนต่อดี
ภาพที่เห็นคือสามชายหนุ่มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในบ้าน นั่งตัวตรงแหน็ว จ้องมองเด็กน้อยดูดนมอย่างใจจดใจจ่อ ไม่มีใครยอมหยิบตะเกียบหรือช้อนขึ้นมาทานอาหารของตัวเองเลยแม้แต่คนเดียว ราวกับว่าการได้เห็นอันอันกินอิ่มคืออาหารทิพย์ที่ทำให้พวกเขาอิ่มทิพย์ตามไปด้วย
อันอันดูดนม 150 มิลลิลิตรหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงนาที เธอวางขวดนมเปล่าลงแล้วแลบลิ้นเล็ก ๆ เลียคราบนมที่มุมปาก พลางส่งสายตาปิ๊ง ๆ อ้อนวอนคุณพ่อต่อ ฉินฮ่าวเฉินรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปากให้เธออย่างแ่เบา
"อยากทานอะไรอีกครับ?"
อันอันชี้นิ้วไปที่จานหนึ่ง
"คุณพ่อคะ อันอันอยากกินแป้งก้อนใหญ่สีเทา ๆ ค่ะ~"
ฉินเชียนอี้มองตามนิ้วมือน้องสาวแล้วหลุดขำพรืด
"อันอันครับ นั่นไม่ใช่แป้งนะ เขาเรียกว่าสเต๊กครับ"
อันอันเอียงคอสงสัย
"สเต๊ก?"
"มันคือเนื้อวัวครับ"
ฉินฮ่าวเฉินอธิบายง่าย ๆ ให้ลูกสาวเข้าใจ
"เดี๋ยวพ่อหั่นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลองชิมนะ"
ไม่นาน สเต๊กเนื้อนุ่มที่ถูกหั่นเป็ชิ้นพอดีคำก็ถูกจ่อที่ปากเด็กน้อย
"อ้าม!"
งับเข้าไปเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข
รสชาติของเนื้อสเต๊กชั้นเลิศผสมผสานกับรสนมที่ยังติดอยู่ที่โคนลิ้น ทำให้อันอันฟินจนตาหยี มุมปากเล็ก ๆ ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ฉินฮ่าวเฉินที่เห็นลูกสาวชอบขนาดนั้นก็รีบลงมือหั่นชิ้นต่อไปป้อนเธอทันที