ทุกๆ วัน วัยเด็กในโลกใหม่ของหลินหลินช่างสนุกสนาน บิดาพานางขี่คอ ขี่หลังไปเที่ยวเล่นตามชายป่า เก็บผัก เก็บผลไม้และดอกไม้ให้นางไว้เล่น
หลินหลินอายุย่างเข้าปีที่ 5 แล้วตอนนี้ แม้ทุกอย่างในตอนแรกเกิดจะดูเชื่องช้าเพราะร่างกายป้อมเล็กทำอะไรไม่ค่อยทันใจนัก แต่ก็ทำให้นางได้ฝึกความอดทน ตอนนี้เริ่มเติบใหญ่ขึ้น วิ่งได้ว่องไวขึ้น ทั้งยังขอให้บิดาช่วยสอนวรยุทธเพื่อฝึกร่างกายเล็กๆ นี้ให้แข็งแรงขึ้นอีก ทำให้ว่องไวขึ้นมาก
แม้ในโลกก่อนของหลินหลินจะเก่งการต่อสู้แต่พื้นฐานร่างกายก็สำคัญและนี่ยังอยู่ในร่างกายเล็กป้อมอวบอัดเช่นนี้อีก นางจึงอยากทำให้ร่างกายแข็งแรงตั้งแต่อายุยังน้อยทั้งพยายามดัดตัวให้ตัวอ่อนเหมาะสำหรับการฝึกฝนท่วงท่าต่างๆ บิดานางสอนพื้นฐานทั่วไปและให้นางฝึกฝนเพียงเล็กน้อย แต่หลินหลินกลับทำเกินกว่าที่บิดาบอกจนบุพการีทั้งสองอ้าปากค้างหลายครั้งที่นางเป็นเด็กที่ความอดทน ทั้งยังฝึกฝนอย่างหนักกว่าเด็กทั่วไปที่เคยพบเจอ ไม่งอแงเลย แถมยังตั้งใจมากกับสิ่งที่บิดาสอนสั่ง
วิชาการต่อสู้ในร่างเก่าของหลินหลินเป็นรูปแบบสมัยใหม่ หลินหลินอยากเรียนรู้การต่อสู้แบบคนในยุคโบราณนี้ให้คล่องแคล่ว เพราะจะได้ไม่รู้สึกแปลกตาสำหรับคนทั่วไปมากนัก และสามารถบอกใครๆ ได้ว่าบิดาเป็นผู้สอนสั่ง
การได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากบิดาแต่ละวันช่างสนุกสนาน แต่มารดาเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า พยายามจะสอนให้หลินหลินเย็บปักถักร้อยและทำงานบ้านงานเรือน
ทุกวันหลินหลินจึงทั้งได้ออกแรงในช่วงเช้าและได้ฝึกสมาธิเย็บปักถักร้อยในช่วงบ่าย งานเย็บปักเป็นสิ่งที่หลินหลินไม่เคยทำเลยตั้งแต่ในชีวิตก่อนหน้านี้ มันจึงเป็นความท้าทายใหม่ที่จะทำให้เธอได้รู้ว่าเธอสามารถฝึกฝนสิ่งใหม่ได้หรือไม่
แม้มือเล็กๆ จะยังหยิบจับอะไรไม่ถนัด แต่เธอก็สามารถปักลายผ้าง่ายๆ ได้แล้ว ถึงมันจะบิดเบี้ยวไปบ้างแต่ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี ท่านแม่ก็เอ่ยชมหลินหลินไม่ขาดปากจนหลินหลินปรบมือให้ตนเองยิ้มแฉ่งอวดฟันที่ขึ้นยังไม่ครบทุกซี่ กับผลงานของตน
ความสุขในแต่ละวันช่างง่ายดายจริงๆ หลินหลินไม่คิดว่าเพียงใช้ชีวิตในแต่ละวันเรียบง่ายเช่นนี้จะทำให้มีความสุขได้มากขนาดนี้
หลายเรื่องราวขัดแย้งของบิดาที่ผ่านมาหลินหลินได้รับรู้มาบ้าง ในตอนที่ท่านพ่อท่านแม่คิดว่าตนเองหลับไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วเธอแกล้งหลับเท่านั้น พวกท่านแอบปรึกษากันว่าจะเข้าไปขนเอาสินเดิมของท่านแม่อย่างไรดี เพราะเห็นว่าหลินหลินเติบใหญ่ขึ้นมากแล้ว อยากให้นางมีทรัพย์สมบัติและได้อยู่บ้านที่ดีกว่านี้ เรื่องของเงินทองมันสำคัญในทุกยุคทุกสมัยจริงๆ แต่ยังดีที่ท่านแม่ท่านพ่อในตอนนี้เพียงหวังใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นเพื่อให้หลินหลินเป็นคุณหนูที่ไม่อายใคร พวกท่านกลัวว่าหลินหลินจะไม่มีชายหนุ่มที่ดีมาสู่ขอหากนางยังอยู่ในป่าเขาเช่นนี้
ตอนนี้นางอายุเพียง 5 ขวบ แต่พวกท่านช่างคิดการณ์ไกลนัก สตรีในยุคนี้อายุ 15 ก็ออกเรือนแล้ว เพราะถึงวัยปักปิ่นแล้ว แต่หลินหลินในโลกเก่าอายุ 25 ปี ก็ยังไม่มีคนรักเลยสักคน และไม่คิดแต่งงาน เพราะเห็นว่าการมีครอบครัวและมีลูกในตอนที่ไม่พร้อมให้ความรักแก่เขา จะทำให้ลูกขาดความอบอุ่นและเป็นคนเช่นนาง
แต่ในชีวิตใหม่นี้ บิดามารดาใหม่ของหลินหลินให้ความรักความอบอุ่นจนล้น เธอจึงคิดว่าหากต้องมีสามีและลูก เธอจะเลือกคนเช่นบิดานางในโลกโบราณนี้ เขาทั้งรักภรรยาและบุตรสาวจนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้พวกนางปลอดภัย จนหลบหนีมาอยู่กลางป่าเช่นนี้ แต่พอเห็นหลินหลินเริ่มเติบใหญ่ ก็คิดกลับเข้าไปอยู่เมืองใกล้ชายแดนและซื้อเรือนหลังใหญ่สักหลัง มีบ่าวรับใช้คอยดูแลนางและมารดาให้สุขสบาย ส่วนบิดาเองอาจจะหลบซ่อนตัวในป่าอีกสักพักให้ผู้คนหลงลืมเรื่องราวของท่านก่อน ช่างเสียสละเกินไปแล้ว อย่างไรก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงเท่านั้น ทำไมบิดานางยังต้องหลบซ่อนตัวอีก หรือมีเหตุผลอื่นอีกที่นางไม่รู้กัน ตอนนี้นางอยากเติบโตขึ้นไวๆ แล้ว เพราะอยากช่วยเหลือบิดามารดาใหม่ของนางให้พวกท่านไม่ต้องหลบซ่อนหรือแยกจากกัน ทั้งยังทนใช้ชีวิตลำบากเช่นนี้ แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองแต่ก็ไม่กล้านำมาใช้เปิดเผยให้คนเพ่งเล็ง
หลินหลินพยายามเขียนแผนผังในกระดาษเล็กๆ ด้วยมือป้อมสั้น นางยังจำการเขียนได้ แต่ด้วยมือเล็กๆ ที่ยังไม่ชินนี้ ทำให้ลายมือโยกโย้ตลกยิ่งนัก แต่พยายามทำเป็นสัญลักษณ์แทนว่าบิดาถูกใส่ความ ถูกขับไล่จากคนผู้หนึ่ง และต้องแอบซ่อนตัวด้วยกลัวจะมีคนมาตามล่าเขาอีก หรือบิดานางจะเก็บความลับของคนผู้นั้นไว้ จนกลัวว่าเขาจะตามมารังควานอีกกันนะ หรืออีกอย่างก็คือ การมีอยู่ของบิดานางมีผลกระทบกับคนผู้นั้นอย่างมาก บิดานางเป็นอดีตแม่ทัพ อาจจะมีลูกน้องที่ซื่อสัตย์มากมายและจงรักภักดี หรือคนเหล่านั้นยังคิดตามหาบิดานางให้ไปจัดการคนผู้นั้นอยู่ แต่บิดานางอาจจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวอีกก็ได้ เพราะหลินหลินยังเด็ก และท่านแม่ก็ตัวคนเดียวในตอนนี้
รายละเอียดที่แอบเก็บข้อมูลไว้ในหัวของหลินหลินพรั่งพรูแต่ลายมือกลับตรงข้าม ไม่ต่างกับไก่เขี่ย หลินหลินทำหน้าเหยเกกับสิ่งที่ตนเขียน ไม่ต่างกับเขาวงกตจริงๆ บิดาที่แอบเห็นนางทำหน้าจริงจังเขียนอะไรอยู่กะเดินมาดู จนเห็นลายเส้นพันกันโยงไปมาจนหลุดขำออกมาเสียงดัง
หลินหลินได้แต่คิดว่าเหตุใดบิดานางไม่สงวนท่าทีเลย ขบขันนางจนเห็นลิ้นไก่แล้ว อย่าให้นางโตกว่านี้นะ นางจะวาดรูปงามๆ อวดบิดาเลย
“ท่านป้อ…ขำข้า…ไม่ชอบ”
หลินหลินกอดอกทำหน้ามุ่ย ก่อนจะพูดทีละคำให้เสียงดังฟังชัด และให้ท่านหยุดขำนาง นางงอนแล้วจนปากเล็กๆ ของนางยกขึ้นแทบชิดจมูกเล็กๆ ของนาง แก้มป่องๆ ย้อยๆ ก็พองขึ้น
มารดาที่เห็นท่าทางแง่งอนของบุตรสาวก็อดส่ายหน้าเอ็นดูพ่อลูกคู่นี้ไม่ได้ แม้หลินหลินจะรู้ความแต่ก็ยังเล็กนัก นางคงคิดอยากวาดสิ่งใดเป็นแน่ แต่ด้วยความที่ยังเด็กจึงทำให้ทำให้รูปของนางไม่เป็นอย่างใจนาง จนนางหงุดหงิด แถมบิดายังมาหัวเราะนางเสียงดังเช่นนี้ ต้องทำให้หลินหลินงอนเป็นแน่
“ท่านพี่อย่าขบขันลูกสิเจ้าคะ นางยังตัวเล็ก มือไม้ยังหยิบจับขีดเขียนไม่คล่องเท่านั้น ท่านต้องชมเชยและให้กำลังใจนางนะเจ้าคะ ถึงจะถูก เดี๋ยวหลินหลินก็น้อยใจหรอกเจ้าค่ะ”
หลินหลินได้ยินมารดาพูดเช่นนั้นจึงยกยิ้มพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนชำเลืองมองบิดาหน้ามุ่ยเหมือนเดิมพลางเชิดหน้าขึ้น
“พ่อรู้แล้วว่าหลินหลินเก่งทุกอย่าง แต่แค่เห็นว่าหลินหลินกำลังตั้งใจเขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่พอเดินมาดูกลับดูไม่ออก จึงเพียงตลกเท่านั้น พ่อไม่ได้ว่าเจ้าไม่เก่งสักหน่อย”
“หากข้าโตกว่านี้ ท่านป้อต้องตกใจฝีมือข้า!”
หลินหลินพูดคำยาวๆ ออกมาอย่างโชว์ภูมิ เธอเคยชนะการประกวดวาดภาพมาก่อนสมัยเด็กๆ ในชีวิตก่อน ท่านพ่อผู้นี้ยังไม่เคยเห็นเลย นี่เห็นนางเพียงขีดเส้นมั่วๆ เช่นนี้กลับเห็นเป็นเรื่องตลก นี่ถือว่าเป็นงานศิลปะชั้นสูงเลยนะ เค้าเรียกว่างาน Abstract (งานเชิงนามธรรม) เลยนะ ถึงจะดูไม่ออกแต่มันคือการแสดงจิตวิญญาณ การโยงใจความสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดของบิดาที่เกิดขึ้นเลยนะ ท่านจะดูถูกได้อย่างไร หลินหลินเพียงคิดในใจแต่ไม่กล้าพูดไป ก่อนจะกลับมาสนใจสิ่งที่นางกำลังครุ่งคิดเกี่ยวกับเรื่องราวของบิดาต่ออย่างไม่ใส่ใจคนตรงหน้าอีก